NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
#MyLifeStory คำสารภาพของชายที่เสิร์ฟอาหารบนความสูง 35,000 ฟุต โดย ธิชา ชัย
หมวด: Style

#MyLifeStory คำสารภาพของชายที่เสิร์ฟอาหารบนความสูง 35,000 ฟุต โดย ธิชา ชัย

  • 789
  • 466
  • 7
ธิชา ชัย

 

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุค 1950 การเดินทางบนเครื่องบินเป็นประสบการณ์สุดพิเศษ ผู้โดยสารแต่งตัวหรูหราขึ้นเครื่องบินราวกับจะไปงานเลี้ยง แอร์โฮสเตสสวมถุงมือสีขาวและหมวกทรงกลมใบเล็ก เสิร์ฟอาหารด้วยมาดราวกับนางแบบ มีเพลง Come Fly with Me ของแฟรงค์ สินาตราดังกังวาน

ตัดภาพมาที่ปี 2019 การเดินทางบนเครื่องบินไม่ใช่เรื่องหรูหราน่าตื่นเต้นอีกต่อไป แอร์โฮสเตสยุคนี้แทบจะต้องเสิร์ฟอาหารโดยใส่หมวกรักบี้ สวมเสื้อเกราะกันกระสุน และเหน็บกระบองที่เอว พร้อมรับมือกับผู้โดยสารแปลกประหลาดทุกรูปแบบจากทั่วโลก

ผู้โดยสารที่เชิดหน้าเดินขึ้นเครื่องด้วยทัศนคติว่า...ฉันจ่ายเงินค่าตั๋วแล้ว ฉันทำได้ทุกอย่าง

ผู้โดยสารที่คิดว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็ไม่ต่างอะไรจากพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร...ฉันสามารถสั่งหรือเรียกร้องอะไรก็ได้ตามต้องการ...ฉันคือลูกค้า...ลูกค้าคือพระเจ้า

ผู้โดยสารบ้าอำนาจและความจำเสื่อมที่ชอบถามพนักงานว่า...รู้ไหมว่าชั้นเป็นใคร?

ภาณุอายุยี่สิบเจ็ดตอนเริ่มงานเป็นสจ๊วตการบินไทย นี่ไม่ใช่อาชีพที่เขาใฝ่ฝัน เขารู้ตั้งแต่เด็กว่าเขาอยากทำงานอยู่ที่บ้าน โชคชะตาเล่นตลกให้คนอินโทรเวิร์ตที่อยากทำงานอยู่บ้านต้องทำงานห่างจากบ้านนับพันนับหมื่นกิโลเมตร สูงจากพื้นดินเกือบ 40,000 ฟุต แถมยังต้องทำงานกับคนแปลกหน้าหลายร้อยคน การเป็นคนใจเย็นและมนุษยสัมพันธ์ดีทำให้เขาเหมาะกับงานนี้

เอาน่า...ทำไปก่อน มีงานใหม่ที่ดีกว่าแล้วค่อยออก...เขานึกขณะเข็นรถบรรทุกถาดอาหารไปตามทางเดินแคบๆ บนเครื่องบิน มารู้ตัวอีกทีเมื่อ 11 ปีต่อมาตอนอายุสามสิบแปดและเขายังใส่สูทเดินเข็นรถกลับไปกลับมาตามทางเดินพูดประโยคเดิมว่า..."Coffee or tea?"

แอร์และสจ๊วตเป็นอาชีพในฝันของหนุ่มสาว ทุกคนพากันพูดว่า งานง่าย เงินดี ได้เดินทางท่องเที่ยว แถมยังได้ซื้อน้ำหอมราคาปลอดภาษี ภาณุเปิดใจว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็คืออาชีพขายแรงงาน และเบื้องหลังไม่ได้สวยงามเหมือนที่คิด ปัญหาอย่างหนึ่งคือผู้คนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับหน้าที่ของพนักงานต้อนรับบนเครื่อง

การถูกผู้โดยสารเข้าใจผิดว่าเขาเป็นเกย์ยังไม่ทำให้เขาขัดเคืองเท่าการที่ผู้โดยสารคิดว่าเขาต้องมีหน้าที่ยกกระเป๋า

“เรื่องยกกระเป๋านี่เป็นปัญหานัมเบอร์วันเลย (หัวเราะ) ไม่ใช่หน้าที่ที่พวกผมต้องยกให้นะครับ พวกคุณต้องยกเอง มันมีกฎนะครับ เขาบอกเลยว่าสัมภาระของผู้โดยสารเป็นหน้าที่ของผู้โดยสาร แต่ถ้ามีผู้โดยสารขอให้ช่วยผมก็ช่วยนะครับ แต่ก็ต้องช่วยกันยก ไม่ใช่มาใช้เราแล้วตัวเองยืนเฉย มีหลายครั้งคือเดินมาแล้วชี้กระเป๋าให้ยก ผมก็บอกว่า...ไม่ครับ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ยกไม่ไหว แต่ถ้ายกไม่ไหวก็ไม่ควรเอาขึ้นมา อย่านำขึ้นเครื่องแล้วขอให้ลูกเรือช่วยยกให้ เพราะมีลูกเรือบาดเจ็บจากการยกกระเป๋าเป็นประจำ”

นอกจากนั้นเขายังต้องเผชิญกับเหตุการณ์แปลกๆ เช่น ผู้โดยสารแอบขโมยอุปกรณ์กินอาหาร

“คนจีนทำประจำเลย (หัวเราะ) เหมือนเอาไปเป็นที่ระลึกมั้ง พวกถ้วยกาแฟ จานใส่เมนคอร์ส จริงๆ เอาไปไม่ได้นะครับ ก็จะไปขอให้เขาคืนมา บางครั้งถ้าเอาไปแค่ของเล็กๆ น้อยๆ ผมก็ปล่อยไป”

การมีเซ็กซ์ในห้องน้ำบนเครื่องบินอาจเป็นแค่เรื่องตลกที่พูดกันเล่น ใครจะอยากมีอะไรกันในห้องขนาดเท่าตู้เสื้อผ้าโดยที่ไม่ไกลออกไปมีแอร์โฮสเตสยืนกินข้าวและหัวเราะกันอยู่ในครัว แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีคนทำจริงๆ อาจจะเพื่อไปโอ้อวดได้ว่าเคยมีเซ็กซ์บนความสูง 35,000 ฟุต

“เคยเจอครับ ไฟล์ทไปฮานอย เป็นฝรั่งสองคน ตอนแรกผู้หญิงเดินเข้าไปก่อน อีกสักพักผู้ชายเดินตามเข้าไป ผมก็ยืนมอง เพราะเห็นหายเข้าไปห้องเดียวกัน เสร็จแล้วผู้ชายก็เดินออกไปก่อน แล้วสักพักผู้หญิงก็เดินออกไป ที่รู้เพราะพนักงานต้อนรับบนเครื่องจะถูกฝึกให้เป็นคนช่างสังเกตอยู่แล้ว”

จากการพบเจอผู้โดยสารหลากหลายเชื้อชาติมามากกว่าสิบปี ภาณุตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่า ผู้โดยสารชาติไหนดีที่สุด?

“ง่ายมาก ญี่ปุ่นครับ เพราะเขาเป็นคนเจ้าระเบียบ สะอาดสะอ้าน เรื่องอาหารการกินก็เรียบร้อย ห้องน้ำก็สะอาด พับผ้าห่มให้ด้วย เป็นชาติเดียวที่ทำแบบนี้”

แล้วชาติไหนแย่ที่สุด?

“คนไทยนี่แหละ (หัวเราะ) ดีมานด์เยอะ ชอบทำตัวเป็นเจ้านาย คนไทยมีนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว เวลาไปกินข้าวนอกบ้านก็ทำตัวแบบนี้ จริงๆ คนไทยไม่ใช่คนไนซ์นะ ไม่ใช่คนเฟรนด์ลี่เลย จริงๆ พวกเรากลัวคนไทยด้วยซ้ำ จะบอกว่าการบินไทยไม่ชอบเซอร์วิสคนไทยนี่ไม่จริง”

ภาณุบอกว่าเขาโชคดีไม่เคยโดนผู้โดยสารด่าเลย มีเพียงแค่ครั้งเดียวและถูกบริภาษแค่ประโยคเดียวเท่านั้น เขาเล่าให้ฟังพร้อมกับหัวเราะสนุกอย่างไม่ถือสา

“ครั้งหนึ่งขนมปังไม่พอ ผู้โดยสารเป็นฝรั่ง ผมก็ไปขอโทษเขาบอกว่า...Sorry เขาก็ด่ากลับมาว่า ‘You should be a Tuk-Tuk driver.’ (หัวเราะ) เราก็เดินหนีเลย คนแบบนี้ถ้าเราไปพูดโต้ตอบกลับก็เหมือนเอาฟืนไปใส่ไฟ คือเราต้องรู้ว่าตอนไหนเราควรจะหนีมา เราไม่จำเป็นต้องไปยืนฟังเขาด่า”

แต่ละเดือนเขาออกบิน 8-10 เที่ยว ได้หยุดเดือนละ 8-12 วัน รายได้ประมาณเดือนละ 50,000-60,000 บาท แต่เขากลับคิดว่ารายได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

“รายได้ไม่ดีเลย” เขาส่ายหัว “การบินไทยเงินไม่เยอะเลย เงินเพอร์เดียม (เงินเบี้ยเลี้ยงที่ได้จากการบินแต่ละเที่ยว) ไม่ขึ้นมา 20 ปีแล้ว ถ้า 15-20 ปีก่อนอาจจะดี แอร์กับสจ๊วตสมัยก่อนเขาถึงรวยกัน แต่ตอนนี้ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่ดีเหมือนสมัยก่อน หลังๆ วันพักผ่อนก็น้อย บินไปยุโรปแต่ก่อนพักสองวัน เดี๋ยวนี้วันเดียว เขาตัดวันที่อยู่ต่างประเทศให้น้อยลง เงินเบี้ยเลี้ยงก็น้อยลง เราก็เหนื่อยขึ้น แทนที่จะมีเวลาพัก ก็ต้องบินกลับเลย บินการบินไทยบินทั่วโลกแต่ได้เงินน้อย บินบางกอกแอร์เวย์หรือแอร์เอเชียยังได้เงินเยอะกว่า”

ข้อเสียที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของอาชีพนี้คือเรื่องสุขภาพ มันเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาอยากเลิก

“ผมเป็นมาหมดแล้ว เคยนอนไม่หลับเป็นปี ติดยานอนหลับเมลาโทนิน บางคนก็มีอาการเหนื่อยสะสม ต้องไปหาจิตแพทย์กันก็เยอะ ที่ข้อมือนี่ก็อักเสบ ต้องไปฉีดยาสเตียรอยด์มาสองรอบแล้ว เป็นเพราะยกยูนิตใส่ของ ยกขึ้นยกลง บางวันบินเสร็จกลับมาก็ปวดหลัง ต้องเข้าโรงพยาบาลเลย ตายก็เยอะ ส่วนใหญ่หลังจากรีไทร์ไปไม่กี่ปีก็เป็นมะเร็งตายหลายคน อาจเกี่ยวกับการที่เราทำงานบนเครื่องบินทำให้อยู่ใกล้รังสีต่างๆ”

ส่วนที่เขาคิดว่าเป็นข้อดีคือ มีความมั่นคง สามารถเป็นสจ๊วตได้ถึงอายุ 60 ปี สิ่งที่เขาภาคภูมิใจในการทำงานที่การบินไทยคือเชื่อมั่นว่าพนักงานให้บริการดี แถมการบินไทยยังทำอาหารไทยอร่อย เขาให้ข้อมูลว่าอาหารยอดนิยมที่ผู้โดยสารชื่นชอบคือข้าวกะเพราไก่

เขาเปิดเผยว่า สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือหากกินไม่อิ่มสามารถขออาหารเพิ่มได้ หากหิวกลางดึก อย่าลังเลที่จะเอ่ยปากบอกลูกเรือ พนักงานการบินไทยที่น่ารักจะสรรหาอาหารประดามีมาให้คุณประทังความหิวได้แน่นอน

ส่วนสิ่งที่หลายคนนึกว่าทำได้ แต่จริงๆ แล้วเขาบอกว่าทำไม่ได้คือ การขอให้พนักงานอัพเกรดที่นั่งเป็นชั้นธุรกิจหรือชั้นเฟิร์สคลาส และการขอเข้าไปดูในห้องนักบิน ไม่ว่าคุณจะฉีกยิ้มหวานแค่ไหนหรือโกหกว่าเป็นวันเกิดของคุณก็ไม่สามารถทำให้คุณสมหวังได้

ภาณุตอบไม่ได้ว่าเขาจะเสิร์ฟอาหารบนความสูง 35,000 ฟุตไปถึงเมื่อใด เขากำลังแอบซุ่มทำงานขายของออนไลน์ หากกิจการไปได้ดีก็จะลาออก ส่วนในระหว่างนี้ก็จะก้มหน้าก้มตาบริการผู้โดยสารชั้นประหยัด 260-435 คนที่หิวโหยและเอาแต่ใจตัวเองต่อไป

อย่างน้อยนี่คือสิ่งที่เขาทำมานานและมั่นใจว่าตัวเองทำได้ดี

ส่วนฉันก็แอบให้สัญญาเบาๆ กับตัวเองว่า ต่อไปนี้เวลาขึ้นเครื่องบินจะไม่กวนพนักงานด้วยการขอบลัดดี้แมร์รี่ถี่ยิบแบบที่ทำเป็นประจำและก่อนลงจากเครื่องจะไม่ลืมพับผ้าห่มทุกครั้ง

_________________________________________________________________________

*ธิชา ชัย (TishaChai@gmail.com) ผู้ก่อตั้ง/บรรณาธิการ นิตยสาร POP และเว็บ POPpaganda, introvert/modern hippie

*ภาพถ่ายโดย Simon Maage

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store