NOOZUP

Download NOOZUP สแกน QR Code เพื่อดาวน์โหลด

คอสตาริก้ากับการสร้างประเทศที่มีความสุขที่สุดด้วยกาแฟ

คอสตาริก้ากับการสร้างประเทศที่มีความสุขที่สุดด้วยกาแฟ
Eddy Chang 197

Coffee Journey The most happiness coffee

สำหรับคอกาแฟเชื่อว่าร้อยทั้งร้อย การตื่นมาได้ชงได้ดื่มกาแฟทุกเช้าถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันที่หาได้ง่ายๆ

สำหรับคนอื่นๆ ที่ไม่ดื่มกาแฟผมเชื่อว่าแต่ละวันคงมีโมเมนต์ส่วนตัว เอาไว้หาความสุข จะเล่นกับแมว อ้อล้อกับคนรักหรือมีเวลาดูแลลูกๆ ก็ทางใครทางมันครับ ขึ้นชื่อว่าความสุขย่อมดีทั้งนั้น

 

แต่การจะทำให้ประเทศๆ หนึ่งมี “ความสุข” ถึงระดับที่ทุกคนรู้สึกว่าดีจังที่ได้เกิดมาในประเทศนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายและคงเป็นไปได้ยากมากหากจะบอกว่ามีบางประเทศที่สามารถสร้างความสุขของคนในประเทศจากการทำธุรกิจกาแฟ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าประเทศนั้นมีอยู่จริง

Gallup World Poll ทำการสำรวจว่าประเทศไทยที่มีความสุขด้วยการใช้แบบสอบถามวัดความสุขของคนในประเทศต่างๆ กว่า 140 ประเทศ โดยวัดความสุขจากสามปัจจัยคือหนึ่ง-ชีวิตในภาพรวม สอง- ความสุขในชีวิตประจำวัน สาม-สุขภาพอนามัยของคน คำถามมีตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่าง “วันนี้คุณได้หัวเราะไหม” หรือการถามคำถามเรื่องโรคภัยไข้เจ็บและความรู้สึกพออกพอใจกับชีวิตประจำวันของตัวเอง

ประเทศคอสตาริก้า เป็นประเทศเล็กๆ ในอเมริกากลางมีประชากรไม่ถึงสิบล้านคน ติดโผประเทศที่มีความสุขในชีวิตต่อเนื่องมาหลายปี จากการสำรวจพบว่าคนคอสตาริก้ามีความรู้สึกเชิงบวกในแต่ละวันในการใช้ชีวิตมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก คอสตาริก้าร่ำรวยที่สุดหรือเปล่า มีนวัตกรรมล้ำหน้าที่สุดใช่ไหม มีรายได้ต่อหัวสูงสุด หรืออย่างไร เปล่าเลย-ตรงกันข้ามประเทศนี้ผู้คนไม่ได้มีรายได้สูงนัก เป็นประเทศที่พึ่งพาการเกษตรอยู่มาก แล้วอะไรที่ทำให้คอสตาริก้ามีความสุข

 

มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คอสตาริก้ากลายเป็นประเทศผู้ปลูกกาแฟแห่งนี้มีความสุข

 

ประการแรกคอสตาริก้าเป็นประเทศที่มีภูเขาสูงต่ำสลับกันไป พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 700-1,300 ฟุต ขณะที่ประเทศในแถบอเมริกากลางส่วนมากซึ่งเป็นที่ราบ การมีที่ราบ กว้างใหญ่เปิดโอกาสให้ประเทศถูกครอบงำจากชนชั้นนายทุน ทหารหรือนักการเมืองที่มีอิทธิพลได้มาก กว่า เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ แต่การที่คอสตาริก้าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยเทือกเขา สลับหุบเหวและการขาดแคลนแรงงาน ประชากรไม่มากนัก ทำให้ยากที่ใครสักคนจะสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้มีอิทธิพล

หลังจากที่ได้รับเอกราชจากสเปนในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 คอสตาริก้าเริ่มระบอบประธานาธิบดีของตัวเองจากการเลือกคนที่เป็น “ครู” มาเป็นผู้นำประเทศ แทนที่จะเป็นนักธุรกิจหรือทหารและมุ่งเน้นการสร้างสังคมที่มีสุขภาวะที่ดีพร้อมๆ กับการให้การศึกษา ช่วงทศวรรษ 1940 เป็นช่วงเวลาที่บทบาทของกองทัพนั้นหมดไปจากระบอบการเมืองและทำให้คอสตา ริก้าสามารถพัฒนาตัวเองผ่านการลงทุนกับเยาวชน การสร้างสุขอนามัยที่ดี

คอสตาริก้าใช้เวลา 21 ปีหลังจากนั้นในการสร้างระบบสาธารณสุขที่ทำให้เกิดสถานีอนามัยประจำหมู่บ้านแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายไว้บริการประชาชนและสิ่งที่เติบโตมาคู่กับการพัฒนาสาธารณสุขก็คือเรื่องการพัฒนาระบบการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกกาแฟ ตรงนี้เองครับที่กาแฟเริ่มเข้ามามีบทบาทในการยกระดับรายได้ของประเทศ

ต้องขอบคุณ William Le Lacheur กัปตันเรือ The Monarch ของอังกฤษที่เข้ามาค้าขายในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เห็นความเป็นไปได้ของการปลูกกาแฟที่คอสตาริก้า ซึ่งแต่เดิมที่นี่เป็นแค่คลังเก็บเมล็ดกาแฟและบรรจุหีบห่อ ก่อนส่งไปขายยังยุโรป วิลเลี่ยมเข้ามาวางรากฐานการปลูกกาแฟและเป็นคนที่ทำให้กาแฟจากคอสตา ริก้าเป็นที่รู้จักในยุโรป และวางรากฐานระบบการค้าขายกาแฟไว้

ความโชคดีอีกอย่างของคอสตาริก้าคือ การที่พื้นที่ส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเขตเซ็ลทรัล แวลลีย์ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟแหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศ สามารถผลิตกาแฟคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นหุบเขาสูงต่ำล้อสลับกันไปทั้งประเทศ ทำให้ที่นี่เหมาะแก่การปลูกกาแฟโดยธรรมชาติ ไม่นานนักการปลูกกาแฟของคนคอสตาริก้าก็หลั่งไหล แผ่ซ่านออกไปจากส่วนกลางของประเทศสู่ดินแดนอื่นๆ จนกลายเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของคอสตาริก้าในที่สุด

ในปี 1996 กาแฟกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของประเทศนี้และคิดเป็นเกือบ 30% ของ GDP เมื่อเทียบกับตลาดโลกแล้วกาแฟจากคอสตาริก้า คิดเป็น 1% ของมูลค่ากาแฟของทั้งโลก หลักการการทำอุตสาหกรรมกาแฟของคอสตาริก้าให้มีความสุขก็คือ พวกเขาไม่ทำมาก แต่ทำให้ดี (เหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาทำมากไม่ได้เพราะพื้นที่ที่เข้าถึงลำบากและการขาดแคลนแรงงาน แรงงานในไร่กาแฟส่วนมากจึงเป็นแรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านและเข้ามาทำงานในฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต) กาแฟจากคอสตาริก้าแถบ Tarrazú ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกกาแฟที่ดีที่สุดในโลก ในปี 2012

Tarrazú Geisha ถือเป็นกาแฟที่แพงที่สุดที่สตาร์บัคส์ซื้อไปและขายใน 48 ร้านเท่านั้นทั่วอเมริกาและยังมีเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกหลายแห่งทั้งในเขต West Valley เขต Tres Ríos, Cartag กาแฟจากคอสตาริก้า จะให้ทั้ง body และ acidity ที่ดีเยี่ยม ออกเปรี้ยวแต่ไม่มากเมื่อเทียบกับกาแฟจากแอฟริกา ให้ อโรมาที่ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อชงแบบดริปหรือ french press

ทว่าการปลูกกาแฟในคอสตาริก้าไม่ได้รสราบรื่นเหมือนกาแฟ พวกเขาเผชิญปัญหาหลากหลายด้านกว่าจะมาถึงจุดคงตัว โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมและปัญหาแรงงาน แต่สิ่งที่ทำให้คอสตาริก้าหลุดพ้นจากวงเวียนของความยากจนก็คือความมั่นคงเรื่องสุขอนามัยและประชาชนส่วนมากมีความพอใจกับการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขาที่ได้มีโอกาสทำงานใกล้ๆ บ้าน มีปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชนและทำการเกษตรกับพืชที่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้แบบไม่ให้ลำบากมากนัก

เอาเป็นว่าอย่างน้อย ถ้าเรายังอยู่ในในประเทศที่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าความสุข ก็เอากาแฟของเขามาช่วยบรรเทาความทุกข์ไปก่อนก็แล้วกัน

 

ช่วงเปิดถุง

 

ถุงใหม่แกะแล้ว เดินทางมาจากญี่ปุ่นเราซื้อมาตอนเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา คว้ามาจากชั้นในซูเปอร์ฯ แถวๆ รอปปงงิ เห็นตัวเลข “no.1” ก็เลยหยิบมา เพราะนอกนั้นอ่านไม่ออก คิดว่าคงเป็นกาแฟแบรนด์ทั่วๆ ไปที่คนญี่ปุ่นเขาดื่มกัน ไม่แฟนซีอะไรมาก (มั้ง)

เช้านี้ชงแบบผ่านน้ำ ใส่กาแฟเยอะหน่อยประมาณ 40 กรัมสำหรับแก้วใหญ่ๆ 1 แก้ว ลุ้นอยู่ว่ารสชาติจะออกมาเป็นไง

 

RECOMMENDED BY NOOZUP

Apple Store Play Store