NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
KOFFEE KULTURE กาแฟกับมะเร็ง เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงกันแน่
หมวด: Health

KOFFEE KULTURE กาแฟกับมะเร็ง เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงกันแน่

  • 534
  • 213
  • 11
Eddy Chang

KOFFEE KULTURE Coffee and Cancer

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่าง

 

กาแฟกับมะเร็ง เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงกันแน่

ปีที่แล้วมีประเด็นที่ทำให้คนรักกาแฟร้อนๆ หนาวๆ กันขึ้นมาเรื่องที่ว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในแคลิฟอร์เนียตัดสินว่าแบรนด์กาแฟควรต้องบอกลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์ของตนอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งเนื่องจากมีสารอะคริลาไมด์ (acrylamide) ซึ่งว่ากันมาเป็นสารก่อมะเร็ง คดีนี้ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2553 แล้วแต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปเนื่องจากว่าทางแบรนด์กาแฟก็เป็นห่วงว่าการะบุแบบนั้น น่าจะกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนต่อการดื่มกาแฟ

แล้ว “อะคริลาไมด์” คืออะไรทำไมคอกาแฟดื่มกันมาตั้งนานไม่รู้จัก วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันครับ

อะคริลาไมด์เป็นสารประกอบที่เกิดขึ้นจากการเผา ย่างหรือคั่ว เราจะเจออะคริลาไมด์ได้ในขนมปังปิ้ง เนื้อย่าง มันฝรั่งที่ถูกย่างจนกรอบ สารเคมีดังกล่าวถูกระบุโดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (IARC) ว่าเป็นสารก่อมะเร็งที่เป็นไปได้ในระดับ 2A เนื่องจากมีการทดลองพบว่ามันทำให้เกิดเนื้องอกในหนู เมื่อรับเข้าไปอย่างต่อเนื่องในปริมาณสูง แต่สำหรับในมนุษย์ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานการทดลองยืนยันว่ามีการเชื่อมโยงกันระหว่างสารอะคริลาไมด์กับมะเร็ง อะคริลาไมด์ในกาแฟนั้นเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการของการคั่วกาแฟ ซึ่งนั่นหมายถึงว่ากาแฟที่ยิ่งคั่วเข้มอาจมีสารอะคริลาไมด์มากกว่าขึ้นตามไปด้วย

น่าตลกดีเพราะมันมีงานวิจัยเกี่ยวกับกาแฟอีกมุมหนึ่งซึ่งผมเพิ่งอ่านเจอในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ลงบทเกี่ยวกับประโยชน์ของการดื่มกาแฟว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่ทำให้นักดื่มอย่างเราห่างไกลจากโรคร้าย มีการเก็บข้อมูลมากพอจะทำให้เชื่อได้ว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำดูจะมีอายุที่ยืนยาวมากกว่าคนไม่ดื่ม

คนอเมริกันมีความประสาทบ้าบออยู่นิดๆ กับเรื่องกาแฟนะครับ อาจเป็นเพราะอเมริกากับกาแฟเรียกว่าเป็นของคู่กันก็ว่าได้ เหมือนคนอังกฤษก็ต้องชา อเมริกาก็ต้องกาแฟ แน่นอนผู้ผลิตกาแฟทุกรายไม่ใช่แค่ในแคลิฟอร์เนีย แต่คงเป็นทุกแบรนด์ทั่วโลกที่ไม่เห็นด้วย ให้ใส่ข้อความนี้ลงไปในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ตอนนี้มีการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้ศาลยกเลิกคำสั่งที่ให้ผู้จำหน่ายกาแฟต้องติดข้อความบนผลิตภัณฑ์ (เช่นบนแก้วหรือถุง) ทุกแบรนด์พยายามยกงานวิจัยเรื่องประโยชน์ของกาแฟมาอ้าง เบอร์ใหญ่อย่างสตาร์บัคส์เองก็ไม่ยอมเช่นกัน

สตาร์บัคส์เคยยกตัวอย่างงานวิจัยเรื่องคนดื่มกาแฟกับความเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง สตาร์บัคส์ยืนยันว่าโดยเฉลี่ยมีโอกาสที่เราจะป่วยเป็นมะเร็งเนื่องจากสารอะดริลาไมด์น้อยกว่า 1 ใน 100,000 คน งานวิจัยชิ้นนี้ทำในคนที่ดื่มกาแฟตั้งแต่อายุยังน้อยไปจนถึงนักดื่มที่มีอายุมากกว่า 70 ปี “ดังนั้นพวกเราควรได้รับสิทธิ์ในการผ่อนปรนความเข้มงวดดังกล่าว” สตาร์บัคส์ว่าอย่างนั้น

แต่ศาลก็มองว่างานวิจัยนี้ไม่ได้น่าเชื่อถือเท่าไหร่ เนื่องจากศาลเห็นว่าตัวเลขดังกล่าวจะวัดได้แน่นอนได้อย่างไรว่าอะคริลาไมด์เป็นส่วนน้อยของการเกิดมะเร็งเมื่อปัจจัยในชีวิตนั้นมีมากมาย ศาลมีการเทียบอัตราส่วนให้เห็นว่าสำหรับชนชาติที่ดื่มกาแฟแทนน้ำอย่างอเมริกาซึ่งมีจำนวนกว่า 85 ล้านคนที่ดื่มกาแฟทุกวัน ก็ยังคุ้มค่าหากว่ามีการเตือนคนเหล่านั้นได้รู้ถึงภัยที่มองไม่เห็น 

นอกเหนือจากในอเมริกา มีการศึกษาของประเทศสวีเดนเรื่องปริมาณของสารอคิลาไมด์เช่นกันโดยพวกเขาประเมินว่ากาแฟคั่วราว 160 มล. จะมีสารอะคริลาไมด์ราว 0.45 ไมโครกรัม ดังนั้นหากคุณดื่มกาแฟหนึ่งถ้วยต่อวัน โอกาสที่จะพัฒนามะเร็งอยู่ที่ 0.45 x 0.0005 / 70 = 0.000003 หรือ 1 ต่อ 300,000 และยังมีการศึกษาของ Robin Poole ซึ่งทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างกว่า 500,000 คนกับพฤติกรรมการดื่มกาแฟ ก็พบว่าการดื่มกาแฟอย่างต่อเนื่องทุกวัน สามารถเพิ่มอายุขัยของเราได้ 3 เดือนในผู้ชายและ 1 เดือนสำหรับผู้หญิง

แต่ก็นั่นแหละครับ ทั้งหมดทั้งมวลนี้สำหรับผมแล้ว คิดว่าเป็นเรื่องที่เราไม่น่าจะมาเอาเป็นเอาตายกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับว่า อเมริกามีคนเสียชีวิตจากนิสัยการกินเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องดื่มกาแฟ โดยเฉพาะเรื่องอ้วน เฉพาะในแคลิฟอร์เนียมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 180,000 คนต่อปีที่มีสาเหตุมาจากภาวะน้ำหนักเกิน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีเรื่องนี้อาจดูจะเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า การมาเอาเป็นเอาตายกับเรื่องดื่มกาแฟ

หาอ่านข้อมูลเรื่องกาแฟเหล่านี้เพิ่มเติมได้ที่

https://www.bmj.com/content/359/bmj.j5024

https://www.washingtonpost.com/news/to-your-health/wp/2018/03/29/coffee-must-carry-cancer-warning-california-judge-rules/?utm_term=.c77512ded698&noredirect=on

http://www.cancerresearchuk.org/about-cancer/causes-of-cancer/diet-and-cancer/food-controversies#food_controversies0

 

ช่วงเปิดถุง

Starbucks Reserve Kenya Kangunu

แม้รู้ว่ามันเสี่ยง แต่เราก็อยากจะดื่มต่อไป ยิ่งเป็นกาแฟแบบ small-lot ที่หาดื่มยากแบบนี้ด้วยแล้ว อย่างไรก็คง เลิกไม่ได้ ถุง (จะเรียกว่าถุงก็อาจไม่ถูกนัก อาจต้องเรียกว่ากล่อง) นี้มาจากเคนยา ไร่แกนนานูปลูกอยู่บน M.Kenya ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 5,195 เมตร ความพิเศษของพื้นที่บนยอดเขาก็คือ เป็นภูเขาที่มียอดเขาตัด ด้านบนสุดของยอดเขาเป็นพื้นราบเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟ อีกทั้งมีสายน้ำแร่ธรรมชาติที่ชาวไร่ใช้สำหรับหล่อเลี้ยงต้นกาแฟและใช้ในการหมัก เมล็ดกาแฟผ่านกรรมวิธีแบบ double-fermentation นั่นหมายถึงมันสามารถดึงกลิ่นและรสชาติของกาแฟออกมาได้ดีขึ้น โดยปกติกาแฟเคนย่าจะติดรถเปรี้ยวนำ แต่สำหรับถุงนี้ไม่มากเท่าไหร่ หอมดอกไม้และกลิ่นมะนาวจางๆ และจบด้วยความหวานของแบล็กเคอร์แรนท์ในตอนจบ อร่อยแฮ

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store