NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
ใช้ชีวิตช้า ๆ ไปกับ Slow Bar Coffee ในบ้านไม้ที่ Brew Lab
หมวด: Style

ใช้ชีวิตช้า ๆ ไปกับ Slow Bar Coffee ในบ้านไม้ที่ Brew Lab

  • 101
  • 110
  • 1
Soimilk
ในกรุงเทพฯ จะมีสักกี่ร้านกาแฟที่เจ้าของร้านตั้งใจจะทำกาแฟด้วยตัวเอง แถมยังเป็นการเสิร์ฟกาแฟแบบแฮนด์ดริปทุกแก้ว ซึ่งกับกรุงเทพฯ เมืองที่อะไร ๆ ก็เป็นเรื่องเร่งรีบแบบนี้ ดูเหมือนว่าแฮนด์ดริปอาจไม่รวดเร็วทันใจเท่าไหร่ แต่ถ้าได้ลองใช้เวลาละเลียดไปกับมันดู จะพบว่าที่จริงแล้วการให้เวลากับอะไรสักสิ่ง และลืมพลิกข้อมือดูนาฬิกาไปบ้าง มันก็เป็นเรื่องดี เหมือนที่เรามีโอกาสได้แวะเวียนเข้าไปในคาเฟ่น่ารัก ๆ แถวพระราม 9 ที่ชื่อ Brew Lab
 
 
Brew Lab คาเฟ่กาแฟแบบ Slow Bar แห่งนี้น่ารักกันตั้งแต่เลี้ยวรถเข้าซอยแล้ว เพราะตัวคาเฟ่ต้อนรับเราด้วยการออกแบบเป็นทรงบ้านหลังเล็กที่สร้างมาจากไม้น่ารัก ๆ ต่างจากบรรยากาศโดยรอบที่จะเป็นบ้านคนอยู่อาศัยจากคอนกรีต คุณเบน-เบญจ เขมาชีวะ เจ้าของร้านบอกกับเราว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นของพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง เขาเห็นว่าพื้นที่กำลังดี และบ้านไม้หลังนี้ก็เป็นบ้านแบบ Knock Down เป็นไม้รัสเซียทั้งหลังด้วย ส่วนที่เลือกให้เป็นบ้านไม้เพราะอยากให้ได้ความรู้สึกแบบเป็นกันเอง ให้อารมณ์เหมือนเวลาเราไปญี่ปุ่น แล้วเดินตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ แล้วอยู่ ๆ ก็เจอคาเฟ่น่ารัก ๆ ตั้งอยู่อย่างบังเอิญ คุณเบนบอกว่าโลเคชั่นที่นี่มีความรู้สึกคล้าย ๆ แบบนั้นอยู่เหมือนกัน ซึ่งเราก็เห็นด้วย ซอยที่มีแค่บ้านคนอยู่แบบนี้แต่ดันมีบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ให้เราได้เข้าไปนั่งลงอย่าง Brew Lab ก็เหมือนกำลังเดินอยู่แถวคิโมชิตะซะวะ หรือนากาโนะอะไรอย่างนั้น (เว้นแต่อุณหภูมิอะนะ ร้อนเหลือเกินพี่จ๋า)
 
 
 
ที่มาของชื่อ Brew Lab เกิดจากความต้องการที่จะให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเหมือนห้องทดลองเล็ก ๆ ของคนรักกาแฟที่มารวมตัวกัน ทั้งมาพบปะ พูดคุย ไปจนถึงได้มาลองดริปกาแฟด้วยตัวเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ที่เก๋กว่าคือโลโก้ของร้านที่เราสงสัยว่ามาจากอะไร คุณเบนอธิบายให้เรารู้ว่าวงกลมทั้ง 4 ของโลโก้มาจาก Farmer - เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ / Roaster - ผู้คั่วเมล็ดกาแฟ / Brewer - ผู้ชงกาแฟ / และ Coffee Lover - คนรักกาแฟ ที่คุณเบนบอกว่าทั้ง 4 กลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยยะสำคัญ และจะต้องเกื้อกูลกันเพื่อให้วงการกาแฟเดินหน้าต่อไปได้นั่นเอง
 
 
 
ทันทีที่เดินเข้ามาในร้าน เราจะพบกับบรรยากาศไม้ ๆ ชวนนั่ง กับการนำเครื่องบดกาแฟโบราณมาตกแต่งทั่วร้าน ร้านแบ่งออกเป็น 2 ส่วนง่าย ๆ โดยส่วนแรกทันทีที่เปิดประตูเข้าไปจะมีหนึ่งโต๊ะเล็ก ๆ กับเคาน์เตอร์สำหรับนั่งดื่มกาแฟ และถังใส่เมล็ดกาแฟสีขาวตั้งเรียงรายที่ทางร้านแปะป้ายให้เรารู้เลยว่าเมล็ดกาแฟในถังเป็นเมล็ดจากอะไร จากไร่ไหนในระเทศไทย เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเป็นใคร อีกส่วนคือส่วนหลักของทางร้าน ที่จะมีโต๊ะอีก 2 ตัว และเคาน์เตอร์สโลว์บาร์ที่สามารถนั่งลงและคุยกับคุณเบน เจ้าของร้านและผู้ชงกาแฟให้เราดื่มได้อย่างเป็นกันเอง
 
 
คุณเบนจะเลือกเมล็ดกาแฟไทยเป็นหลัก โดยมีเมล็ดกาแฟจากหลากหลายผู้ปลูกให้เลือก ทั้งตาก น่าน เชียงใหม่ เชียงราย ผลัดเปลี่ยนหมุนวนไปเรื่อย ๆ คุณเบนจะคอยสอบถามความชอบของลูกค้าด้วยตัวเองทุกครั้งเพื่อแนะนำเมล็ดกาแฟให้เข้ากับผู้ดื่มได้ ชอบแบบติดเปรี้ยวมากหน่อย ชอบแบบเข้ม ๆ หรือเบา ๆ ชอบแบบฟรุ๊ตตี้ คุณเบนก็พร้อมพูดคุยและแนะนำกาแฟอยู่เสมอ
 
 
 
ด้วยความเป็นสโลว์บาร์ที่ชงกาแฟแบบแฮนด์ดริปทุกแก้ว กาแฟที่นี่จึงเป็น Single Origin ทั้งหมด เราลองชิมเมล็ด Sena De Lu จากจังหวัดตาก (100 บาท) คุณเบนค่อย ๆ แฮนด์ดริปอย่างช้า ๆ ให้เราได้นั่งดูเพลิน ๆ ไปด้วย แต่ไม่ใช้เวลานานเกินรอเราก็ได้กาแฟหอม ๆ ตรงหน้า แก้วนี้ออกเปรี้ยวชัด หวานปลาย ๆ ไม่ค่อยขมเท่าไหร่ ใครเป็นสายกาแฟเปรี้ยวเบา ๆ น่าจะติดใจตัวนี้ได้ไม่ยาก หรือหากใครอยากลองกาแฟนอก ทางร้านก็มี Special Guest ให้ได้ลองชิมเหมือนกัน อย่างเราลองเป็นเมล็ดของเอธิโอเปีย (140 บาท) ที่ได้มิติทั้งกลิ่นและรสอย่างสนุกสนานมาก ใครดื่มกาแฟเอธิโอเปียอยู่แล้วจะรู้ว่ากาแฟจากประเทศนี้จะออกฟรุ๊ตตี้ ๆ หน่อย แต่กับตัวนี้ที่ทางร้านนำมาให้ชิมนั้นค่อนข้างออกรสองุ่นชัดมาก ๆ แถมปลายลิ้นยังได้รสชาดำอีกด้วย ถือว่าเป็นอีกแก้วที่ดื่มสนุกอยู่ไม่น้อยเลย (ยิ่งทิ้งไว้ให้เย็น ยิ่งออกรสองุ่นชัด เก๋เวอร์)
 
 
 
อีกแก้วที่นาน ๆ ทีจะมีโอกาสได้ลอง ซึ่งทางร้านเองก็ไม่ได้มีคอยเสิร์ฟตลอดเวลาเช่นกัน นั่นคือเกอิชา (300 บาท) สายพันธุ์จากปานามาที่ว่าเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ดีและแพงของโลก ซึ่งที่จังหวัดน่านบ้านเราก็มีปลูกด้วยเช่นกัน แก้วนี้ค่อนข้างเบา มีความเลมอนอ่อน ๆ ดื่มง่าย และดีอย่างที่เขาชอบกันจริง ๆ นอกจากนี้คุเบนเองยังให้เราได้ลองดริปกาแฟด้วยตัวเองสักแก้วด้วย งานนี้เราลองเป็นเมล็ดขุนช้างเคี่ยน (100 บาท) จากเชียงใหม่ การดริปกาแฟครั้งแรกอาจ Pour หนักไปนิด กาแฟที่ได้เลยค่อนข้างเข้มไปหน่อย แต่เราก็ได้ความรู้จากการดริปกาแฟจากคุณเบน ทำให้เราดื่มกาแฟได้อย่างลึกยิ่งขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือเริ่มสนุกกับการลองดริปกาแฟแล้วสิ ใครที่อยากจะมาลองดริปกาแฟเอง คุณเบนบอกว่ายินดีมาก ๆ มาขอกับคุณเบนเอาได้เลย
 
 
 
ส่วนใครไม่ดื่มกาแฟ แต่ต้องมาร้านนี้ด้วยเพราะเพื่อน ๆ เขาดื่มกัน คุณเบนก็มีทั้งมัตฉะลาเต้ (80 บาท) และโกโก้ (60 บาท) เสิร์ฟเช่นกัน คุณเบนแอบกระซิบกับเราว่าในอนาคตอาจจริงจังกับโกโก้มากขึ้น อาจมีเมล็ดโกโก้แบบ Single จากหลากหลายที่ให้นักดื่มเลือกไม่ต่างอะไรกับกาแฟเลย เพราะเดี๋ยวนี้ไร่โกโก้ในบ้านเราก็กำลังบูมและมีคุณภาพดีไม่ต่างจากต่างประเทศเลย
 
Soimilk says: หากมีเวลาสักนิด และยังไม่เคยลองกาแฟดำมาก่อน เราอยากให้ลองหาโอกาสมาที่นี่ดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าที่จริงเสน่ห์ของการดื่มกาแฟดริปมันไม่ได้มีแค่เมล็ดที่ดีและฝีมือของผู้ชงเท่านั้น แต่สำหรับเราเสน่ห์ของที่นี่คือความเป็นกันเอง ความสบาย ๆ ของคุณเบนที่พร้อมพูดคึยกับนักดื่มทุกเรื่อง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ไปจนถึงไม่หวงหลังบาร์ให้ใครต่อใครได้ลองเข้าไปดริปด้วยตัวเอง (และดื่มเองด้วยนะ) อีกด้วย สำหรับเรา Brew Lab เป็นเหมือนสถานที่ไร้เวลาที่เข้าไปแล้วจะลืมชีวิตเร่งรีบข้างนอกไปเลยล่ะ
 
Brew Lab พระราม 9 ซ. 41 สวนหลวง เปิดทุกวัน (ปิดวันอังคาร) เวลา 10:00-18:00 น. โทร. 084-107-0710 www.fb.com/brewlabcafebkk
 
ข้อมูล : Nath Suppavatee

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store