NOOZUP

Download NOOZUP สแกน QR Code เพื่อดาวน์โหลด

หลงมนต์เมืองมอญ ตะลอนชอปปิ้ง"เมืองสังขละบุรี"

หลงมนต์เมืองมอญ ตะลอนชอปปิ้ง"เมืองสังขละบุรี"
Ateller 103

 เมื่อเร็วๆ นี้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่ศึกษาดูงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษด่านเจดีย์สามองค์และด่านพุน้ำร้อนและเข้าพักที่โรงแรมพรไพลินริเวอร์ไซต์รีสอร์ท ใน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีที่พักน่ารักๆ ริมแม่น้ำซองกาเรีย

 

หลังจากดูงานเสร็จมีเวลาเหลือเราจึงได้ไปเปิดหูเปิดตาไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์สำคัญที่นักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศไม่งั้นถือว่ายังไปไม่ถึงสังขละบุรีนั่นคือการไปเยือน "สะพานอุตตมานุสรณ์" หรือที่คนทั่วไปนิยมเรียกกันว่า"สะพานมอญ" สะพานแห่งนี้ถือว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาว445 เมตรและเป็นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับ2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในประเทศเมียนมาเป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำซองกาเรียที่ต.หนองลูอ.สังขละบุรีจ.กาญจนบุรีสร้างขึ้นโดยดำริของหลวงพ่ออุตตมะเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการามในปีพ.ศ. 2528 จนถึงพ.ศ. 2530 โดยใช้แรงงานของชาวมอญเป็นสะพานไม้ที่ใช้สัญจรไปมาของชาวมอญและชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้

 

ในวันนั้นเราตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อออกเดินทางไปยังสะพานแห่งนี้เพื่อตักบาตรกับพระมอญกว่าร้อยรูปและที่พิเศษกว่าการตักบาตรที่ไหนๆ ก็คือการได้มีโอกาสแต่งองค์ทรงเครื่องแบบชาวมอญสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวครั้งนี้ยิ่งนักหากใครไปที่นี่ถ้าสนใจจะแต่งตัวแบบชาวมอญสักครั้งก็สอบถามเจ้าหน้าที่โรงแรมได้เลยรับรองว่าจัดสรรมาให้ได้บางที่ก็มีให้เช่าหรือบางที่ก็เป็นบริการฟรีพิเศษให้ลูกค้าพร้อมข้าวของที่จะใช้ตักบาตรพระรวมทั้งยังมีบริการพาทัวร์ไปยังสถานที่ไฮไลต์ในเมืองสังขละฯ อีกด้วย 

 

ว่ากันถึงเรื่องชุดชาวมอญหลายคนในคณะเกิดเขินอายไม่กล้าใส่แต่เจอเพื่อนๆ ยุเลยยอมใส่สุดท้ายพอไปถึงสะพานเห็นผู้คนทั้งชาวมอญแท้ๆ นักท่องเที่ยวด้วยกันแต่งตัวกันมาแบบจัดเต็มสีสันสวยงามที่ต่างมารอตักบาตรบวกกับอากาศยามเช้าตรู่ที่สดใสมีลมพัดเอื่อยๆ ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสคนที่เขินอายถึงกับเอ่ยปากคิดถูกแล้วที่ใส่ชุดมาไม่อย่างนั้นเหมือนมันขาดอะไรไปสักอย่างเหมือนมาไม่ถึงสะพานมอญว่างั้น

 

เสร็จจากกิจกรรมการตักบาตรเราก็เดินเล่นสำรวจอาคารบ้านเรือนรอบๆสะพานที่เต็มไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึกเสื้อผ้าอาหารของฝากงานนี้เราซื้อปลาอินทรีย์แดดเดียวกลับมาและยังมีพวกปลาเล็กปลาน้อยจากทะเลฝั่งเมียนมาอีกบอกเลยว่าไม่ผิดหวังเพราะอร่อยเหมือนตอนที่ชิมจากร้านแถมยังอดใจไม่ไหวที่จะซื้อชุดมอญกลับมาฝากคนที่บ้านอีกข้าวของที่นี่ไม่แพงพ่อค้าแม่ค้าน่ารักเท่าที่เห็นไม่มียัดเยียดโก่งราคานักท่องเที่ยวรำคาญเสียความรู้สึกก็ยิ่งทำให้ประทับใจกับทริปนี้มากขึ้นนับว่าเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราอยากกลับมาที่นี่อีกหลายๆครั้ง 

 

สะพายมอญที่เราเห็นในวันนี้เป็นสะพานที่ถูกซ่อมแซมขึ้นมาใหม่เนื่องจาก วันที่ 28 ก.ค. พ.ศ. 2556  สะพานแห่งนี้ถูกกระแสน้ำพัดจนขาดเป็นสองท่อนเป็นผลจากการที่ฝนตกติดต่อกันมาหลายวันทำให้เกิดน้ำป่าไหลเชี่ยวกรากจากทุ่งใหญ่นเรศวรพัดตอไม้ลงสู่แม่น้ำซองกาเลียปะทะกับเสาสะพานทำให้เกิดขาดกลางหลังจากใช้เวลาแต่ด้วยความร่วมมือจากทหารช่างจากกองพลทหารราบที่9 (พล.ร.9) ค่ายสุรสีห์ร่วมกับชาวบ้านอ.สังขละบุรีใช้เวลาเพียงแค่ 39 วันการซ่อมแซมก็แล้วเสร็จหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการซ่อมแซมโดยบริษัทผู้รับเหมามีปัญหาไม่สามารถนำไม้ที่ต้องขนส่งมาจากภาคอีสานมาซ่อมแซมได้เนื่องจากเกรงว่าจะผิดกฎหมายและมีพิธีเปิดใช้อีกครั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ต.ค. พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นวันครบรอบชาตกาล 104 ปีของหลวงพ่ออุตตมะ

 

ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่าหลวงพ่ออุตตมะพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีเป็นพระภิกษุที่ได้ความเคารพเลื่อมใสในหมู่คนไทยเชื้อสายมอญและชาวพุทธทั่วไปเดิมชื่อเอหม่องเกิดเมื่อ พ.ศ. 2453 ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดเมาะลำเลิง ประเทศพม่า  

โดยท่านเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกทางจังหวัดเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2486 โดยเดินธุดงค์มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสวนดอกก่อนจะออกธุดงค์ไปแม่ฮ่องสอนตากเชียงรายน่านกาญจนบุรี เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองในประเทศพม่าขณะนั้นท่านจึงเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้งทางหมู่บ้านอีต่องตำบลปิล็อกอำเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรี

ขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะอำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรีมีคนมาแจ้งข่าวว่าที่สังขละบุรีมีชาวมอญจากบ้านเดิมของท่านอพยพเข้าเมืองไทยและต้องการนิมนต์ท่านไปเยี่ยมท่านได้พบกับชาวมอญที่อพยพมาจากโมกกะเนียงเจ้าคะเลและมะละแหม่งและพาชาวมอญเหล่านี้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะล่างถือเป็นจุดกำเนิดของชุมชนชาวมอญในสังขละบุรี 

 

ในปี พ.ศ. 2499 หลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญได้พร้อมใจกันสร้างศาลาวัดขึ้นมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่าวัดหลวงพ่ออุตตมะตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่าสามประสบเพราะมีแม่น้ำ3 สายไหลมาบรรจบกันคือแม่น้ำซองกาเลียแม่น้ำบีคลี่แม่น้ำรันตีในปี พ.ศ. 2505 ได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาให้ใช้ชื่อว่า "วัดวังก์วิเวการาม" ซึ่งตั้งตามชื่ออำเภอวังกะในวัดมีการก่อสร้างเจดีย์จำลองแบบจากวัดมหาโพธิเมืองพุทธคยา ประเทศอินเดียเริ่มก่อสร้าง พ.ศ. 2518 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2529 

 

ต่อมาทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ก่อสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ซึ่งเมื่อกักเก็บน้ำในปี พ.ศ. 2527 น้ำในเขื่อนเขาแหลมจะท่วมตัวอำเภอเก่ารวมทั้งหมู่บ้านชาวมอญทางวัดจึงได้ย้ายมาอยู่บนเนินเขาในที่ปัจจุบันโดยทางราชการได้ช่วยเหลือในการอพยพผู้คนซึ่งมีอยู่ราว 1,000 หลังคาเรือนบนพื้นที่ 1,000 ไร่เศษส่วนบริเวณวัดหลวงพ่ออุตตมะเดิมปัจจุบันจมอยู่ใต้น้ำและมีชื่อเสียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์เป็นที่รู้จักในชื่อว่าวัดใต้น้ำสังขละบุรีซึ่งใน ทริปนี้เราก็ได้ล่องเรือไปชม

 

มาสังขละบุรีขอบชายแดนไทย-พม่าดินแดนแห่งโรงงานผลิตรองเท้าเสื้อผ้ากระจายอยู่มากมายเราจึงไม่พลาดที่จะไปชอปปิ้ง  สินค้าที่นี่โดยส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อการส่งออกมีเอาท์เล็ทไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าคู่กันไปที่เราจะแนะนำในทริปนี้ก็คือเอาท์เล็ทของบริษัทบาซินี่เอ็นเตอร์ไพรซ์จำกัดผู้ผลิตรองเท้าBloc B , HUSH PUPPIES, Salamanda  ที่ตั้งณชายแดน อ.สังขละบุรีที่เราได้ไปดูงานและถือโอกาสช้อปปิ้งรองเท้ามาด้วยจะไม่ให้ชอปยังไงไหวเพราะจากการเช็กราคาซื้อขายในร้านทั่วไปที่นี่ถูกกว่าเป็นหลักพันบาทต่อคู่ดังนั้นใครจะมาสังขละฯ โดยเฉพาะขาช็อปเตรียมบัตรเครดิตเงินสดให้พร้อมเพราะสินค้าที่นี่คุณภาพส่งออกในราคาที่เอื้อมถึง

 

 

 

ยิ่งได้เห็นบรรยากาศการทำงานในโรงงานแห่งนี้แล้วก็รู้สึกว่าได้ว่ามีการผสมผสานของวัฒนธรรมได้อย่างลงตัวทั้งของไทยเมียนมาและมอญเพราะคนงานที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใสแต่งองค์ทรงเครื่องแบบพื้นเมืองประแป้งทานาคาและโดยเฉพาะผู้หญิงจะประดับผมเผ้าด้วยดอกไม้สีสันสดใสทำให้เรารู้สึกว่าได้ว่าคนงามที่นี่ทำงานด้วยความสุขหรืออย่างน้อยก็มองหาความสุขจากงานที่ทำได้ 

 

 

 

จากการได้คุยกับคุณสัมพันธ์เกียรติสมมารถประธานกรรมการบริษัทบาซินีเอนเตอร์ไพรส์จำกัด  ได้ข้อมูลว่าที่โรงงานมีแรงงานจากเมียนมา/มอญถึง600-700 คนเป็นแรงงานต่างด้าวเช้าไปเย็นกลับอยู่กันแบบพี่น้องมายาวนานแรงงานเหล่านี้แม้จะไม่มีความรู้สูงแต่มีความขยันตั้งใจในการทำงานมากในช่วงที่เกิดความไม่สงบที่นี่ก็เปิดให้เป็นที่หลบภัยของทั้งชาวไทยและเมียนมาผ่านทุกข์ผ่านสุขมาด้วยกันหลายครั้งทำให้รู้สึกผูกพันกันโดยปริยายบางคนทำงานกันมาเกิน10 ปีและอยากฝากถึงภาครัฐว่าให้สานต่องานด้านความมั่นคงสร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและยาวนานตลอดไป 

เพื่อประโยชน์สุขโดยรวมของผู้คนทั้งสองฝั่งประเทศ

 

 

GALLERY

+ 15

RECOMMENDED BY NOOZUP

Apple Store Play Store