NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
Koffee Kulture กากกาแฟ กำลังเป็นได้มากกว่าปุ๋ย
หมวด: Food & Travel

Koffee Kulture กากกาแฟ กำลังเป็นได้มากกว่าปุ๋ย

  • 68
  • 3
Eddy Chang

Coffeoline กากกาแฟ กำลังเป็นได้มากกว่าปุ๋ย

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่าง

กากกาแฟเป็นขยะที่เกิดจากการชงกาแฟ หลายร้านพยายามหาทางกำจัดกากกาแฟเหล่านี้ด้วยวิธีการสร้างสรรค์ตามแต่พละกำลังของตนจะทำได้จะไปถึงได้ โดยมากเท่าที่เห็นก็คือเอาไปทำปุ๋ยกันเสียเยอะ ผสมกับเศษอาหารหรือซากพืชต่างๆ หากร้านไหนพอมีกำลังมาหน่อยก็จะทำอะไรที่ซับซ้อน มากขึ้น เช่นว่าเอากากกาแฟเหล่านี้มาอัดรวมกัน ใช้เป็นวัสดุทดแทนไม้ ทำของตกแต่งบ้านหรือ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ฯลฯ

ร้านกาแฟสาขาส่วนมาก มักหาทางที่จะเหลือของทิ้งออกจากร้านให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ เพราะขยะเหล่านี้ มีต้นทุนในการกำจัดไม่ถูกเลย การจะต้องมาเสียเงินปีหนึ่งหลายๆ บาทให้กับของที่เราไม่ใช้แล้วก็ไม่ใช่เรื่อง แนวความคิดแบบนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจกาแฟเท่านั้นที่ตื่นตัวนะครับ เกือบทุกธุรกิจกำลังหาทางที่จะสร้างมลภาวะน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในหนังสือ Resource Revolution ของ Stefan Heck, Matt Rogers และ Paul Carroll เขียนไว้ถึงการปฏิวัติธุรกิจในอนาคตว่า คลื่นลูกต่อไปของการทำธุรกิจก็คือ การหาวิธีในการลดขยะหรือใช้พลังงานทุกเม็ด ทุกบาท ทุกสตางค์ให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เจ้าของธุรกิจเริ่มค้นพบความจริงว่า การผลิตสินค้าจากวัสดุรีไซเคิลใช้ต้นทุนน้อยกว่า ดีกว่ามาก อย่างเช่น ธุรกิจรถยนต์ ธุรกิจพลาสติก ธุรกิจเหล็ก ฯลฯ ธุรกิจพวกนี้บอกเลยว่าการหลอมวัตถุดิบจำพวกเหล็ก อะลูมิเนียมหรือสเตนเลสจากวัสดุที่ทิ้งแล้วดีกว่าหลอมใหม่เพราะลดขั้นตอนการผลิตและใช้พลังงานน้อยกว่า อย่าลืมว่าธุรกิจรถยนต์ทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มผลิตจนถึงการนำไปใช้ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ก่อมลพิษให้กับโลกมากที่สุด

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2017 นี้เองบริษัท Bio-bean ด้วยความร่วมมือกับบริษัทน้ำมัน Royal Dutch Shell ประกาศโครงการริเริ่มที่จะใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบใหม่สำหรับรถโดยสารสองชั้นสีแดง (Double Decker รถเมล์สองชั้นสีแดงๆ สัญลักษณ์ของกรุงลอนดอนนั่นแล) ในกรุงลอนดอน เพื่อหาทางในการลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และเชื้อเพลิงที่ว่านี้จะได้มาจาก “กากกาแฟ” ซึ่งจะถูกนำมาผสมกับน้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงชีวภาพ ด้วยสัดส่วนของกากกาแฟ 20% ของน้ำมันทั้งหมด Bio-bean ร่วมมือกับร้านกาแฟสาขาอย่าง Costa และ Caffee Nero ในการรวบรวมกากกาแฟที่เหลือใช้จากร้าน ไม่น่าเชื่อว่าแค่สองแบรนด์นี้ก็สามารถสร้างกากกาแฟที่ต้องกำจัดทิ้งกว่า 5 แสนตันต่อปี

น้ำมันน้ำรุ่นแรกที่ทางบริษัทจะผลิตให้การขนส่งของกรุงลอนดอน ได้จำนวนประมาณ 6,000 ลิตร สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถโดยสาร Double Decker ได้หนึ่งคันเป็นเวลาหนึ่งปี แน่นอนมันอาจฟังดูเป็นจำนวนไม่มากเลยเมื่อเทียบกับว่าโดยรวม รถโดยสารในกรุงลอนดอนต้องใช้น้ำมันดีเซลรวมถึง 240 ล้านลิตรต่อปี แต่หากคิดว่านี่เป็นโครงการนำร่องสำหรับการพัฒนาต่อเพื่อไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต อย่างในทวีปอเมริกาที่คนดื่มกาแฟมากกว่าคนที่ลอนดอนเกือบเท่าตัวแล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างมาก (โดยเฉลี่ยคนลอนดอนดื่มกาแฟเพียงวันละ 2.3 แก้วต่อวัน) หากโครงการนี้ไปได้สวย มันจะทำให้เกิดวงจรธุรกิจใหม่ขึ้นมา การซื้อขายใหม่ขึ้นมา และเปลี่ยนจากขยะไปเป็นวัตถุดิบที่แสนมีค่า ซึ่งทั้งร้านกาแฟสาขา บริษัทผู้ผลิตน้ำมันและผู้บริโภคน่าจะได้ประโยชน์แบบครบวงจร

Bio-bean และกรมการขนส่งลอนดอนยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการนี้ร่วมกัน โดยจะนำเอาของเหลืออื่นๆ จากห้องครัว ไม่ว่าจะเป็นไขมันจากพืช สัตว์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาผสมกับน้ำมันไบโอดีเซลให้มากขึ้นทดลองเชื้อเพลิงใหม่ๆ ในระยะยาวนอกเหนือจากมันจะช่วยลดผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเนื่องจากมลภาวะกว่า 9,000 คนแล้ว ใครจะคิดครับว่าวันหนึ่งกากกาแฟจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของการใช้พลังงาน และมันอาจจะใหญ่กว่าที่เราคิดก็ได้

ตุนกากกาแฟไว้ก่อนล่วงหน้าเลยจะดีไหม เผื่อขายได้ราคา

ช่วงเปิดถุง

Tokyo Roast 1996 by Starbucks Reserve Roastery

โตเกียวโรสต์ เป็นกาแฟที่คั่วที่ Starbuck Reserve Roastery สาขาโตเกียว ถือเป็น “โรงคั่ว” ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยถือเป็นสตาร์บัคส์ โรสเตอร์รี่ ลำดับที่ 5 ที่เปิดถัดจาก ซีแอตเทิล เซี่ยงไฮ้ มิลาน และนิวยอร์ก แต่สาขานี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ทั้งหมด 32,000 ตารางฟุต โดยสูตรการคั่วของโตเกียว โรสต์นี้ใช้กาแฟจากสุมาตราและกาแฟจากลาตินอเมริกาเบลนด์เข้าด้วยกัน คั่วเข้มระดับกลาง (medium Roast) อะโรมาและรสชาติที่ได้ถือว่ากลม กล่อมกำลังดี ไม่เข้ม ได้รสของดิน หญ้าสด และช็อกโกแลตอ่อนๆ สตาร์บัคบอกว่าเขาพยายามรักษารสชาติเหมือนกับที่เขาคั่วกาแฟล็อตแรก ที่สตาร์บัคส์เปิดสาขาแรกในกินซ่าเมื่อปี 1996

ใครอยากชิมและอยากรู้ว่า สตาร์บัคส์ โรสเตอร์รี่สาขาโตเกียวจะใหญ่ขนาดไหน ไปดูได้ที่ย่านดูดอกซากุระยอดนิยมอย่างนากาเมกูโระ อย่าลืมเก็บรูปมาฝากเราด้วย :-)

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store