NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
เก้าอี้ตัวเดิม ตอน เป็นมากกว่าห้องให้คำปรึกษา
หมวด: Life

เก้าอี้ตัวเดิม ตอน เป็นมากกว่าห้องให้คำปรึกษา

  • 616
  • 7
  • 1
ลีลาวดีสีเลือด

“เป็นมากกว่าห้องให้คำปรึกษา

(ลองนึกเสียงพากษ์แบบแฮรี่พอตเตอร์ดูนะคะ)

เก้าอี้ตัวเดิมกับความว่างเปล่า... ฉันรับรู้เรื่องราวของผู้คนมากมายที่เดินเข้ามา ในแต่ละวันพวกเขาได้แบกเอาความทุกข์อันน้อยนิด ไปจนถึงความทุกข์ที่มันหนักอึ้งอยู่ภายในใจและไม่สามารถเอ่ยมันออกไปกับใครได้ ทำไมฉันถึงบอกแบบนี้น่ะหรอ… ลองอ่านนี่ดูสิ

“หมอ หาน้ำกินไม่มีเลยคูลเลอร์น้ำที่เคยตั้งอยู่ตรงนี้หายไปไหน”

“หมอๆ ลูกจะกินยา แก้วหมด”

“เอ่อ ยายขอใช้ห้องฉีดยาเบาหวานหน่อยนะ”

“สะวะลีค่ะ คือ เอ่อ ยาพาลูกสะภ้ามาคอกลู่ แล้ะลู่ชายไม่ช้อใจที่ลูมานหลัว ยามะสบายใจเลอ หมอเยะให้ได้มะ” แกเป็นม้งค่ะ กว่าจะเข้าใจว่าแกต้องการอะไรก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

“สวัสดีค่ะหมอ วันนี้มาตรวจรับยาแล้วนะกำลังจะกลับบ้านเลยแวะมาหา ไม่ได้มาตามนัด ฝนมันตก ไม่มีรถมา ลงเฮียนลงซานกะบ่อได้” (ภาษาท้องถิ่นแปลว่า ออกจากบ้านไม่ได้เลย)

ฉันไม่กล้าตัดสินหรอกค่ะว่าทุกข์นั้นเล็กน้อยเพียงใด แต่ที่รับรู้ได้คือ ทุกข์ และพวกเขาคงกำลังมองหาใครสักคนที่จะตอบสนองต่อความทุกข์เหล่านั้นได้

ขณะที่รถแล่นผ่านทิวเขาสีเขียวไปอย่างรวดเร็ว สองข้างทางเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง กิ่งไม้ ใบหญ้า ปลิวเกลื่อนกลาด ฉันเดาว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาแถวนี้คงโดนพายุฤดูร้อนถล่มเข้าไปเป็นแน่ กลิ่นอายดินจางๆ หลังฝน ค่อยๆ ลอยมาเตะจมูก ฉันสะดุ้งเฮือก ก่อนจะเหลือบไปมองชายสูงอายุที่กำลังนอนแน่นิ่ง เขาหลับตาพริ้มไม่รับรู้สภาพดินฟ้าอากาศ ฉันค่อยๆ พิจารณาชายคนที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ผมสีดำสลับขาว ริ้วรอยแห้งกร้านที่อยู่บนใบหน้า เขาดูแก่กว่าชายที่ฉันเพิ่งเจอเมื่อเช้า แม้ว่าจะเป็นคนคนเดียวกันก็ตาม เข็มนาฬิกาชี้ไปที่เวลา 15.45 นาที บ่งบอกว่าในไม่ช้าเราก็จะถึงจุดหมายกันแล้ว

Click and drag to move

“โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์” ป้ายโลหะสีเงินดูเด่นสะดุดตาบนกำแพงปูนผสมหินกรวดสีส้ม รถตู้สีขาวค่อยๆ เลี้ยวเข้าไปจอด “จุดรับส่งตัวผู้ป่วย” เจ้าหน้าที่ต่างพากันกรูเข้ามา

“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ เขาสงบดี” ฉันเอ่ย ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะช่วยพยุงตัวชายสูงอายุเข้าไปภายในตึก ฉันค่อยๆ ขยับแว่นเพราะรู้สึกมองไม่เห็นอะไรเลย อากาศในรถเย็นมากจนทำให้ฝ้าขึ้น จากนั้นก็รีบสาวเท้าเดินตามเข้าไป แสงสว่างจ้ากระทบเข้าที่ตาอย่างจังหลังประตูเปิดออก ห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สีขาวโพลน ม่านสีฟ้า เป็นสีโทนเย็นตัดกันดีแต่บรรยากาศข้างในกลับไม่เป็นแบบนั้น ที่นี่ฉันพบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทบจะทุกตารางเมตรตั้งแต่เดินเข้ามา ฉันมุ่งหน้าไปยังเคาน์เตอร์ไม้สีน้ำตาล ทุกคนต่างกำลังง่วนกับงานของตัวเอง

ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่งในชุดกราวด์พยักหน้าให้เป็นเชิงรู้กัน เราสื่อสารกันเล็กน้อย ก่อนฉันจะขอตัวกลับ เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจในวันนี้

“เสร็จสิ้นภารกิจสักทีสินะ” แต่ใจฉันกลับไม่ได้บอกแบบนั้น ถ้าเพียงแต่...เมื่อเช้านี้ ฉันไม่หยุดที่จะมองหน้าเขา ไม่หยุดที่จะมองแววตาและรับรู้ความรู้สึกของเขา ฉันก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีจะเกิดอะไรขึ้น มันอาจจะทำให้ฉันต้องเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้ และมันคงไม่ได้จบลงที่ “โรงพยาบาลจิตเวช”

“อ้าวคุณลุง สวัสดีค่ะ วันนี้มาทำอะไร หมอนัดหรอคะ” ฉันกล่าวทักทายชายสูงอายุที่ยืนเหม่อมองออกไปยังสนามหญ้า ที่ตอนนี้มันกำลังเขียวขจีเนื่องจากฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เขาสวมกางเกงวอร์มขายาวสีดำ เสื้อแจ็กเกตสีน้ำตาลตัวใหญ่ ถ้าฉันไม่ได้ประสาทสัมผัสเสียละก็ ฉันเดาว่าคงเข้าหน้าหนาวแล้วแน่ๆ

“เปล่าครับ” เขาตอบ พลางหันมามองหน้าฉัน น้ำเสียงราบเรียบ

“อ้าว แล้วใครเป็นอะไรคะ พาคุณป้ามาหรอ” ฉันยังถามต่อ

เขาส่ายหัว “ผมมารอพบคุณหมอจิต”

“อ้อ ได้สิ” ฉันเอ่ย “แล้วคุณลุงทำบัตรรึยังล่ะ” ตามระเบียบก็ต้องยื่นทำบัตรก่อนเมื่อมาถึงโรงพยาบาล

“ยังครับ” เขายังคงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเหมือนเดิม

“อ้าว คุณลุงต้องไปทำบัตรก่อนนะ” ฉันยังคงยืนยันในสิ่งที่เขาควรทำ ก่อนมาพบฉัน

“ผมไม่ทำไม่ได้หรอครับ” เขาตอบกลับมา และในตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มสังเกตเห็นบางอย่างในแววตาของเขา นัยน์ตาแดงก่ำ เหมือนคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน

“อื้ม ได้สิ” ฉันเอ่ยพลางพยักหน้า และเดินนำไปยังห้องเบอร์หก ใกล้ๆ โถงทางเดินที่เราคุยกัน

ป้ายเหล็กขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้า บนป้ายมีตัวหนังสือสีดำพิมพ์คำว่า “ห้องให้คำปรึกษา” บรรยากาศภายในห้องยังคงสลัวๆ ฉันค่อยๆ เลื่อนประตูออกและผายมือให้ชายสูงอายุที่กำลังเดินตามหลังมา “เชิญนั่งก่อนค่ะ”

ฉันเดินไปยังมุมเดิมเพื่อเปิดไฟ “โอเค ค่อยยังชั่วหน่อย” ฉันคิดในใจ พลางเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ฉันค่อยๆ หย่อนตัวลงบนเก้าอี้ตัวเดิม และกล่าวทักทายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

น้ำตารื้นๆ เริ่มเอ่อขึ้นมาทันที โดยที่ฉันยังไม่ได้เอ่ยถาม เขาพรั่งพรูสิ่งที่อยู่ภายในใจออกมาราวกับว่ามันได้ถูกเก็บสะสมมานานหลายปี ฉันได้แต่พยักหน้าและฟังในสิ่งที่เขาบอก อ้อฉันลืมบอกไป ฉันเคยให้คำปรึกษาเขาเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นฉันถูกตามไปให้คำปรึกษาที่แผนกฉุกเฉิน

ฉันยังคงนั่งฟังและพยักหน้าโต้ตอบเหมือนเคย แต่คราวนี้กลับมีบางอย่างแปลกไป เขาเอื้อมมือไปล้วงของบางอย่างที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเกต แล้วค่อยๆ หยิบวัตถุที่มีลักษณะเป็นปลอกสีเงินมันวาว ปลายแหลมออกมา มันคือกระสุนปืน ต่อให้ฉันไม่เคยเห็นมันกับตามาก่อน แต่ฉันก็แน่ใจว่านั่นคือกระสุนปืนจริงๆ

เขาบอกกับฉันว่าเขาจะปลิดชีพตัวเองด้วยวิธีนี้ และเอื้อมมือไปด้านหลังเพื่อหยิบของบางอย่าง หัวใจเริ่มเต้นโครมครามเมื่อได้ฟังสิ่งที่เขาบอก ตาเบิกโพลงทันทีเมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ฉันรู้ได้ทันทีว่ามันคืออะไร

เขายื่นมันออกมาข้างหน้า พลางพูดเป็นเชิงสั่งลา เสียงอื้ออึงดังอยู่ในหูเหมือนตัวเองกำลังดำน้ำเสียง ตุบ ตุบ ตุบ บีบรัดขมับทั้งสองข้าง คอแห้งผาก ฉันพยายามสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ พยายามที่จะพาตัวเองกลับมาสู่เหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง “ข้างในนี้มันไม่มีลูกหรอกครับ” เขาบอกพร้อมกับเปิดช่องใส่กระสุนให้ฉันดู แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้โล่งใจเลยแม่แต่น้อย ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเก็บมันไว้ และดูเหมือนว่าคำพูดของฉันมันจะไม่เป็นผล เขายกลำกล้องขนาดสั้นขึ้นมา หันปากกระบอกจ่อที่หัวตัวเอง พร้อมกับลั่นไก เสียงดัง แป็ก “ผมทำแค่นี้ถ้ามีลูก แค่นี้จริงๆ” เขากล่าว ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ

มาถึงตรงนี้หลายๆ คนคงเอะใจว่าทำไมฉันไม่เรียก รปภ. ทำไมฉันถึงไม่ออกประตูหลัง ฉันก็อยากจะทำสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดนั่นแหละ แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ฉันไม่สามารถที่จะละสายตาจากเขาได้แม้แต่วินาทีเดียว ห้องฉันไม่มีประตูหลังค่ะ และต่อให้มีฉันก็ไม่สามารถที่จะปล่อยให้เขายิงตัวตายไปต่อหน้าต่อตาได้เป็นแน่

ฉันตั้งสติอีกครั้งและพยายามพูดทุกสิ่งทุกอย่าง เอาเป็นว่าทุกอย่างที่ฉันเรียนมาถูกนำมาใช้หมดในวินาทีนั้น เขาเริ่มสงบลงและยอมเก็บปืน สมองฉันเริ่มกลับทำงานอีกครั้ง ทุกอย่างถูกประมวลผลเร็วมาก “ฉันต้องไปที่แผนกฉุกเฉิน ฉันต้องพาเขาไปที่นั่นให้ได้ ทุกคนที่นั่นจะช่วยให้เขาและฉันปลอดภัย” ฉันคิดในใจ

ฉันบอกกับเขาว่า ฉันอยากช่วยจริงๆ เขาเริ่มกลับมาร้องไห้โฮอีกครั้ง แต่คราวนี้เขายอมที่จะไปกับฉันแต่โดยดี เราตกลงกันว่าจะไม่ทำให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ ฉันจะเก็บมันไว้เป็นความลับ

เมื่อประตูห้องเปิดออก เราเดินไปพร้อมๆ กันโดยไม่มีใครนำ ไม่มีใครตาม ระหว่างทางนั้นฉันพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไปเพื่อไม่ให้ดูผิดสังเกต และเมื่อไปถึงแผนกฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่หลายๆ คนก็กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเอง แต่โชคดีที่ยังเช้ามาก คนไข้ที่นั่นจึงไม่แออัดสักเท่าไหร่

“คนไข้มีความเครียดสูงมากและต้องการนอนพักผ่อนในที่ที่สงบ” ฉันบอก ระหว่างนั้นก็พยายามชี้ไม้ชี้มือ ทำปากขมุบขมิบ เป็นภาษาบอกใบ้ว่าคนไข้มีปืน ทุกคนรับทราบเป็นอันเข้าใจกัน

ระหว่างที่ทุกคนกำลังพยายามหาทางช่วยกันอยู่นั้น ฉันเริ่มสังเกตเห็นความไม่ไว้วางใจ เขามีทีท่าระแวดระวังตัวมากขึ้นไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ และบอกว่าจะกลับบ้าน ความรู้สึกใจเต้นโครมครามกลับมาอีกครั้ง “ทุกคนนี่ที่เป็นห่วงคุณลุงนะ รวมถึงนักจิตด้วย” ฉันเอ่ยพร้อมกับมองหน้า ขณะที่มือขวาของเขายังจับอยู่ด้านหลัง

“ฉันอยู่ข้างเขา” ฉันบอก เพียงแต่ให้เขาได้นอนพักก่อน เขาถอดเสื้อแจ็กเกตที่มีกระสุนปืนอยู่ แล้วค่อยๆ วางมันลงกับเตียง ฉันยิ้มและพยักหน้าให้

“คราวนี้นักจิตขอปืนได้ไหม” เขายังคงลังเล และไม่ได้ส่งให้ตามที่ฉันขอ ในระหว่างนั้นฉันได้ตัดสินใจที่จะเอื้อมมือไปหยิบปืนที่อยู่ด้านหลังออกมา พร้อมกับเสื้อแจ็กเกตตัวใหญ่สีน้ำตาล ฉันกลั้นหายใจยืนตัวแข็งทื่อก่อนจะบอกว่า “นักจิตจะเก็บไว้ให้เอง” เขาไม่ได้โกรธหรือมีทีท่าที่จะเข้ามาทำร้ายแต่อย่างใด กลับพยักหน้าให้ สิ้นเสียงประตูปิดลง ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง

“เราไม่ควรมองข้ามอะไรเลย แม้แต่น้อย ..สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าล้วนแล้วแต่สำคัญหมด

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store