NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
ประสบการณ์สายวิทย์หัวใจศิลป์ที่ #ต้องกล้าชีวิตถึงเปลี่ยน
หมวด: Campus

ประสบการณ์สายวิทย์หัวใจศิลป์ที่ #ต้องกล้าชีวิตถึงเปลี่ยน

  • 784
  • 0
  • 2
TheBalloon'sDiary

 #campus

 

 

           ฟิสิกส์! เคมี!! ชีวะ!!! บางคนแค่ได้ยินชื่อก็แทบจะลงไปนั่งพับเพียบ กราบเท้าอาจารย์รายวิชาให้เปลี่ยนจากเกรด1เป็น2 เกรด2เป็น2.5 เพราะว่าแต่ละวิชานั้นหินยิ่งกว่าหินจริงๆ เสียอีก (ใครได้เกรด4หมดขอคารวะ) ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรนักหรอกถ้าใจเรารัก "หนู/ผมอยากเป็นหมอ วิศวกร สถาปนิก นักวิทยาศาสตร์ค่ะ/ครับ! " และอีกหลายวิชาชีพที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ แต่จาก'หิน'จะกลายเป็น'อุกกาบาต'เอาได้ ถ้าวิทย์คณิตไม่ใช่ทางที่เราวาดฝันไว้

ทุกคนคงจำช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจในช่วง ม.3 ได้ บางคนมั่นใจในเส้นทางของตัวเอง แต่ก็ยังมีอีกมากที่ไม่รู้จะเรียนอะไร จะต่อสายไหน ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่สับสนค่ะ พอลองถามเพื่อนสนิทก็ได้คำตอบว่า "ศิลป์ภาษาสิ! ก็เราชอบภาษา เกลียดคำนวณ ไม่เอ็นดูวิทย์ เลยไม่อยากเรียนให้เสียเวลา" หลังฟังจบเราก็กลับมาคิดทบทวนค่ะ ว่าเราชอบอะไร อยากเป็นอะไร เราจะมีความสุขกับทางไหนมากกว่ากัน คิดไปคิดมาก็ค้นพบว่าเราชอบภาษา เราอยากเรียน อยากทำงานในด้านนั้น และความฝันสูงสุดอย่างหนึ่งของเราก็คือการเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ ต่างจากวิทย์คณิตที่ถึงจะทำเกรดที่ไม่แย่ได้ เราก็แทบจะไม่อยากแตะต้องเลย

ทว่าถึงจะค้นพบทางของตัวเองแล้ว เด็กหงิมๆ อะไรก็ได้อย่างเราก็ 'ไม่กล้า' ที่จะขัดใจผู้มีพระคุณอย่างพ่อกับแม่ แม่อยากให้เราเรียนสายวิทย์คณิตเพราะเกรด ม.ต้นค่อนข้างสูง ไม่ต้องสอบแข่งกับใครก็ต่อโรงเรียนเก่าได้ทุกสาย และเพราะความเป็นคนไม่ค่อยพูด บวกกับคุณลักษณะ 'ลูกยอดกตัญญู' เราจึงเลือกที่จะทำตามความต้องการของท่าน..ด้วยการกรอกใบสมัครศึกษาต่อในแผน 'อังกฤษเข้มข้น-วิทย์คณิต' แบบจำใจ

สาเหตุที่ครอบครัวให้เลือกเรียนแผนอังกฤษเข้มข้นนั้นก็เพราะเห็นว่าภาษาอังกฤษยังสำคัญเสมอสำหรับการทำงาน การติดต่อสื่อสารในต่างประเทศรวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน หืม? แล้วไอ้แผนนี้มันเรียนยังไงงั้นเหรอ? เราตอน ม.3 ไม่รู้หรอกค่ะ จนกระทั่งวันเปิดเทอม ม.4 มาถึง.. แม่เจ้า!! ตารางเรียนใหม่แน่นเอี๊ยดสุดๆ เลิกเรียน5โมงเย็น แถมมีเรียนวิทย์คณิตมากกว่าสี่คาบทุกวันเนี่ยนะ!? ส่วนภาษาอังกฤษนั้นไม่ต้องพูดถึงแม้จะบอกว่าเป็นอังกฤษเข้มข้น แต่ก็น้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับวิชามหาโหดอย่างฟิสิกส์เคมีชีวะ

ในตอนนั้นเรารู้ทันทีเลยค่ะว่า'คิดผิด! ' กตัญญูผิดวิธี และ'ขี้ขลาด'ผิดเวลาจริงๆ .. มีหลายครั้งทีเดียวที่เราอยากท้วงคนที่บอกว่าเราเรียนได้แน่นอน และวิทย์คณิตก็คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเกรดสูงคนหนึ่ง พวกเขาไม่เคยรู้ว่าที่ผ่านมาเราต้องทุ่มเท ทบทวนจนดึกดื่นเพื่อสอบให้ผ่านในวิชาที่เราไม่เคยชอบ บางครั้งเราตกด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจเรียน แต่แค่รู้สึกว่าทำอย่างอื่นได้ดีกว่า ใจไม่รักเหมือนวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาไทย หรือ 'การเขียน' ที่เป็นตัวเรามากที่สุด แต่ก็เอาวะ! ยังไงก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนี่ เราเลือกเอง ไม่ได้เลือกจะเอาดีด้านวิทย์ แต่เลือกจะตามใจคนอื่น.. คนที่ไม่ได้มาเรียนด้วย ไม่ได้ช่วยเราทำงานหาเงินในอนาคต

เทอมแรกยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากค่ะ เริ่มจากทวนซ้ำตรงพื้นฐานตอน ม.ต้นที่เรา..ลืมเกือบหมด 555 เราก็ตั้งใจเรียนในห้องดี แต่ก็แค่ในห้องเท่านั้น เมื่อเก็บกระเป๋า พุ่งทะยานออกจากห้องเรียนหลัง 5 โมงเย็นเมื่อไร เราก็ไม่สนพวกชีทเคมีชีวะอะไรนั่นอีกแล้ว เราเรียนแบบถูๆ ไถๆ มาเรื่อยๆ จนเพื่อนบางคนที่เคยเรียนด้อยกว่าตอน ม.ต้นแซงหน้าแบบทิ้งห่าง นั่นทำให้คนหัวช้าที่ไร้ซึ่ง 'passion' อย่างเรารู้สึกย่ำแย่ อิจฉาในความชาญฉลาด จนสองสิ่งที่ว่าแย่อยู่แล้วพัฒนาขึ้นไปเป็นความรู้สึกผิดกับตัวเอง

 

         

'เรามัวทำอะไรอยู่? เราทำไปเพื่ออะไร? ทำไมตัวเราตอน ม.3 ถึงได้โง่อย่างนี้? ' ทั้ง 3 ประโยคอธิบายถึงสิ่งที่วกวนอยู่ในหัวได้ดีระดับหนึ่ง แต่กลับเทียบไม่ได้เลยกับอารมณ์ด้านลบสักเสี้ยวหนึ่งของจิตใจ ชีวะก็ตก เคมี คณิตหลัก คณิตเสริมก็คาบเส้น ส่วนคะแนนฟิสิกส์ก็เน่าเฟะ แต่จะทำอะไรได้นอกจากอ่านชีทเพิ่มเติม ใช้ไฮไลท์ขีดแทบทุกตัวอักษรแม้สมองจะว่างเปล่า ที่มารอยเลอะหมึกปากกาบน short note คือน้ำตาที่เราซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น..

เสียดายจริงๆ ทำไมนะ? ทำไมเราถึงไม่เถียงออกไปให้มากกว่านี้? ใช่ค่ะ เราเคยบอกแล้วว่าอยากเรียนภาษามากกว่า แต่ทางนั้นก็มองแค่ว่าเราหัวดี เรียนกว้างๆ ไว้ก่อน ตอนจะเข้ามหาลัย' ค่อยเบนไปสายศิลป์ก็ได้ นั่นคือความหวังดีของคนที่รักเรา เราเข้าใจค่ะ.. เราไม่โทษใครนอกจากตัวเอง เรา 'กล้า' น้อยเกินไป และเราสมควรจะได้รับบทเรียนรวมถึงบทลงโทษนี้ เราคิดอย่างนั้นมาโดยตลอด

จนวันหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต ม.ปลายก็มาถึง ตอนนั้น.. เราได้ยินเพื่อนพูดถึงเพื่อนอีกคนที่คิดจะย้ายสาย พอถามก็บอกว่าต้องไปทำเรื่องที่ห้องวิชาการ กรอกเอกสารนู่นนี่นั่น ฟังดูยุ่งยาก แต่สำหรับเรามันเหมือนกับแสงไฟลางๆ ที่ปลายอุโมงค์มืดทึบ ความหวังพองโตคับอก เราเดินไปคุยเรื่องย้ายแผนการเรียนกับ อ.แนะแนวในอีกสองวันถัดมา หลังจากที่เริ่ม 'กล้า' พูดถึงปัญหานี้กับที่บ้าน จนแม่ที่เห็นเราไม่มีความสุขเหมือนเมื่อก่อนก็เข้าใจ เราได้ไปคุยกับ อ.ฝ่ายห้องทะเบียนคนหนึ่งเพราะอยากทราบข้อมูล ผลก็คือเราถูกปฏิเสธ เราผิดหวัง แต่ก็ทำใจยอมรับ อย่างน้อยเราก็ได้เผยความฝันที่ดูยิ่งใหญ่เกินตัวให้ อ.แนะแนวกับเพื่อนสนิทรู้

เรากลับบ้านมาแบบเศร้าๆ บอกพ่อแม่ว่าไปคุยแล้วเขาคงไม่ให้ย้าย แม่ขอโทษเราที่ทำให้เลือกทางเดินผิด แต่พ่อกลับมีข่าวดีจาก อ.คนหนึ่งมาบอก ท่านบอกว่าถ้าอยากย้ายให้ลองไปคุยกับหัวหน้าฝ่ายวิชาการ เราสัมผัสได้ถึงความหวังอีกครั้ง แม้จะเลือนรางและมืดหม่นกว่าตอนแรก แต่เราก็รู้ดีว่าถ้า 'ไม่กล้า' เราจะไม่มีทางได้รู้ความจริง

เมื่อการพูดคุยซึ่งเปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวลของเราสิ้นสุดลง ก็พบว่า อ.ฝ่ายวิชาการใจดีกว่าที่คิดเยอะ ท่านนำใบกรอกข้อมูลมาให้พร้อมพูดว่าต้องให้พ่อแม่เซ็นต์รับทราบด้วย เรายกมือไหว้ขอบคุณท่านก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยความรู้สึกที่ดียิ่งขึ้น แต่.. เรื่องมันก็ไม่ง่ายดายขนาดนั้น ช่วงปิดเทอมใหญ่หลังสอบปลายภาค เราต้องไปโรงเรียนอยู่หลายหนเพราะเอกสารหายบ้าง เพราะต้องไปถาม อ.ห้องวิชาการว่าเขาอนุมัติให้ย้ายไหมบ้าง แต่สุดท้ายเราก็ได้ย้าย เราและครอบครัวรู้เรื่องนี้เพียง 4 วันก่อนเปิดเทอมเท่านั้น..  'อังกฤษเข้มข้น-ศิลป์คำนวณ' คือห้องใหม่ของเรา

สำหรับคนที่กลัว.. ไม่กล้าที่จะบอกความต้องการ หรืออะไรก็ตามที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราเล่าไป คำแนะนำจากเราคือให้คุณ 'บอก' เขาค่ะ ไม่ว่าตัวคุณในวันเก่าๆ จะขี้เกรงใจ ไม่ชอบขัดแย้งกับคนที่คุณรักขนาดไหน แต่ความขัดแย้งก็คือสิ่งหนึ่งที่อยู่ในทุกรูปแบบของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะในความสัมพันธ์ฉันมิตร ครอบครัว หรือแม้กระทั่งคนรักก็ล้วนแต่มีคนที่คิดเห็นต่างจากเรา เราอาจกลัวว่าเขาจะรู้สึกผิดหวังจน'ไม่กล้า'พูดในสิ่งที่เก็บไว้ในใจลึกๆ ซึ่งเราอยากจะบอกคนที่คิดเช่นนี้ว่า 'กลัวได้ค่ะ แต่ต้องกล้า' ยอมบ้างในบางครั้ง แต่ไม่ใช่ยอมจนแอบมาเสียใจทีหลังที่ทิ้งโอกาสนั้นไป

สุดท้ายนี้เราอยากขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่านบทความแรกของเรา ถ้าสิ่งที่พิมพ์ไปทำให้รู้สึกไม่พอใจหรือไม่ตรงกับความเห็นของท่านก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ เราไม่ได้ตั้งใจจะชี้แนะให้คนอื่นๆ ย้ายสายเพียงเพราะกระแส หรือแค่คิดว่าเรียนหนักแต่ยังไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเอาดีด้านอะไร เราเพียงต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประสบการณ์เกี่ยวกับบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิตให้ได้อ่านกันค่ะ

#ต้องกล้าชีวิตถึงเปลี่ยน ขอขอบคุณข้อความนี้จากใจจริง..

 

ปล. เพื่อนที่บอกว่าคิดจะย้ายสายนั้น สรุปคือไม่ได้ย้ายสายนะคะ เขาบอกกับเราเองเลยค่ะว่าตัดสินใจดีแล้ว และเขาก็ดูมีความสุขท่ามกลางเพื่อนๆ ห้องเดิมดี

          ขอขอบคุณภาพประกอบสวยๆจาก :  https://pixabay.com/th/                

     

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store