NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
เก้าอี้ตัวเดิม ตอน เรื่องเล่าจากนอกโรค
หมวด: Life

เก้าอี้ตัวเดิม ตอน เรื่องเล่าจากนอกโรค

  • 585
  • 1
  • 0
ลีลาวดีสีเลือด

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าในช่วงเข้าใกล้ฤดูฝน ต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจีตัดกับฟ้าสีครามอ่อนๆ มองแล้วทำให้รู้สึกว่าโลกนี้มันช่างน่าอยู่เสียจริง “อ้าว! วันนี้เอาอะไรมาขายล่ะ” คำกล่าวทักทายของฉันขณะเปิดประตูเข้ามาภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ยังมืดสลัว ไอร้อนผ่าวกระทบเข้าที่หน้าอย่างจังหลังจากที่ประตูเปิดออก นี่คงเป็นสัญญาณบอกว่าหน้าร้อนยังไม่หมดไปสินะ กลิ่นละอองฝุ่นจางๆ ลอยมาเตะจมูกจนทำให้ฉันต้องผงะถอยไปด้านหลังแต่ทุกอย่างในห้องกลับเงียบสงัดจนฉันแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง “นี่!! ตุ๊กตาที่ซื้อไปครั้งที่แล้ว ฉันเอาไปฝากพวกเพื่อนๆ เขาชอบมากเลยล่ะ” ฉันพยายามที่จะส่งสัญญาณเป็นครั้งที่สอง “ทำไม!!! ทำไมต้องเป็นหนู ทำไมหนูต้องมาเจอกับเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย ทำไมมันไม่มาพร้อมกับหนูตั้งแต่เกิด ทำไมต้องมาเป็นตอนนี้” น้ำเสียงแห้งผากกับแววตาที่ดูอิดโรยฉายผ่านแว่นสายตาอันหนาเตอะสีเงิน แต่สำหรับคนฟังอย่างฉันแล้วมันช่างเป็นความเจ็บปวด…ความเจ็บปวดที่แฝงไปด้วยความโกรธ ความเกรี้ยวกราดขณะเดียวกันมันก็ฟังดูสิ้นหวังอย่างบอกไม่ถูก ฉันนิ่งไปสักพักแต่ในใจกลับไม่เป็นอย่างนั้นมีคำถามผุดขึ้นมาในหัวของฉันมากมาย เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันนะน้ำเสียงช่างฟังดูเจ็บปวดเหลือเกินแววตาคู่นั้นที่เหม่อลอยออกไปข้างนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย หรือว่าเราพูดอะไรผิดไปรึเปล่า

“เกิดอะไรขึ้นหรอคะ เล่าให้ฉันฟังได้ไหม” สิ้นประโยคคำถามของฉัน น้ำตารื้นๆ ค่อยไหลมาอาบแก้มทั้งสองข้าง เธอพยายามยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมามากกว่านี้ “ไม่อยากทำอะไรแล้ว มันแย่ไปหมด ไม่อยากทำอะไรเลย ใครๆ ก็หาว่าเราเป็นบ้า ไม่มีใครเข้าใจมีนาสักคน” “มีนา” คือชื่อของเธอ (ชื่อนี้เป็นเพียงนามสมมุติเท่านั้น) มีนาเป็นผู้ป่วยโรคไบโพลาร์หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อโรคอารมณ์สองขั้ว เธอรักษาที่ โรงพยาบาลของเรามาหลายปีแล้วค่ะ แต่ภาพที่ฉันเห็นจนชินตากลับไม่เป็นอย่างนั้น มีนาเป็นแม่ค้าอารมณ์ดีที่มักจะสรรหาข้าวของต่างๆ มาขายให้กับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหรือแม้ญาติผู้ป่วยที่มาเฝ้าไข้อยู่เป็นประจำ ของที่เธอนำมาขายก็มักจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วแต่อารมณ์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาไหมพรมถัก ไม้กวาด ขนมไทย ปลาหมึกย่าง ขนมจีน ฯลฯ แม้กระทั่งลอตเตอรีมีนาก็ขายค่ะ เรียกได้ว่าแทบจะขายทุกอย่างที่ขายได้ แต่วันนี้เธอกลับดูเปลี่ยนไป มีนามาพร้อมกับถุงพลาสติกสีขาวขุ่นใบใหญ่สภาพยับยู่ยี่เหมือนถูกขยำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนฉันไม่แน่ใจว่าในถุงใบนั้นมีอะไร รอบๆ ตัวเธอไม่มีกล่องใส่ขนม ไม่มีถุงตุ๊กตา ไม่มีอะไรที่บ่งบอกความเป็นแม่ค้าของเธออีกต่อไปมีเพียงถุงพลาสติกสีขาวขุ่นใบใหญ่เท่านั้น ฉันชะโงกหน้าข้ามตัวเธอไปถึงได้รู้ว่ามันคือถุงยาที่เธอทานอยู่เป็นประจำนั่นเอง มีนาเอามือล้วงเข้าไปในถุงผ้าหม่นๆ สีน้ำตาล ซึ่งฉันเดาว่าก่อนหน้านี้มันเคยเป็นสีขาวและแน่ล่ะเธอคงตัดเย็บเองด้วย เธอใช้มือข้างหนึ่งควานในถุงผ้าไม่นานก็หยิบวัตถุที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำ ขนาดพอดีมือขึ้นมา อ้อ! โทรศัพท์มือถือนี่เอง เธอหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับเปิดรูปให้ฉันดู สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของฉันในตอนนั้น ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นร้านค้าเพราะจากประสบการณ์ในการเดินทางไปในที่ต่างๆ ฉันค่อนข้างพบเจอเจ้าร้านหน้าตาแบบนี้บ่อยๆ ตั้งเรียงรายอยู่ริมถนน ตัวร้านยกจากพื้นไม่สูงมากนักมีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับวางของ ด้านหน้านำไม้ไผ่และเศษไม้เหลือใช้มาเรียงต่อกันเป็นแนวตั้ง ตีระแนงยาวสำหรับบังตา หลังคามุงด้วยผ้าใบสีขาวเป็นเพิงเล็กๆ ห่างออกไปมีเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินสองตัวตั้งอยู่ “ใช่ค่ะร้านค้า” เธอบอก นี่คือร้านขายขนมจีนของเธอที่พึ่งเปิดได้สองวัน และกำลังจะปิดตัวลงในไม่ช้า เช้าวันนี้เป็นวันที่สาม เธอบอก “หึ! แต่จะว่าไปอย่าเรียกว่าสามวันเลยค่ะ” เธอพูดพลางขบกรามแน่นรอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏขึ้นมาให้เห็น นี่ถ้าใครบังเอิญผ่านมาได้ยินคงคิดว่าเธอกับฉันเล่าเรื่องตลกกันอยู่แน่ๆ แต่เปล่าเลย ยิ่งฉันมองเข้าไปในแววตาของเธอมากเท่าไหร่มันยิ่งทำให้ฉันเห็นถึงความขมขื่น…เธอกำลังผิดหวังในตัวเอง “ใครๆ ก็ว่าหนู มันจะทำได้สักกี่วัน” บางคนก็พูดว่า “เนี่ยกูให้ไม่เกินสามวันหรอกเดี๋ยวมันก็เลิกทำ” “จะขายอะไรหลายๆ อย่างลูกค้าเขามาสั่ง จะทำทันไหม” “แล้วน้ำยาอ่ะทำไมทำแบบนี้ ทำไมไม่ทำให้เหมือนร้านคนอื่นๆ เขา” “ก็บีบเส้นไว้เลยสิ” “ทำไมไม่ทำแบบนี้ ทำไมไม่ทำแบบนั้น” หนูอยากจะตะโกนด่าอยากจะร้องกรี๊ดให้เสียงดังๆ อยากขว้างปาข้าวของให้มันแตกละเอียดให้มันพังเสียหาย ให้มันสาแก่ใจ อยากจะตอบกลับคนพวกนี้ไปว่า “แล้วมึงมายุ่งอะไรกับกูนักหนา กูเป็นคนขายกูรู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง” ความโกรธแค้นความชิงชังปะทุขึ้นมาเกินกว่าที่เธอจะควบคุมมันได้ “แต่หนูก็ทำได้แค่ตบตีตุ๊กตา จะทำลูกก็กลัวเขาเจ็บกลัวเขาฝังใจ บางครั้งทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียว”

“หนูเป็นคนเรียนไม่เก่งหรอกหน้าตาก็ไม่ดี ยิ่งเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แล้ว เรียกได้ว่าไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง” เธอยังคงเล่าต่อ “หนูเลือกเรียนบัญชีและด้วยความที่หนูเรียนไม่เก่งไม่ค่อยมีเพื่อนด้วย หนูก็ต้องนั่งหน้าห้องต้องพยายามมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ เขา เรื่องผู้ชายนี่อย่าได้พูดถึงเลยค่ะหนูมีแฟนคนแรกตอนเรียนจบมีคนเดียวแล้วก็แต่งงานมีลูก แต่แม่ก็ไม่เคยชมหนูเลย” เธอยังบอกอีกว่าจุดเริ่มต้นการป่วยของเธอคงจะมาจากสาเหตุนี้ “ช่วงที่หนูยังเรียนอยู่พี่สาวกับแม่ตามใจหนูมากเพราะหนูเป็นลูกคนสุดท้องตอนนั้นพี่สาวทำงานอยู่กรุงเทพหนูอยากได้อะไรเขาก็ซื้อให้หมด ทั้งซาวน์เบาท์ โทรศัพท์ เทปเครื่องเล่น แต่พอมาช่วงที่พี่สาวหนูเขากำลังจะมีลูกทุกอย่างก็เปลี่ยนไป” เธอส่ายหัวน้อยๆ ค่อยๆ หลุบตาลงราวกับความเจ็บปวดได้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง “ตอนนั้นหนูกลัวมาก มันทั้งกลัวทั้งผิดหวังปนกันไปหมด หนูกลัวว่าหนูจะถูกแย่งความรัก กลัวจะหมดความสำคัญ และคิดว่าคงจะไม่มีใครรักหนูอีกแล้ว หลังจากนั้นไม่นานหนูก็เข้ารับการรักษา หมอบอกว่าหนูเป็นโรคจิตเภท (โรคจิตเภท Schizophrenia เป็นโรคที่มีความผิดปกติของความคิดและการรับรู้ โดยอาการหลักๆ คือ คนไข้ที่เป็นโรคนี้จะไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง มีอาการผิดปกติของการรับรู้ มีอาการหูแว่วเป็นเสียงคนมาเรียก ตะโกนด่า หรือมีเสียงคอยสั่งให้ทำนู่นทำนี่ตามคำสั่ง อาการประสาทหลอน เช่นเห็นผี เห็นภาพหลอนต่างๆ นานาที่ไม่มีสิ่งเร้าอยู่จริง ความผิดปกติของความคิดบางรายคิดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด คิดว่ามีคนสะกดรอยตามอยู่ตลอดเวลา สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ระบบสารเคมีในสมองที่ชื่อว่า “โดปามีน” หลั่งออกมามากจนเกินไป ปัจจัยทางพันธุกรรมพบว่า ถ้าพ่อหรือแม่ป่วยเป็นโรคจิตเภทลูกที่คลอดออกมามีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วๆ ไป ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมความเครียด หรือแม้แต่บุคลิกภาพของตัวผู้ป่วยเองก็มีส่วน สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชทั้งหมดได้ที่ได้ที่ https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-0855, ตำราจิตเวชศาสตร์รามาธิบดี ฉบับเรียบเรียงครั้งที่4) แต่หนูก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันเป็นยังไง หนูก็ดูแลตัวเองมาตลอดกินยาสม่ำเสมอน่าจะสิบปีกว่าๆ ได้แล้วล่ะ ตอนนี้หมอก็มาบอกว่าหนูเป็นโรคอารมณ์สองขั้วอีก แต่หนูก็ต่อสู้มาตลอดนะ หนูอยากมีเงินเยอะๆ อยากมีรถอยากมีบ้าน หนูมีลูกมีแม่ที่ต้องดูแลถ้าจะให้รอแค่เงินผู้สูงอายุของแม่กับเงินผู้พิการของหนูต่อเดือนคงไม่พอใช้หรอก แต่หนูเหมือนคนไม่เอาไหนที่ทำอะไรนานๆ ไม่ได้ ทำไม่ถึงสามวันก็เลิกทำ หนูเป็นคนไม่อดทนอย่างที่ใครๆ เขาว่าจริงๆ” นอกจากการอาการของโรคไบโพลาร์ที่ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาทำนู่นทำนี่อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยแล้ว นี่คงเป็นอีกเหตุผลนึงสินะฉันนึกเข้าใจเธอขึ้นมาทันที “แล้วตอนนี้คิดว่าหนูไม่ทำได้ไหม หมอคิดว่าได้ไหม” เธอเรียกฉันว่าหมอ น้ำเสียงกระแทกกระทั้นผ่านบทสนทนาเมื่อครู่สะท้อนความโกรธที่มีอยู่ภายในใจเธออีกครั้ง “หมอก็เห็นใช่ไหมคนไข้จิตเวชคนอื่นๆ น่ะ เขาไม่ต้องทำงานก็ได้นอนอยู่บ้านเฉยๆ ไปวันๆ กินแล้วก็นอน หนูจะทำแบบนั้นได้ไหม หนูจะทำก็ได้” ฉันพยักหน้ารับเป็นเชิงเห็นอกเห็นใจเธอ “แต่หนูทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” น้ำเสียงเริ่มแผ่วเบาจังหวะการพูดของเธอช้าลง ฉันรับรู้ได้ถึงความสับสนที่มีอยู่ภายในใจ โอ้! อนิจจัง นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงคนนึงต้องเผชิญและต่อสู้กับมันมาหลายปี ต่อสู้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างที่ไม่เข้าใจเธอ ต่อสู้กับโรคที่ทำให้เธอลุกขึ้นมาทำอะไรต่อมิอะไรอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ต่อสู้กับความเหนื่อยล้าภายในจิตใจแต่ทว่า…เธอกลับหยุดมันไม่ได้

มีนาบอกเล่าเรื่องราวความอัดอั้นตันใจผ่านภาษาพูดด้วยน้ำเสียง ภาษากายผ่านสีและหน้าแววตาของเธอจนหมดสิ้น ฉันนั่งฟังสิ่งที่มีนาเล่าเกี่ยวกับตัวเธอเองมากมายจนไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว เรื่องราวของเธอทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้านนอกห้อง ต้นไม้ ใบหญ้าที่เคยพลิ้วไหวตามสายลม กลิ่นละอองฝุ่นจางๆ ในห้องเมื่อเช้าบัดนี้ทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับวัตถุที่ถูกสตั๊ฟไว้ เสียงจากด้านนอกอื้ออึงอยู่ในหูเหมือนกำลังดำน้ำ ฉันลืมแม้แต่จะชำเลืองมองตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาแอนะล็อกที่ส่งเสียงดัง ต็อก ต็อก ต็อก เหมือนเป็นสัญญาณบอกเราว่าชีวิตคือการเดินไปข้างหน้าแต่ฉันกลับไม่ได้ใส่ใจกับมัน มีเพียงสิ่งเดียวที่ฉันรับรู้ได้ ตั้งแต่เล็กจนโตผู้หญิงคนนี้ไม่เคยมีความภาคภูมิใจในตัวเองเลย สิ้นคำบอกเล่าของเธอแววตาแห่งความเหนื่อยล้าและความผิดหวังเข้ามาแทนที่ความโกรธอีกครั้ง เธอเอาแต่นั่งก้มหน้าพลางจิกมือตัวเองราวกับว่ามันช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจเธอได้

“คุณคงเหนื่อยมากใช่ไหม” ฉันเอ่ยหลังจากที่เธอสงบลงแล้ว มีนาผงกศีรษะรับรัวๆ เธอเม้มริมฝีปากไว้แน่น น้ำตาไหลพราก เธอปล่อยโฮออกมาอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ได้ยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาไว้อีกต่อไป “คุณอยู่กับความรู้สึกตรงนี้ได้นะ… คุณเหนื่อยได้” ฉันกล่าวพร้อมกับปล่อยให้มีนาได้อยู่ในห้วงอารมณ์เหน็ดเหนื่อยของเธอสักพัก เราต่างนิ่งเงียบไม่มีมีใครพูดอะไร มีนาเริ่มขยับตัวเธอเงยหน้าขึ้นมาจากมือที่จิกกันไปมาของตัวเอง ตาแดงก่ำประหนึ่งน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสายเลือด เธอค่อยๆ ชำเลืองมาที่ฉันแต่แววตาคู่นั้นกลับแฝงไปด้วยความหวังอีกครั้ง “หมอคิดว่าหนูควรทำยังไงหรอคะ” เธอถาม ฉันยิ้มให้มีนาพร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ “จากที่ฉันได้ฟังเรื่องราวชีวิตของคุณตั้งแต่วัยเด็ก จนเรียนจบมีงานทำ มีครอบครัวกระทั่งถึงตอนนี้ ที่คุณนั่งอยู่ตรงนี้คุณต่อสู้มามากเหลือเกิน คุณอดทน พยายามถึงแม้ว่าคุณจะป่วยต้องรักษาตัวเองมานานกว่าสิบปี แต่คุณก็ไม่เคยท้อที่จะต่อสู้กับมันเลย” ฉันเว้นจังหวะให้เธอได้ซึมซับกับสิ่งที่ฉันพูด “อย่างที่คุณบอก คุณไม่ต้องทำงานก็ได้ นอนอยู่บ้านเฉยๆ ไปวันๆ ก็ได้ แต่คุณก็เลือกที่จะทำ ทำเพื่อตัวเองเพื่อครอบครัว ฉันยังมองไม่เห็นความไม่อดทนและความล้มเหลวของคุณเลย” รอยยิ้มน้อยๆ เริ่มปรากฏให้เห็นบนใบหน้าของเธอ มีนานิ่งไปสักพักราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างได้เกิดขึ้นมาภายในใจ “ก็จริงนะ ทำไมหนูไม่เคยมองแบบนี้เลย” มีนากับฉันหันมาสบตากันพอดีดวงตาของเธอเบิกกว้างเป็นประกาย ฉันสังเกตเห็นความเปลี่ยนไปในตัวเธอมือที่เคยจิกกันไปมา ตอนนี้กลับวางผ่อนคลายอยู่บนขาทั้งสองข้างฉันเอื้อมไปบีบมือเธอเบาๆ เธอยิ้มเขินๆ พร้อมกับพยักหน้าให้เป็นสัญลักษณ์ว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ “คุณทำได้หลายอย่างมาก มากจนฉันไม่แน่ใจว่าคนธรรมดาจะทำได้รึเปล่า คุณเรียนรู้มันด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านยูทูป แล้วคุณก็ทำมันออกมาได้ดีด้วย แบบนี้ยังเรียกว่าเป็นคนไม่เอาไหนอยู่รึเปล่า” ฉันเอ่ยเป็นเชิงคำถามให้เธอได้คิด “คนในหมู่บ้านก็พูดแบบนี้เหมือนกันว่ามีนาเก่งทำได้หลายอย่าง” เธอฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับบิดตัวไปมา ฉันยังคงพยักหน้าและยิ้มให้เธอ ฉันอธิบายเรื่องโรคอารมณ์สองขั้วที่เธอต้องเผชิญอยู่ให้เธอฟังว่า ที่เธอต้องลุกขึ้นมาทำนู่นทำนี่หรือบางครั้งทำอะไรบ้าๆ มีความคิดที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ทำโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนั้นเป็นเพราะอาการของโรคที่เธอเผชิญอยู่ด้วย ช่วงนี้เรียกว่าช่วงมาเนียหรือแมเนีย และจะมีช่วงที่อาการซึมเศร้าไม่อยากทำอะไร เบื่อหน่ายกับชีวิตในคนไข้บางรายถึงกับพยายามฆ่าตัวตาย และฆ่าตัวตายจนสำเร็จก็มี แต่โชคดีที่มีนาไม่เคยคิดทำร้ายตัวเอง ฉันบอกกับเธออีกว่าเมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกเศร้า แย่ เบื่อหน่ายชีวิตให้เธอพูดคุยกับคนที่เธอไว้ใจ อาจจะคุยกับแม่ เพื่อนบ้านหรือมาหาฉันก็ได้ถ้าไม่มีคนที่สามารถพูดคุยได้ อ่านมาถึงตรงนี้คุณคงสงสัยว่าฉันเป็นใครถึงได้มีเวลามานั่งเสวนากับใครต่อใครหลายๆ ชั่วโมงอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย จริงๆ ก็เหนื่อยค่ะแต่..พอได้เห็นรอยยิ้ม ได้ฟังคำพูดของคนที่เดินเข้ามาหาฉัน “ว่า…พวกเขาจะมีชีวิตต่อไป เขารู้แล้วว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพื่อใคร” มันทำให้ฉันหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย ฉันไม่ใช่หมอค่ะแต่เป็นนักจิตวิทยา เชื่อว่าหลายๆ คนคงสงสัยว่านักจิตวิทยาทำอะไรบ้างแล้วต่างกับจิตแพทย์ยังไงถ้าอยากรู้คงต้องให้อากู๋ (เกิ้ล) เป็นคนตอบแล้วล่ะค่ะ ฉันให้มีนากลับฝึกสังเกตตัวเองในช่วงอารมณ์ต่างๆ เพื่อที่เธอจะได้รู้ทันเท่าทัน รู้วิธีรับมือและอยู่กับมันให้ได้ เธอรับปาก “ส่วนเรื่องอื่นๆ ฉันคิดว่าคุณทำได้ดีแล้วล่ะ” “คุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ ไม่ไปทำร้ายคนอื่นไม่ทำร้ายตัวเอง ฉันชื่นชมคุณมากนะ” แล้วคุณล่ะรู้สึกยังไงกับตัวเองบ้าง ฉันถามเธอ “หนูก็ดีใจนะคะว่าหนูไม่ทำร้ายใคร เพราะถ้าทำอะไรออกไปอาจจะติดคุกก็ได้ และยิ่งเป็นคนที่หนูรักแล้ว หนูก็คงจะเสียใจมากๆ เมื่อได้สติ” “เห็นไหมว่าจริงๆ แล้วคุณเป็นคนที่น่าชื่นชมมากแค่ไหน” ฉันพยายามที่จะดึงศักยภาพของเธอออกมาให้เธอได้ชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวเองบ้าง

“พร้อมที่จะกลับบ้านไหม” ฉันเอ่ยถามพลางยิ้มให้ “หนูอายอ่ะ ขายของได้ไม่ถึงสามวันเลย” “ว่าแล้วก๋อบ่อฮอดสามมื้อแท้ๆ ก๋อ” ฉันพูดเป็นภาษาท้องถิ่น (ว่าแล้วไม่ถึงสามวันจริงๆ) ปนหยอกล้อเธอ มีนาหัวเราะเสียงดังลั่นพร้อมกับผงกศีรษะหงึกๆ “เข๋าว๋ากะแท้ก๋อ บ่อฮอดสามมื้อแท้ๆ แน้ว” (ที่เขาพูดก็จริงนะ ไม่ถึงสามวันจริงๆ แหละ) เธอตอบกลับมาเป็นภาษาท้องถิ่นเหมือนกันพลางหัวเราะไม่หยุด

“ครืดดดด ดด ด กึก” ประตูปิดตามหลังทันทีที่มีนาเดินจากไป ลมอุ่นๆ ค่อยๆ กระทบผิวอีกครั้ง เสียงผู้คนเริ่มจอแจเป็นภาษา ฉันยังคงนั่งเหม่อมองเก้าอี้สีฟ้าตัวที่มีนาเคยนั่ง บนพนักพิงมีรหัสครุภัณฑ์กำกับอยู่แต่ฉันกลับบอกไม่ได้ว่ามีเลขอะไรบ้าง เพราะในใจพลางคิดว่า : ทำไมมนุษย์เรามักจะมองแต่ความล้มเหลวของตัวเองกันนะ เอาความผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งมาตัดสินการกระทำทั้งชีวิต “เรามันก็แค่ไอ้คนล้มเหลวไม่เป็นท่า” “คนไม่เอาไหน” “คนไม่ได้เรื่อง” “ไม่เคยมีดีอย่างใครเขาหรอก” ครั้งเดียวไม่พอ ยังก่นด่าตัวเองซ้ำๆ กับเรื่องที่มันผ่านมาแล้ว แปลก! ที่พวกเขากลับไม่เคยมองสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีเลย ไม่เคยชื่นชม ไม่เคยภาคภูมิใจกับความสำเร็จของตัวเอง แหนะ! อ่านมาถึงตรงนี้บางคนยังจะแอบเถียงในใจอีกนะ “ก็มันไม่มีจริงๆ นี่จะให้ชื่นชมอะไร๊” ฉันจะบอกคุณว่าความสำเร็จในชีวิตความภาคภูมิใจในตัวเอง มันไม่จำเป็นหรอกว่าคุณได้ทำเรื่องใหญ่ๆ เท่านั้น จะต้องไปช่วยลุงตู่แกพัฒนาประเทศให้เป็นไทยแลนด์ 4.0 หรือบริจาคเงินร้อยล้านพันล้านให้กับหน่วยงานต่างๆ โอ้โห้! นี่ก็ใหญ่ไปค่ะพี่น้อง ล้อเล่นนะคะอยากให้ยิ้ม เพียงแค่ชื่นชมตัวเองในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องในชีวิตประจำวันก็ได้ ลุกให้คนแก่บนรถเมล์นั่ง ไม่ตอบโต้หัวหน้างานอย่างหัวเสียเมื่อเขาตำหนิคุณ คุณฟังสามีอธิบายเรื่องเขากลับบ้านดึกจนจบ คุณไปตามนัดเพื่อนตรงเวลาทุกครั้ง คุณไม่ไล่เตะหมาที่มันกำลังกัดรองเท้าคุณอยู่ ฯลฯ ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีอีกร้อยพันเรื่องราวที่รอคุณเป็นผู้ค้นพบและชื่นชมมันด้วยตัวคุณเองอยู่ บางคนบอกว่าแล้วไอ้พวกที่มองแต่ข้อดีของตัวเองไม่เคยเห็นความผิดพลาดของตัวเองล่ะ เป็นเพราะแบบนี้รึเปล่า? จริงๆ แล้วการฝึกมองเรื่องดีดีของตัวเองไม่ได้ทำให้คุณไม่ยอมรับข้อเสียหรือความผิดพลาดของตัวเองนะคะ อันไหนที่ทำผิดเราก็ควรจะยอมรับแล้วนำมาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น! ถ้าคุณอ่านแล้วเกิดคำถามนี้ขึ้นในใจนั่นแสดงว่าคุณเองก็เป็นคนนึงที่มองเห็นตัวเองทั้งสองด้าน เริ่มชื่นชมตัวเองรึยังคะ ฝึกบ่อยๆ บ่มเพาะให้เป็นนิสัย เพราะการไม่เคยมีความภาคภูมิใจในตัวเองเลยนี่แหละน่ากลัว (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Low-self esteem แปลตรงตัวก็ความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ) เขาและเธอมักจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่ดีไม่เท่าคนอื่นๆ เปรียบเทียบ อิจฉาริษยา โกรธ ผิดหวัง ซึมเศร้า สุขภาพจิตย่ำแย่และอาจจะนำพาไปสู่โรคทางจิตเวชได้



Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store