NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
เก้าอี้ตัวเดิม ตอน หมดเวลาคืออะไร
หมวด: Life

เก้าอี้ตัวเดิม ตอน หมดเวลาคืออะไร

  • 599
  • 1
  • 0
ลีลาวดีสีเลือด

“หมดเวลาคืออะไรอ่ะคร้าบบบบบ ทำไมต้องมีหมดเวลาด้วย

“หมดเวลาคืออะไรอ่ะคร้าบบบบบ ทำไมต้องมีหมดเวลาด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วลากยาว แฝงไปด้วยความออดอ้อน ผมสีบลอนด์พลิ้วไปตามการเคลื่อนไหวนัยต์ตาสีฟ้าอมน้ำตาลเป็นประกายแวววับ มันชวนให้ฉันเกือบจะใจอ่อนแล้วละสิ

ลำแสงอ่อนๆ ในช่วงสายของวันทอดยาวทะลุผ่านใบไม้สีเขียวอ่อนสลับเข้ม มันค่อยๆ ตกลงมากระทบพื้นดิน กลิ่นความชื้นจางๆ ลอยมาตามกระแสลมเอื่อยๆ ฉันสอดส่ายสายตาไปตามกลิ่นที่กำลังโชยมาเป็นระลอกๆ เหมือนคลื่นในทะเล พื้นดินสีดำเข้มที่เคยโอบอุ้มน้ำฝนเอาไว้กำลังจะเปลี่ยนเป็นสีเทาอ่อน นี่คงเป็นสัญญาณว่าฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาเต็มที แม้แต่เครื่องตัดหญ้าก็ต้องลุกขึ้นมาทำงานในเช้าวันจันทร์ เสียงใบมีดกระทบเข้ากับต้นหญ้าดัง กึก แก็ก กึก แก็ก เป็นจังหวะ เสียงจอแจของผู้คนภายนอกที่มาด้วยจุดหมายเดียวกันดัง หึ่ง หึ่ง หึ่ง ประหนึ่งฝูงผึ้งที่กำลังอพยพรัง ทันใดนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็นตัวอักษรสีดำปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอสีขาวตุ่นๆ น่าจะเป็นชื่อคน ฉันสูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่รู้สึกได้ถึงอากาศที่ลอยอยู่เต็มปอด แล้วบิดตัวกลับมาประจันหน้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ ฉันยืดตัวขึ้นพลางมองไปที่ประตูบานเลื่อน กระจกใสใบใหญ่มองคนเห็นคนที่เดินผ่านไปมา

ฉันยิ้มพลางพยักหน้าให้หญิงสาวชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตู ก่อนจะผายมือไปที่เก้าอี้ตัวเดิม หญิงสาวรูปร่างเล็กตาดำกลมโตผิวขาวอมชมพูใบหน้าเอิบอิ่ม ประตูบานเลื่อนค่อยๆ เปิดออก แต่ทว่าเธอไม่ได้มาคนเดียว เด็กชายตัวน้อยผมบลอนด์สลวยนัยต์ตาสีฟ้ากระโดดไปมาด้วยความตื่นเต้น เธอค่อยๆ หย่อนตัวลงไปนั่งบนเก้าอี้สีฟ้าก่อนจะหันไปเอ็ดเด็กน้อย

“สวัสดีคุณหมอก่อนสิลูก” เธอดูสาวและสดใสจนฉันแทบไม่เชื่อว่าเธอจะเป็นแม่

“สวัสดีคร้าบบบบคุณหมอ” เด็กน้อยพนมมือพร้อมกับก้มศีรษะลง ขณะที่ฉันยังไม่ทันจะรับไหว้และเอ่ยถามชื่อ เขาก็เริ่มกลับมากระโดดโลดเต้นอีกครั้ง เด็กชายผมบลอนด์ใช้ขาทั้งสองข้างท่อนแขนและมือของเขาสำรวจรอบๆ ห้องแววตาเป็นประกายฉายความอยากรู้อยากเห็น พลางถามผู้เป็นแม่ไปต่างๆ นานาถึงสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ห้องสี่เหลี่ยมขนาดย่อมบัดนี้ได้กลายเป็นสนามเด็กเล่นไปแล้ว... ฉันมองตามเด็กชายตัวจิ๋วแล้วอดที่จะอมยิ้มถึงความน่ารักของเขาไม่ได้

“ไม่เอาสิลูก ไม่กระโดดแบบนั้น” เสียงผู้เป็นแม่ยังคอยเอ็ดเบาๆ พลางมองไปที่ลูกชายตัวน้อยด้วยสายตาเป็นห่วงและแฝงไปด้วยความเกรงใจ

“แกเริ่มต่อต้านฉันมากขึ้น” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากพูดหลังจากที่เห็นว่าลูกน้อยเริ่มสงบลงเมื่อได้ของเล่นชิ้นใหม่จากฉัน เธอยังคงชำเลืองไปมองลูกเป็นระยะๆ ด้วยความกังวลใจว่าเขาจะลุกขึ้นมาสำรวจอะไรอีกรึเปล่า แต่เด็กน้อยกลับเพลินกับดินสอหลากสีพร้อมกระดาษว่างเปล่าที่เพิ่งได้ไป

ฉันรู้สึกว่าแกหงุดหงิดอารมณ์เสียง่ายมากๆ เวลาไม่พอใจก็จะขว้างปาข้าวของ” เธอหลุบตาลงต่ำพลางหันไปมองลูกอีกครั้ง ฉันพยักหน้าตอบรับแล้วรอให้เธอพูดต่อ

“คุณครูที่โรงเรียนบอกว่าแกมักจะแยกตัวอยู่คนเดียว ไม่ยอมเล่นกับเพื่อนเลย ชอบแกล้งเพื่อน ตีเพื่อน” น้ำเสียงแห้งผาก เธอเว้นจังหวะไปเหมือนกำลังทบทวนบางอย่าง

“บางวันแกก็กลับมาเล่าให้ฟังว่าถูกคุณครูตี ถูกเพื่อนตีมีแผลกลับมาที่บ้าน” ฉันไม่สบายใจเรื่องนี้เลย น้ำตาใสๆ เริ่มเอ่อขึ้นมาในดวงตาสองข้าง ฉันสังเกตเห็นว่าเธอพยายามที่จะสูดมันเข้าไปเพื่อประคับประคองตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา ฉันยังคงพยักหน้าตอบรับในสิ่งที่เธอพูด

“แกจะหายไหม แล้วจะเป็นเด็กสมาธิสั้นรึเปล่า” ความกังวลใจอันท่วมท้นได้ส่งผ่านน้ำเสียงและท่าทางที่ดูจริงจัง

“เพราะอะไรถึงคิดว่าแกจะเป็นสมาธิสั้นละคะ” ฉันเอ่ยถามเป็นครั้งแรกหลังจากที่นั่งดูสองแม่ลูกมาสักระยะหนึ่ง

“ก็แกไม่นิ่งเลยค่ะ คุณครูที่โรงเรียนบอกให้เขียน แกก็ไม่ยอมเขียน ทำอะไรก็ไม่เสร็จสักอย่าง บางวันก็เดินออกไปจากห้องเฉยๆ โดยไม่สนใจใครเลย”

“อ้อ” ฉันตอบสั้นๆ พลางหันไปมองเด็กน้อยวัยสี่ขวบที่กำลังจดจ่ออยู่กับดินสอสี

“ฉันเคยไปแอบดูแกที่โรงเรียนนะคะ แต่ไม่รู้ซิ ฉันว่าคุณครูพยายามจะปิดบัง ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด” ความกังวลใจปรากฏขึ้นมาให้เห็นอีกครั้ง เนื่องจากทั้งสองคนไม่เคยมีประวัติที่นี่เลย ฉันจึงไม่มีข้อมูลเพียงพอที่ให้คำตอบเธอได้

“คุณช่วยเล่ารายละเอียดทั้งหมดของแกให้ฟังอีกหน่อยได้ไหมคะ เอาตั้งแต่แรกเกิด การเลี้ยงดูจนถึงปัจจุบันเลย” ผู้เป็นแม่พยักหน้าหงึกๆ

“เราไม่ใช่คนที่นี่หรอกค่ะ ฉันคลอดแกที่ รพ… ตอนนั้นครรภ์มีปัญหาได้แอดมิดสองครั้งทำให้ต้องคลอดก่อนกำหนด ประมาณเจ็ดเดือน น้ำหนักก็สองพันหกร้อยกรัม” ผู้เป็นแม่จดจำรายละเอียดของลูกน้อยได้ดี ถามมาตอบไปโดยที่เธอไม่ได้หยุดคิดหรือตอบกลับมาว่าจำไม่ได้เลย

“ฉันให้นมแกจนอายุสามเดือนและเอาไปฝากยายเลี้ยง เพราะต้องกลับไปทำงาน” น้ำเสียงขาดเป็นห้วงๆ เมื่อต้องเล่าว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนดูแลลูก เธอหลุบตาลงอีกครั้งความรู้สึกผิดฉายวับให้เห็นบนใบหน้า แต่เธอก็พยายามเข้มแข็งและกดมันลงไป

“อ๋อ ส่วนใหญ่คุณยายจะเป็นคนเลี้ยง” ฉันพูดทวนจากสิ่งที่ได้ฟังมาอีกครั้ง ว่าไม่มีอะไรผิดพลาดไป

“ใช่ค่ะ” เธอตอบ

“คุณยายอายุเท่าไหร่แล้วคะ” ฉันถามต่อ

“ห้าสิบกว่าๆ แล้วค่ะ”

“โอ้ว แสดงว่าคุณยายยังแข็งแรงดีอยู่”

เธอยิ้มน้อยๆ “ค่ะ” แกทำงานเป็นแม่บ้านที่สถานีอนามัย

“อ้าว” ฉัน อุทานออกมารอบที่สองด้วยความสงสัย แล้วตกลงใครเป็นคนเลี้ยงกันล่ะเนี่ยฉันคิดในใจ

“คือยายแกก็ฝากลุงป้าน้าอาแถวบ้านช่วยดูให้” เธอโพล่งคำตอบออกมาราวกับว่าอ่านความคิดฉันออกอย่างนั้นแหละ ตอนนั้นเองฉันก็ยังไม่เข้าใจจึงขอให้เธอเล่ารายละเอียดอีกหน่อย

“แกอยู่บ้านกับยายสองคนค่ะ ฉันลาออกจากงานเดิมและย้ายมาอยู่ที่นี่กำลังเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง ยายแกก็จะเอาไปฝากคนนู้นคนนี้ดูบ้าง ส่วนฉันก็จะไปหาแกอาทิตย์ละครั้ง แต่พักนี้อย่างที่บอกไป แกต่อต้านฉันมากขึ้น” ฉันพยักหน้า แต่ยังไม่ทันจะได้ถามสิ่งที่อยากรู้เธอก็พูดเสริมขึ้นมาก่อน

“ฉันคิดว่าอยากจะย้ายโรงเรียนให้แกค่ะ เพราะรู้สึกว่าลูกยังไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แกไม่ได้เล่นเหมือนลูกเพื่อนคนอื่นเขาเล่นกัน” เธอพูดพลางชำเลืองไปมองเด็กน้อยที่ตอนนี้เริ่มจะเบื่อกับของเล่นชิ้นนั้นแล้ว เขากลับมาสำรวจสิ่งของภายนอกในห้องอีกครั้ง แต่เราจำเป็นต้องจำลองห้องให้เป็นสนามเด็กเล่นต่อไปเพื่อขอข้อมูลจากผู้เป็นแม่

ฉันยังคงถามต่อ “แล้วส่วนมากอยู่ที่บ้านแกทำอะไรบ้างคะ พวกกิจกรรมยามว่าง”

“อืมมม ม. ก็ให้เล่นโทรศัพท์มือถือค่ะ เพราะทุกคนบอกว่าช่วยเลี้ยงแกได้” ฉันแอบคิดไว้แล้วว่าต้องได้ยินคำตอบแบบนี้ “แต่ส่วนมากก็เป็นรายการเด็กนะคะ” เธออธิบายต่อ

“แล้วแกเริ่มเล่นมานานรึยังคะ” ฉันถาม เธอนิ่งไปสักพัก

“ก็น่าจะตั้งแต่อายุขวบนึงนะคะ ตอนนั้นเราก็เลือกรายการที่เหมาะกับเด็กให้แก แต่ตอนนี้แกเลือกดูของแกเอง” ฉันพยักหน้าแล้วจึงถามต่อไป

“แล้วคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้างละคะ”

“เรื่องโทรศัพท์น่ะหรอคะ” เธอเอ่ยเป็นเชิงถาม

“ใช่ค่ะ” ฉันพยักหน้ายืนยัน

เธอหันมามองฉันสลับไปมองลูกชาย “คือฉันก็พอรู้มาบ้างว่ามันทำให้เด็กเป็นสมาธิสั้นแต่ก็ทำยังไงได้ละเนอะ” เธอเว้นจังหวะไปอีกครั้ง “ฉันไม่ได้เลี้ยงแกเอง”

“อ่าห้ะ ทำไมคุณถึงไม่พาแกมาอยู่ด้วยล่ะ” ความเงียบบังเกิดขึ้นชั่วขณะ เธอหันไปมองลูกชายอีกครั้ง

“ฉันยังไม่พร้อม” เธอกล่าว ฉันพยักหน้าน้อยๆ ตอบรับเป็นเชิงบอกว่า ฉันเข้าใจ

“ฉันยังไม่พร้อมในหลายๆ อย่าง” เธอว่าต่อ “อีกทั้งที่นี่ยังไม่มีโรงเรียนที่เหมาะกับแกสักเท่าไหร่ ฉันอยากให้แกเรียนโรงเรียนสองภาษา อยากให้แกได้เล่น ได้รับในสิ่งที่ควรจะเป็นและเหมาะสมกับแกมากที่สุด” ฉันหลับตาลงพลางนึกถึงสิ่งที่ผู้เป็นแม่พูด ตอนอายุสี่ขวบฉันกำลังทำอะไรอยู่กันนะ แล้วตอนนั้นฉันต้องการอะไรมากที่สุด ฉันค่อยๆ ลืมตาแล้วสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป

“คุณดูเป็นกังวลหลายเรื่องนะคะเท่าที่ฉันได้ฟัง”

เธอยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบ “ค่ะ แต่สิ่งที่ฉันเป็นห่วงมากที่สุดคือพฤติกรรมและอารมณ์ของแก”

“คุณคิดว่าพฤติกรรมและอารมณ์ของแกที่เปลี่ยนไปตอนนี้ เกิดจากอะไรหรอคะ” ฉันลองถาม

“บางครั้งคนที่บ้านก็ชอบขู่แก เขาค่อนข้างที่จะพูดกันเสียงดังตะโกนใส่กัน แล้วก็คงเป็นเพราะโทรศัพท์ใช่ไหมคะ”

ฉันพยักหน้าน้อยๆ พร้อมกับให้ข้อมูลเรื่องผลกระทบจากการที่ให้เด็กอยู่กับหน้าจอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ให้เธอฟัง แทนการตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ และเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก เมื่อฉันเพิ่งอ่านเจอผลสำรวจสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยสำหรับเด็กเล็กและเด็กปฐมวัยพบว่า สื่อที่เหมาะสมกับเด็กนั้นน้อยมากๆ อาจจะไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ อ้าวแล้วที่เด็กดูๆ กันอยู่ทุกวันนี้ล่ะ!!!

เธอครุ่นคิดสักพักก่อนเอ่ยถาม “แล้วฉันจะทำยังไงกับพฤติกรรมของแกดีคะ”

“พฤติกรรมบางอย่างเป็นพัฒนาการปกติของเด็กวัยนี้ไม่จำเป็นต้องปรับก็ได้ค่ะ เพียงแค่เข้าใจ” เธอพยักหน้ารับ

“คุณเคยได้ยินคำว่าพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยไหม”

“อืม ไม่ค่ะ” เธอลังเลก่อนตอบ ฉันจึงถือโอกาสนี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยให้เธอฟัง นัยต์ตาดำกลมโตคู่นั้นจ้องมองมาที่ฉันท่าทีดูผ่อนคลายมากขึ้น เธอตั้งใจฟังในสิ่งที่ฉันเล่า แต่เธอก็ไม่เคยที่จะละสายตาจากลูกน้อยเลย เรื่องพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยนั้นฉันขอไม่พูดถึงในนี้ เพราะเชื่อว่าทุกคนสามารถไปหาอ่านเองได้ง่ายมากๆ ว่าในแต่ละช่วงวัยของชีวิตมนุษย์นั้นต้องการอะไรบ้าง เธอพยักหน้าตอบรับเป็นระยะๆ ที่ฉันพูด

สนามเด็กเล่นบัดนี้เริ่มน่าเบื่อเข้าไปทุกทีๆ เด็กน้อยเริ่มมองหาของเล่นชิ้นใหม่ ทันใดสายตาพลันเหลือบไปเห็นถุงลูกบอลที่หลบซ่อนอยู่ในตู้ เขาจึงแปลงร่างเป็นผู้บุกรุกพยายามที่จะดึงมันออกมาให้ได้

“ไม่ได้ลูกของคุณหมอ” ผู้เป็นแม่พยายามปรามด้วยน้ำเสียงปกติแต่หนักแน่น เด็กน้อยเหมือนไม่ได้ยินในสิ่งที่แม่พูดเขายังพยายามที่จะเอาลูกบอลออกมา แต่ทว่าตู้มันแน่นเกินไปที่ฝ่ามือน้อยๆ จะเลื่อนเปิดจนเอาลูกบอลออกมาได้

“หนูจะเอาอะไรคะ ฉันถามพลางสะกิดที่แขน” เขาหันมามองแล้วตอบว่าจะเอาลูกบอล “ได้ แต่หนูต้องเล่นเงียบๆ จนกว่าพี่จะคุยกับคุณแม่เสร็จตกลงไหม” ฉันแทนตัวเองว่าพี่

“เล่นเงียบๆ ตกลง” เขาทวนสิ่งที่ได้ยิน ฉันบอกว่าถ้าเขาผิดข้อตกลงจะเก็บลูกบอลทันที เราพูดคุยกันจนเวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ฉันถามเธอว่าหลังจากนี้เธอจะทำอย่างไรกับเด็กน้อยต่อไป

“ก็คงไม่ให้ดูโทรศัพท์มาก และก็คงมองหาโรงเรียนให้แกใหม่” ผู้เป็นแม่ยังหนักแน่นในเรื่องที่จะย้ายโรงเรียนให้ลูก ฉันไม่ได้พูดอะไรกับเธอเรื่องนี้เพียงแค่พยักหน้าตอบรับ

เมื่อถึงเวลาของเด็กน้อยฉันบอกกับผู้เป็นแม่ว่าจะตรวจพัฒนาการให้ เพราะพัฒนาการเด็กในปฐมวัยถือว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญอย่างมากเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ในด้านต่างๆ และหากพัฒนาการล่าช้าก็อาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมอารมณ์ของเด็กได้เช่นกัน เธอตอบตกลง โดยมีข้อแม้ว่าเธอต้องไม่ช่วยชี้นำ เพียงแค่เฝ้ามองให้กำลังใจ ให้เขาได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

ฉันเริ่มหยิบสิ่งของต่างๆ ออกมาจากกระเป๋าผ้าใบใหญ่ เด็กน้อยพุ่งพรวดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฉันบอกกับเขาว่าต้องไปนั่งที่เก้าอี้ก่อน ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่ได้เล่นอะไรเลย เขามีท่าทีต่อต้านเล็กน้อย แต่ฉันยังหนักแน่นที่จะไม่ให้จนกว่าเขาจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ แม่ เราใช้เวลาราวสามนาทีเศษๆ เด็กน้อยเริ่มรับรู้ว่าตนเองจะไม่ได้ของเล่นเสียแล้ว เขาทำท่าอิดออดแต่ก็ยอมเดินไปที่เก้าอี้แต่โดยดี ฉันทดสอบไปเรื่อยๆ เด็กชายให้ความร่วมมือค่อนข้างดี อาจจะมีบางครั้งที่ต้องกระตุ้นซ้ำๆ แต่เขาก็ทำมันจนเสร็จ หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยดีฉันอนุญาตให้เขาเล่นของเล่นไปต่อได้จนกว่าจะคุยกับผู้เป็นแม่เสร็จ

“เป็นยังไงบ้างคะ” ผู้เป็นแม่เอ่ยถามด้วยความอยากรู้

“แกมีพัฒนาการเกินวัยกว่าอายุจริง” ฉันบอก “พัฒนาการทุกด้านเท่ากับเด็กห้าขวบ” สีหน้าเธอดูโล่งอก “แต่ว่า” ฉันพูดต่อ “เด็กที่ฉลาดกว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน พวกเขามักจะเบื่อหน่ายกับการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ซึ่งก็นำไปสู่ปัญหาพฤติกรรมแยกตัว ปัญหาด้านอารมณ์และสังคมกับคนรอบข้างได้เหมือนกัน คุณต้องไปปรับพฤติกรรมบางอย่างของแก พูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการเลี้ยงดู รวมถึงคุณครูที่โรงเรียนด้วยถึงสาเหตุจริงๆ ที่แกไม่ยอมเล่นกับเพื่อน”

เธอพยักหน้าตอบรับ รอยยิ้มน้อยๆ เริ่มปรากฏให้เห็นบนใบหน้าครั้งแรก

ฉันให้คำแนะนำเรื่องการปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ งอแง ลงมือลงเท้า ให้เพิกเฉยต่อพฤติกรรมนั้นถ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เป็นอันตราย หากขว้างปาข้าวของให้จับมือหรือกอดไว้ จนกว่าจะสงบและเมื่อสงบแล้วควรจะชมเชยที่เขาควบคุมอารมณ์ได้ดีด้วย ฉันบอกกับเธออีกว่าควรจะหากิจกรรมอื่นๆ มาทดแทนการเล่นโทรศัพท์มือถือ อาจจะเป็นการต่อเลโก้ พาไปปั่นจักรยาน วาดรูประบายสี หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เขาชอบ ฝึกเรื่องกฎระเบียบในสังคม รู้จักการรอคอย ฉันบอกเธอว่าในช่วงแรกๆ ของการปรับพฤติกรรมเขาจะมีพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ เธอต้องอดทนและไม่ใจอ่อน ที่สำคัญต้องไปสื่อสารกับคนอื่นๆ ที่มีส่วนในการเลี้ยงดูให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหมือนๆ กันด้วย

“แกเป็นเด็กน่ารักและฉลาด คุณน่าจะพาแกมาอยู่ด้วยเมื่อพร้อมนะคะ” ฉันทิ้งท้ายและยิ้มให้เธอ

“หมดเวลาแล้วครับ” ฉันเอ่ยพลางชำเลืองมองเด็กน้อยที่กำลังเล่นของเล่นอย่างเพลิดเพลิน เขายังคงก้มหน้าก้มตาเล่นต่อไปโดยที่ไม่สนใจเสียงผู้เป็นแม่และฉันเลย

“หมดเวลาแล้วครับ เดี๋ยวต้องไปพบคุณหมอนะ” ฉันเอ่ยเป็นครั้งที่สอง

“ไม่เอา ยังอยากเล่นอยู่เลย” เด็กน้อยเริ่มต่อรอง เขาดึงของเล่นมาไว้ใกล้ๆ ตัว

“ไม่ได้ครับ”

“งั้นเอากลับไปเล่นที่บ้านได้ไหม” เขายังคงต่อรองเป็นครั้งที่สอง

“ไม่ได้หรอกลูก ของคุณหมอ” ผู้เป็นแม่รีบปรามทันที เด็กน้อยเริ่มงอแงไม่ยอมลุกจากโต๊ะกอดของเล่นไว้แน่น

“หมดเวลาแล้วลูก เดี๋ยวหนูต้องไปพบคุณหมอแล้วต้องกลับบ้านนะครับ” ฉันพยายามที่จะพูดเป็นครั้งที่สาม พร้อมกับยื่นมือไปขอของเล่นคืน “อันนี้ของพี่ เอากลับบ้านไม่ได้นะครับ เดี๋ยวต้องเอาไว้แบ่งให้คนอื่นๆ มาเล่น หนูมาคราวหน้าก็จะได้มาเล่นด้วย” เขามีท่าทีลังเลก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือส่งของเล่นให้ฉันแต่โดยดี ฉันไม่ลืมที่จะชื่นชมในพฤติกรรมดีๆของเขา

ทว่า ในขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังจูงแขนลูกออกไปนั้นเขาหันมาถามกับฉันว่า “หมดเวลาคืออะไรคร้าบบ ทำไมต้องมีหมดเวลาด้วย”

เธอเป็นผู้หญิงที่น่าชื่นชมมาก ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงที่ฉันได้นั่งคุยกับเธอ ฉันสังเกตว่าเธอไม่เคยละสายตาจากลูกน้อยเลยแม้แต่ครั้งเดียว เธอเฝ้ามองเขาด้วยสายตาแห่งความรัก รักที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ฉันสัมผัสได้ถึงความรักอย่างท่วมท้นที่แม่มีต่อลูก ต่อให้ฉันจะไม่เคยมีลูก และยังไม่รู้ว่าจะมีรึเปล่า แต่ฉันก็รับรู้ได้ว่า รักที่ไม่มีเงื่อนไขนั้นเป็นอย่างไร

“เมื่อโลกเทคโนโลยีรุดไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อสังคมแห่งการแข่งขันเข้ามาแทนที่ความเอื้ออาทรที่เคยมีต่อกัน… เราจะมีวิธีรับมือกับสภาพสังคมเช่นนี้ได้อย่างไร”

การตามล่าหาตัวแม่มดเพื่อมารับโทษแห่งความผิดนั้น ช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ?!

“หากจะถามว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูก

คุณลองถามตัวเองดูสิต้องการอะไรจากพ่อแม่มากที่สุด

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store