NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
สัมภาษณ์งานครั้งแรก
หมวด: Campus

สัมภาษณ์งานครั้งแรก

  • 694
  • 0
  • 0
EPS16

ตุลาคม 2554

หลังจากสอบวิชาสุดท้ายเสร็จเมื่อปลายเดือนกันยา ผมก็แทบไม่ได้อยู่บ้านเพราะง่วนอยู่กับการเดินสายจิบสุรา ตามร้านต่าง ๆ ในเขตทองหล่อ และแถวถนนเพชรบุรี ใช่ครับ ผมไม่ได้เริ่มคิดถึงเรื่องการสมัครงานเลย แม้ว่าตัวเองจะทำ ประวัติการสมัครงานทิ้งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ผมก็เริ่มงานได้ไวกว่าเพื่อนหลาย ๆ คน เพราะผมได้งานก่อนที่เกรดตัวสุดท้ายจะออกเสียอีก

ย่ำรุ่งของสักวันหนึ่ง ช่วงต้นเดือนตุลาคม ปี 54 ผมลุกขึ้นมาทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำตอนประมาณ ตี 5 หลังจากกลับจากร้านอาหารแถว ๆ ย่านทองหล่อประมาณ ตี 3 วันนั้นเป็นคืนวันอาทิตย์คาบเกี่ยวกับวันจันทร์ ด้วยอาการที่ค่อนข้างเมาผมจึงได้หยิบ โทรศัพท์มาดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย และก็ได้สะดุดกับเมล์ยืนยันสัมภาษณ์งานในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เวลา 8.00 น.

“หึหึ สบายวันนี้วันเสาร์นอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยตื่นมาท่องคำแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ”

ว่าแล้วผมก็กลับไปนอนต่อ แต่…….ในเวลา 6.30 น. ก็ต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะได้รับการแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ

“วันอาทิตย์ไม่ได้ตั้งปลุก ทำไมมันดังได้หว่า…….”

 

ผมตื่นขึ้นมามองซ้ายมองขวาทำไมสมาชิกในครอบครัวหายไปไหนหมด

 

“วันอาทิตย์แบบนี้ตื่นไปไหนกันว่ะ”

 

ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์มาเพื่อปิดการแจ้งเตือน จึงได้เห็นว่ามีนัดสัมภาษณ์วันนี้ และ รีมาร์คที่เขียนว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้างในวันสมัครงาน

 

“ฉิบหาย!!!!!!! แล้วโว้ยยยยยยยยยยยย”

 

ก็ได้แต่ตะโกนลั่นบ้านเพราะอาการมึนเมาของตนเอง หลังจากตั้งสติได้ ผมก็รวบรวมสมาธิ และคิดแก้ปัญหาทีละเปลาะ ผมได้เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้วแต่แค่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แค่ปริ้นออกมาเท่านั้น แต่ก่อนอื่นต้องไปอาบน้ำเสียก่อน

 

“Good afternoon เอ่อ Morning ครับ ทำไมต้องครับวะ แนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ นะโว้ย”

 

ซ้อมไปบ่นไปในขณะที่กำลังอาบน้ำ หลังจากนั้นก็ไปยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าได้แล้วก็คิดว่าจะแต่งตัวยังไงไปดี เสื้อผ้าอะไรก็ยังไม่ได้ซื้อเพราะ ไม่เคยและไม่คิดว่าจะได้เรียกไปสัมภาษณ์งานเร็วขนาดนี้ จึงได้ไปเปิดตู้พี่ชายและหยิบเสื้อสีน้ำเงินออกมาพับแขนเสื้อเหมือนกับสมัยเรียนและใส่กางเกงนักศึกษา หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วจึงเดินตรงไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อปริ้นท์เอกสารตามที่ทำเช็กลิสต์ไว้

 

เอกสารการสัมภาษณ์งาน

1. รูปถ่าย

2. สำเนาทะเบียนบ้าน

3. สำเนาบัตรประชาชน

4. ใบผ่านทหาร

5. ประกาศนียบัตร จบการศึกษา (ตอนนั้นยังไม่มีตัวจริงเพราะเกรดตัวสุดท้ายยังไม่ออก)

6. ประวัติการทำงาน (Resume)

“โอเค น่าจะครบแล้ว รวมไฟล์แล้วปริ้นท์ทีเดียว เวลายังพอมีสำหรับเดินทางไปแถว ๆ พระราม 9”

 

หลังจากที่บ่น ๆ กับตัวเองก็ได้กดปริ้นท์เอกสาร และทันใดนั้นเอง

 

“ตื้ด ๆ ๆ ๆ”

 

“เป็นอะไรวะ คนยิ่งรีบ ๆ อยู่”

 

ในขณะที่บ่น ๆ อยู่นั้นตาก็เหลือบมองไปที่หน้าจอ “Toner is Low”

 

“เจริญละ….แม่งออกมาครึ่งแผ่น เช้าขนาดนี้จะไปปริ้นท์ที่ไหนได้วะเนี่ย”

 

ว่าแล้วก็เหมือนมีอะไรดลใจให้นึกถึงบ้านข้าง ๆ ที่โตมาพร้อม ๆ กัน แต่ตัวผมตันทะลึ่งแก่กว่ามันถึง 2 ปี ถึงได้มีศักดิ์และสิทธิ์ที่จะได้รับเกียรตินำหน้าชื่อว่า “พี่”

 

“ไอบี!!!!!!!! เปิดบ้านโว้ย กูยืมเครื่องปริ้นท์หน่อยยยยยยยยยยยยยยยย”

 

ไม่มีเสียงตอบรับจากไอบีเพราะไม่รู้ว่ามันอยู่บ้านหรือเปล่า และผมก็ไม่รู้ว่ามันจะมีหมึกให้ปริ้นหรือเปล่า แต่เวลา ณ ตอนนั้นก็เริ่ม ๆ จะไม่ทันการณ์แล้ว ผมจึงรวบรวมทุกอย่างมีเป็นไฟล์ ZIP แล้ว Reply กลับไปที่เมล์ที่ส่งมายืนยันการสัมภาษณ์งาน หลังจากนั้นผมก็ไม่รอช้ารีบเดินไปป้ายรถเมล์เพื่อ รอรถเมล์ที่ขับมันที่สุดในย่าน ถนนตก-ท่าเตียนเพื่อไปต่อรถไฟใต้ดิน

 

“เร็ว ๆ เลย พี่รถไม่ชอบติดไฟแดงเดี๋ยวคันหลังแม่งแซงงงงงงงงงงง” (ให้นึกน้ำเสียงที่คุณคิดว่าปวดแก้วหูมากที่สุด)

 

ผมต้องนั่งรถเมล์ต่อรถไฟใต้ดินและไปต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกต่อ เพื่อไปสัมภาษณ์งานที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 ผมถึงจุดหมายปลายทางประมาณ 8.20 และเดินเข้าไปติดต่อหน้า Lobby โรงแรมแจ้งความจำนงว่ามาสัมภาษณ์งานกับ คุณนี้ ๆ ๆ ๆ หลังจากพูดเสร็จผมก็เดินไปนั่งรอที่ โซฟา หลุยส์ตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางล๊อบบี้นั้น ได้แต่พูดกับตัวเองว่าการเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ นี่มันช่าง Elegant เสียเหลือเกิน

 

“คุณคะ คุณคะ”

 

“ห้ะ …อะ ครับ ๆ ว่าไงครับ”

 

“มาสัมภาษณ์งานใช้มั้ยคะ รบกวนเดินเข้าข้าง ๆ ล๊อบบี้ไปตามทางพอสุดทางแล้วเลี้ยวขวาจะเจอลิฟต์ กด ไปชั้น 3 เดินตามป้าย Zone office แล้วมองหาห้อง HR แล้วเดินเข้าไปถามหา คุณ …. ได้เลยค่ะ”

 

“อ่า…ครับ คดเคี้ยวจังเลยนะครับผมจะหลงมั้ยเนี่ย ฮาฮา”

“ไม่หลงหรอกค่ะ ทางมันบังคับเดิน เดี๋ยวไปส่งตรงทางเข้านะคะ”

 

“ครับ” (ตัวห๊อมหอม)

น้องพนักงาน (จริง ๆ น่าจะแก่กว่าผม) หน้าตาแป้นแล้นเดินมากล่าวด้วยนำเสียงน่ารัก ยิ้มแย้ม

แจ่มใสบอกทางผมอย่างละเอียดและเดินนำผมไปที่ประตูลับ ข้าง ๆ ล๊อบบี้โรงแรม

 

“ถึงแล้วค่ะ โชคดีนะคะ” (พร้อมส่งยิ้มหวาน)

“ครับผม” (ฮ้ายยยยยยยยยยยย เขินจังเลยแต่ต้องเก็บอาการไว้)

คุณเชื่อมั้ยว่าหลังจากเปิดประตูลับแล้วแม่งอย่างกับเขาวงกต คือทางเดินตามที่พนักงานบอกเป๊ะ ๆ แต่บรรยากาศโดยรอบแม่งเหมือนเราหลุดเข้าไปในโรงงานนรก ธีม Steam Punk มีทั้งเหล็กลูกกรง กลิ่นของสด ทั้งผัก ทั้งเนื้อ มีกลุ่มควันสีขาว เสียงเครื่องจักรทำงาน พึ่บพั๊บ ๆ เชื่อมั้ยว่าในขณะเดินผ่านทางไปนั้นผมนึกถึงช่วงเวลาที่ผมได้เข้าไปเล่น บ้านผีที่ริปลีย์ พัทยา หลังจากที่ผมเอาชีวิตรอดจากโรงงานนรกนั้นออกมาได้ ก็มาเจอกับลิฟต์ที่ใหญ่ ๆ พอกับขนรถ 6 ล้อเล็กได้ ระหว่างที่ผมรอลิฟต์ อยู่นั้นก็ได้มีรถมาส่งของผมก็หันไปมอง เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน และประสบการณ์การทำงานของผมนั้นก็แค่เดินเอกสาร และ แพคของส่ง ระหว่างที่ผมกำลังมองดูเค้าอยู่นั้นก็ได้เห็น รถขนส่งสินค้าลำเลียง ชิ้นเนื้อ หมู ไก่ ปลา ต่าง ๆ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือการเรียงใส่รถเข็นที่เหมือนเตียงเอาหมูมาส่งทีละครึ่งตัว ผมก็ได้แต่คิดในใจกูมาทำอะไรตรงนี้วะเนี่ย ม่ายยยยยยย!!!!

 

“ติ๊ง!!!”

 

เสียงลิฟต์มาพอดีผมจึงรีบวิ่งเข้าลิฟต์และกดชั้นออฟฟิศในทันที อาร์….โล่งแล้วเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานดีกว่า

“เดี๋ยวครับ ๆ รอด้วยครับ”

 

ลิฟต์เปิดพรึ่บมีรถเข็นที่เหมือนเตียงขนหมูและของสดต่าง ๆ ได้ถูกเข็นเข้ามา ฟรึ๊บ…….ผมได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ แล้วก็โดยสารลิฟต์ตัวเดียวกับหมูที่นอนอยู่บนเตียงที่โดนหั่นครึ่งตัวผมพร้อมขออวัยวะส่วนต่าง ๆ ของเค้า ทำให้ผมหนึ่งย้อนไปตอนชั่วโมงผ่ากบ ตอน ม.5 ได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้นไม่นานผมก็ถึงชั้น Zone office และได้เดินเข้าไปในห้อง HR โดยสวัสดิภาพและร่างกายครบ 32

 

“สวัสดีครับพอดีผมมีนัดมาสัมภาษณ์งานคุณ…. ครับ”

 

“รบกวนกรอกเอกสารการสมัครงานและแนบเอกสารที่เตรียมมาด้วยค่ะ”

 

หลังจากพูดจบเธอก็เหลือบมองผมที่มาตัวเปล่าพร้อมกับกระเป๋าดินสอในเล็ก ๆ ใบเดียว พร้อมกับรอยยิ้มทำนองขอร้องจากผม

 

“ไม่ได้เตรียมเอกสารอะไรมาเลยเหรอคะ”

 

“จริง ๆ ผมเตรียมมานะครับ แต่ผมส่งเมลมาให้ที่คุณ …. เรียบร้อยแล้วรบกวนปริ้นท์ให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ”

 

“ได้ค่ะ!!!!!!!!!!!!”

พร้อมเดินสะบัดตูดไปที่โต๊ะตัวเองเพื่อปริ้นท์เอกสารและเดินหายเข้าไปในห้อง ผมก็ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย….อยู่ตรงนั้นเธอเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ (ไม่ใช่ละ)

 

ผมก็งงว่าทำไมเค้าต้องซีเรียสขนาดนั้น (เรียนตามตรงว่าตอนนั้นไม่รู้จริง ๆ คิดว่าสังคมออฟฟิศนั้นต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันแน่ ๆ)

 

หลังจากนั้นผมก็นั่งเขียนใบสมัครงานไปจนเสร็จแต่มีอยู่ 3–4 ช่องที่ผมยังนึกไม่ออกว่าจะใส่อะไรดี

 

1.เงินเดือน

2. งานอดิเรก

3. ความสามารถพิเศษ

4. บุคคลอ้างอิงที่ไม่ใช่ญาติ

 

เมื่อปี 54 ที่ผมเรียนจบมานั้น ได้มีประกาศจากทางรัฐบาลแบบไม่เป็นทางการว่า ผู้ที่จบป.ตรีจะต้องมีรายรับขั้นต่ำเดือนละ 15,000 บาท ทำให้นักศึกษาที่เพิ่งจบมาในช่วงนั้น หรืออาจจะเป็นช่วงนี้ด้วยได้สร้างบรรทัดฐานของตนเองขึ้นมาคือถ้าจบ ป.ตรี ยังไงก็ได้ 15,000 งั้นเรียกไปก่อนเผื่อให้เค้าต่อเพราะยังไงก็ไม่ต่ำกว่านั้นแน่นอน ตอนนั้นผมคิดแบบนั้นจริง ๆ ด้วยความมั่นใจและอีโก้ ประกอบกับคิดว่าตัวเองจบจากมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำ ไม่มีทางได้น้อยกว่ามาตรฐานแน่ ๆ และ คิดว่ากูต้องได้เยอะกว่านั้นแน่ ๆ

 

1. 17,000

ใส่จำนวนที่ต้องการไปอย่างมั่นใจโดยที่ไม่คิดว่าตัวเองเสียค่าเดินทางมาทำงานวันละเท่าไหร่ ๆ และกินวันละเท่าไหร่ และจะเหลือเก็บเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นคิดจริง ๆ ว่า การทำงานหาเงินเองโดยไม่ขอจากพ่อแม่ นั้นคืออิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง ๆ ฮา ฮา

 

“งานอดิเรกเหรอ ฮืมมมมมมม ชอบตั้งหลายอย่างนะ”

ผมก็ได้นั่งคิดว่าตัวเองชอบอะไรบ้างหลังจากพอจะจำความได้เราทำอะไรบ่อยที่สุด ชอบอะไรมากที่สุด ผมได้เดินไปขอกระดาษมาจากอิป้าที่สะบัดตูดใส่ และมาลิสต์รายการงานอดิเรกของตัวเอง

1. ดูการ์ตูน, อ่านการ์ตูนส์

2. ต่อกันดั้ม

3. เล่นเกม

4. ดูหนัง, ฟังเพลง

5. อ่านหนังสือ

6. กินกาแฟ

7. เล่นดนตรี

8. เตะฟุตบอล

“ใส่อันไหนแล้วมันดูดีวะ”

หลังจากที่ผมนั่งครุ่นคิดอยู่สักครู่ก็นึกถึงรายการแฟนพันธุ์แท้ขึ้นมาว่าเราสามารถตัด ช้อยส์ให้เหลือเฉพาะข้อที่คิดว่าใช่ได้ ผมก็ไม่รอช้าลงมือตัดตัวเลือกออกดังนี้

 

1. ดูการ์ตูน, อ่านการ์ตูน (ตัดทิ้ง)

2. ต่อกันดั้ม (ตัดทิ้ง)

3. เล่นเกม (ตัดทิ้ง)

4. ดูหนัง, ฟังเพลง (ตัดทิ้ง)

5. อ่านหนังสือ (เก็บไว้)

6. กินกาแฟ (ตัดทิ้ง)

7. เล่นดนตรี (เก็บไว้)

8. เตะฟุตบอล = ออกกำลังกาย

แล้วได้เขียนช่องงานอดิเรกไปดังนี้

 

1. ศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ จากการอ่านหนังสือ

2. ประกอบกิจกรรมสันทนาการ

3. ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

 

“น่าจะใช้ได้แล้ว เค้าน่าจะมองว่าเราเป็นคนเก่งน่า”

 

ผมคิดเข้าข้างตัวเองเสมอ ๆ แหละ และสิ่งที่เขียนลงไปนั้นแค่คิดว่ามันดูดีเท่านั้นเอง

และข้อต่อมาคือ “ความสามารถพิเศษ” ผมก็ได้แต่นึกย้อนกลับไปว่าความสามารถพิเศษของคนเราจริง ๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ ถ้ามองในรูปแบบของภาพยนตร์ ก็อาจจะเป็นพวก The flash ที่วิ่งเร็วกว่าแสงอาทิตย์ หรือไม่ก็ ฮันมะ ยูจิโร่ ที่ฆ่าหมีด้วยมือเปล่าแน่ ๆ แล้วความสามารถพิเศษของมนุษย์ปกติ แบบพวกเราคืออะไร….อืมมมมม

ทันใดนั้นผมก็นึกย้อนกลับไป สมัยสมัครเข้าเรียนชั้นมัธยม มีการสมัครสอบเข้าคัดเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เช่น ดนตรี และ กีฬา ผมมีเพื่อนที่เป็นเด็กความสามารถพิเศษหลายคน มันตลกตรงที่ว่าพอไอพวกนี้เข้ามาได้แล้ว ก็ไม่ได้ใช้ความสามารถที่สอบเข้ามาทำชื่อเสียงให้โรงเรียนเท่าไหร่นัก บางคนเข้ามาด้วยความสามารถทางด้านตระกร้อ แต่ไปเข้าทีมฟุตบอลซะอย่างงั้น ยิ่งเด็กสายดนตรียิ่งแล้วใหญ่ เข้ามาด้วยเครื่องดนตรีไทย แต่ไม่เคยเห็นมันมาเรียนยกเว้นชั่วโมงดนตรีไทย ที่อาจารย์จะเรียกไปดีดจะเข้ โชว์เพื่อนอยู่ 2 ห้องดนตรี แล้วแม่งก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง เรียนไปเรียนมาไอคนนี้ไม่ได้ขึ้น ม.2 เพราะชั่วโมงเรียนไม่พอและโดนจับได้ว่าไปแอบอัดบุหรี่อยู่หลังห้องน้ำอาจารย์ ผมว่ามันเนียนพอตัวนะ เพราะการสูบบุหรี่ในห้องน้ำปกติมันเสี่ยงมากเพราะกลิ่นค่อนข้างแรง แต่วันที่มันโดนจับได้ต้องยอมรับว่าซวยจริง ๆ เพราะเป็นวันที่อาจารย์ผู้ชายในระดับชั้นทั้งหมดไปอบรม ภารโรงจึงเอะใจว่า มีแต่อาจารย์หญิง แล้วมีกลิ่นบุหรี่ได้อย่างไร

 

หลังจากที่ตัดกลับไปเป็นภาพขาวดำ ในอดีตผมจึงนึกได้ว่าความสามารถพิเศษของมนุษย์โลกใบนี้ก็คือดนตรีและกีฬาผมจึงกรอกช่องความสามารถพิเศษไปว่า

 

“ฟุตบอล, เครื่องดนตรี Bass”

ใส่มันทั้ง 2 อย่างแม้ว่าจะไม่ได้เก่งกาจอะไรนักแต่ผมไม่อยากปล่อยให้ช่องนั้นมันว่างไว้ และอะไรที่คิดว่าทำได้ก็ใส่ ๆ ไป

 

“บุคคลอ้างอิงที่ไม่ใช่ญาติ”

 

ข้อนี้ไม่ยากแต่นึกไม่ออกว่าเอาใครดี เพราะเพื่อน ๆ แต่ละคนก็ไม่มีใครน่าไว้ใจและลูกพี่ลูกน้องที่ใช้คนละนามสกุลก็ไม่ได้ติดต่อมานานมากละ ในเมื่อผมนึกถึงใครไม่ออก ก็ไม่มีทางเป็นใครไปได้นอกจาก “ไอบี” ซึ่งอ่อนกว่าผม 2 ปี และก็ยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำ

โอเคผมกรอกทุกอย่างครบแล้วที่เหลือก็แค่รออีป้าสะบัดตูดเรียกไปคุยกับหัวหน้าของเธอ ผมสมัครมาในตำแหน่ง Sales and Marketing Executive ซึ่งตอนนั้นเข้าใจว่าการสัมภาษณ์งานที่นี่คือ สายการขายหรือการตลาดแน่ ๆ

 

“คุณนัทบดี เชิญที่ห้องผู้จัดการฝ่ายบุคคลค่ะ”

“ครับผม”

 

ผมลุกไปด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมทุกฝีก้าวในการเดินผมพูดกับตัวเองเราต้องทำได้ การสัมภาษณ์งานครั้งแรกของเรามันต้องผ่านไปด้วยดีหากได้งานตั้งแต่การสัมภาษณ์ครั้งแรกมันต้องเป็นอะไรที่สุดยอดมากแน่ ๆ ผมค่อย ๆ สืบเท้าเข้าไป และนึกภาพของ Harry Stamper ก้าวเท้าออกมาจากตึกเพื่อเดินไปขึ้น กระสวยอวกาศ……อาร์ ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน

 

ผมเปิดประตูเข้าไปและยกมือไหว้พร้อมกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ” แต่ผมจะไม่นั่งจนกว่าจะได้ยินคำว่า “เชิญนั่ง” เพราะผมเคยโดนเรียกเข้าห้อง ผอ. ข้อหาผมยาวและ ทะเล่อทะล่า นั่งเก้าอี้รับแขกในห้อง ผอ. จากที่โดนข้อหาผมยาวอยู่แล้ว ผมเลยโดนเพิ่มโทษเรื่องมารยาทไปอีกกระทง คือผมต้องทำรายงานเรื่องจริยธรรม มาส่ง 200 หน้า ภายใน 1 อาทิตย์

“สวัสดี คุณนัทบดี เชิญนั่งครับ” (โอเค ผมนั่งได้แล้ว)

“สัมภาษณ์งานครั้งแรกเหรอ งั้นเรามาคุยกับแบบสบาย ๆ ดีกว่าเนอะ”

“ครับครั้งแรกครับ ได้ครับผม”

 

HR พยายามคุยให้ผมผ่อนคลายมากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์แบบจริง ๆ จัง ๆ

 

“รบกวนน้องแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษหน่อยครับ”

 

หลังจากที่คุยผ่อนคลายไปแล้วนั้น ผมก็ได้ลืมไปเสียสนิทเลยว่าผม ไม่ได้ซ้อมสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้มา แล้วก็คิดในใจว่า “ซวยแล้ว”

 

“อ่าได้ครับ ขอดื่มน้ำก่อนนะครับ”

 

“เชิญ ๆ”

 

“อะแฮ่ม (ผมได้ทำการเดินเสลด แบบ โรนัลด์ วีสลีย์ ก่อนร่ายคาถา แก้เขิน) ”

 

“Ok Good Afternoon, URR! Morning, please allow me to introduce myself briefly. My name is…….

 

ผมเห็น รอยยิ้มมุมปากของผู้ที่นักสัมภาษณ์อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งมันทำให้ผมค่อนข้างประหม่าเรื่องการพูดภาษาอังกฤษไปนิดนึง

 

“Ok Mr. Epps could you please tell me with is your strongest point and weakest point honestly?”

 

มันเป็นคำถามที่ผมไม่ได้เตรียมตัวมาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ที่นี่ศัพท์ในสมองที่เรียบเรียงก็เริ่มเต้น และกระโดดไปมาเหมือนได้ตั๋วริงไซร์ของงานดนตรี EDM ที่ Skrillex และ Hardwell กำลังประชันเพลงกันอย่างเมามัน ผมได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดวนไปวนมา ก่อนที่จะตอบไปว่า

 

“In my opinion, I think er!! NO!! , Just only my opinion, my strongest point is punctuation, fast learner and hardly work.

“HARDLY WORK!!!!”

มีเสียงสวนมาจากผู้สัมภาษณ์ ตอนนั้นผมคิดแล้วว่าเค้าต้องถูกใจแน่ ๆ (แต่จริง ๆ แล้ว Hardly นั้นไม่ได้แปลว่าทำงานหนัก แต่เป็น Hard working ตอนนั้นด้วยศัพท์ที่นึกไม่ค่อยจะออกแต่อยากจะพูดให้มันดู โก้หรูเลยใส่ ขั้นกว่าของระดับภาษาที่เรียกว่า Superlative จาก Hard ที่แปลว่าหนัก เป็น Hardly ที่แปลว่า แทบจะไม่แทน ฮา….)

 

ผมตอบผู้สัมภาษณ์ว่า “Yes” อย่างหน้าตาเฉย ก่อนที่ฝั่งนู้นเหมือนจะรู้ว่าผมมั่วก็เลย ยิ้ม ๆ ก่อนที่จะบอกว่า

“Ok can we get back to Thai?”

 

“Yes, I think so.

 

ผมตอบอย่างไว

 

“โอเคคุณเอฟ ตำแหน่งที่เรารับอยู่คือ GSA เงินเดือนในตำแหน่งนี้เราไม่สามารถให้คุณได้ตามที่คุณขอนะ แต่งานในตำแหน่งนี้ สิ่งที่คุณจะได้คือ Service Charge ค่าอาหาร ยูนิฟอร์ม และ ……

 

ผมแทบไม่ฟังอะไรต่อหลังจากที่ได้ยินว่าไม่สามารถให้ได้ตามที่ขอ

 

“อ่าครับ แล้วปกติแล้วตำแหน่ง GSA เค้าได้กันเท่าไหร่เหรอครับ”

 

“8,500 บาท ถ้าไม่มีประสบการณ์ คิดว่าจาก Occupancy rate ของทางโรงแรมแล้ว รวม ๆ คุณน่าจะได้ประมาณ 13,000–14,000 บาทต่อเดือน ถ้าไม่โดนหัก”

 

“ตำแหน่งนี้มีโดนหักเงินด้วยเหรอครับ และการหักเงินเกิดจากอะไรครับ”

 

“ก็เกิดจากการทำงานผิดพลาดไง ทำผิดบ่อย ๆ อาจจะไม่เหลือเงินเดือนเลยก็ได้นะ ฮา ฮา ฮา”

 

“ครับ”

 

“น้องพร้อมเริ่มงานเมื่อไหร่ละเดี๋ยวพี่จะพาไปคุยกับทางนายฝรั่งด้านบน”

 

“จริง ๆ ผมก็พร้อมเริ่มงานได้เลยนะครับ แต่เวลาผมซัก 15 วันในการเตรียมตัวได้มั้ยครับ”

 

“โอเคงั้นเดี๋ยวพี่พาไปคุยกับนายฝรั่ง น้องเอาแขนเสื้อลงด้วย ข้างบนมีแต่นายใหญ่”

 

“ครับ” (แล้วก็พับแขนเสื้อลง)

 

ผมแทบจะคุมอารมณ์ให้ตัวเองฝืนยิ้มไม่ไหวหลังจากที่ได้ยินว่าให้เอาแขนเสื้อลง “นี่หรือโลกที่เราใฝ่ฝันมาตลอด 4 ปี” “นี่คือสิ่งที่เราร่ำเรียนมาเพื่อเจอไปตลอดชีวิตของเราหรือ” ผมก็ได้แค่ครุ่นคิดและเดินตามไปจนถึงห้องนายฝรั่ง

 

การพูดคุยกับนายฝรั่งไม่ได้มีอะไรมากแค่เป็นทดสอบภาษาอังกฤษง่าย ๆ ที่จะใช้ในการเป็น GSA แต่มีคำพูดที่สะกิดใจผมอีกหนึ่งครั้งคือ

 

“We will provide you Salary, Service charge, including tip but tip on hand will be your automatically, now our GSA have 7,000 THB per month and…….

 

หลังจากที่ผมได้ยินว่า 7,000 ความรู้สึกของผมเหมือนโดนทำร้าย ทั้ง ๆ ที่คุยตอนแรกว่าได้ 8,500 แต่ในความรู้สึกลึก ๆ แล้วผมไม่ได้อยากจะทำงานตำแหน่งนี้อยู่แล้ว และ ผมรู้สึกว่าเหมือนโดนหลอกมาสัมภาษณ์งานที่ตัวเองไม่ได้อยากทำ

 

หลังจากคุยกับนายฝรั่งเสร็จผมก็ได้เดินกลับไปที่ห้อง HR อีกครั้งเพื่อคุยเรื่องเอกสาร ที่จำเป็นสำหรับวันเริ่มงาน

 

“วันเริ่มงานน้องต้องเตรียม ………”

 

ผมไม่ได้สนใจฟังในช่วงแรกมากนักเพราะคิดว่าคงไม่มาเริ่มงานที่นี่แน่นอน

 

“และที่พี่อยากให้เตรียมมาคือเงินสด 20,000 บาทเพื่อเป็นหลักประกันว่าเวลาน้องทำอะไรผิดพี่จะหักจากตรงนี้ก่อน ที่จะไปแตะต้องเงินเดือน และ รายรับที่น้องจะได้ ตรงนี้น้องไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่มั้ย แต่ถ้าน้องไม่มีเงินสดไม่เป็นไร พี่จะหักจากค่า Service Charge ที่น้องจะได้ให้ครับ 20,000 ก่อน และนี่คือหนังสือสำหรับผู้ค้ำประกัน ทำงานที่นี่น้องต้องมีผู้ค้ำประกัน เพื่อความสบายใจของทั้ง 2 ฝ่าย”

 

“ขอผมกลับไปคุยกับที่บ้านก่อนนะครับ เรื่องคนค้ำประกันและเงินประกัน”

 

ผมตอบด้วยเสียงราบเรียบและไร้ความรู้สึก เพราะรู้สึกผิดหวังอย่างแรงกับการสัมภาษณ์งานและข้อเสนองานที่ได้รับมากครั้งแรก

 

“น้องมีคำถามมั้ยครับ”

 

“เริ่มงานกี่โมงถึงกี่โมง ทำงานกี่วันครับ”

 

“ที่นี่ทำงานเป็นกะนะน้อง 7 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น, 4 โมงเย็นถึง เที่ยงคืน และ เที่ยงคืนถึง 7 โมงเช้า”

 

“ครับ แล้วเราเลือกเวลาได้มั้ยครับ”

 

“ช่วง Pro เดี๋ยวหัวหน้าน้องจะเป็นคนเลือกให้เอง งั้นวันนี้ไม่มีอะไรแล้วครับน้อง และอีก 15 วันเจอกันพี่จะโทรไปแจ้งวันเริ่มงานภายใน 7 วันนะครับ”

 

“ได้ครับ ขอบคุณมากครับ”

 

ผมตอบ

 

ในหัวผมตอนนั้นไม่รู้จักทั้ง GSA,SERVICE CHARGE และ OCCUPANCY RATE ได้แต่คิดในใจว่า แม่งคืออะไรวะ และจะไปหาเงิน 20,000 มาจากไหน โดยที่ไม่ต้องขอทางบ้าน และไปแตะต้องเงินเก็บ หลังจากที่ผมถึงบ้านก็ได้ใช้บริการของ Google เพื่อหาความหายของทั้ง 3 คำข้างต้น GSA คือ GUEST SERVICE AGENT, หรือที่เราเรียกกันว่า Reception หรือ ฟร้อน แล้วผมก็หาลงลึกไปอีกว่าหน้าที่เค้าทำกันคืออะไรและเงินเดือนเท่าไหร่กันแน่ หลังจากที่ผมเช็ก ๆ ไปผมก็ตัดสินใจได้ว่าผมคงไม่เหมาะกับสายงานนี้เสียเท่าไหร่ แต่ก็ได้ประสบการณ์ในการสัมภาษณ์งาน และได้รู้ว่า Service charge ไม่ได้มีความหมายเดียวและ Occupancy rate คืออะไร

สิ่งที่ผมได้จากการสัมภาษณ์งานครั้งแรกคือ การพบเจอโลกอีกใบหนึ่ง โลกของการทำงาน โลกแห่งความจริง ที่เราไม่มีทางได้รู้ แม้ว่าเราจะเคยไปฝึกงานตามองค์กรใหญ่ ๆ มาแล้วก็ตาม นี่คือโลกแห่งความจริง ผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่พอใจกับงานแรกที่เราไปสัมภาษณ์แล้วรับงานนั้น และ ทำจนถึงปัจจุบัน บริษัทที่ผมไปสัมภาษณ์ หรือ ตำแหน่ง GSA ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี เพื่อน ๆ ผมหลายคนมีความสุขและก้าวหน้าจากงาน ๆ นี้ และตำแหน่ง ๆ นี้ บางคนได้เป็น Front Manger บางคนได้ปรับไปอยู่ Office zone เพื่อไปเป็นผู้ช่วย HR ในการทำ Training พนักงานตำแหน่งนี้ ผมไม่เสียใจที่ไม่รับงานนี้เพราะผมไม่ได้เกิดมาเพื่อมัน

 

เคยมีคำกล่าวไว้ว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้ตัวเอง” ผมรู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานบริการแบบนี้ผมจึงเลือกที่จะไม่ทำมันเพราะ ผลได้มันจะมีมากกว่าผลเสียแน่นอน….

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store