NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า ภูหลวง จ.เลย
หมวด: Food & Travel

เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า ภูหลวง จ.เลย

  • 648
  • 1
  • 4
ลีลาวดีสีเลือด

ว่ากันว่าเมื่อไหร่ที่คนเรามีความสุขเวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ เผลอแปบเดียวเดินทางมาถึงครึ่งปีอีกแล้ว ทริปนี้เริ่มขึ้นเมื่อปลายปี 2018 ถ้าจะเรียกว่าเป็นทริปส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็คงไม่ผิด 

31.12.2018 ณ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย 

นับถอยหลังเคาท์ดาวน์ของเราสามคน 

เมื่อพูดถึงจังหวัดเลย หลายๆคนก็คงจะคุ้นเคยกับการเดินขึ้นภูกระดึง นั่งชิวริมโขงที่เชียงคาน หรือไม่ก็ขึ้นไปรับลมหนาวบนยอดภูเรือ น้อยคนนักที่จะเอ่ยถึง “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง” 

ภูหลวงคือ ภูเขาที่สูงใหญ่หรือมีความหมายอีกนัยนึงว่า ภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเกิดจากการยกตัวของผิวโลก ดินส่วนใหญ่ที่อ่อนแอจึงถูกพัดพาลงสู่พื้นส่วนที่ต่ำกว่า คงเหลือไว้เพียงหินซึ่งเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดและกลายมาเป็นภูหลวงในปัจจุบัน. 

เอาละค่ะ! ถ้าเพียงแค่ภูเขาหินธรรมดาก็คงไม่มีอะไรน่าดึงดูดพวกเราให้ดั้นด้นมาจนถึงที่นี่หาก ไม่ใช่เสียงลือ เสียงเล่าอ้างว่า 

“บนนั้นอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปีโดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงจนติดลบถึงสี่องศา อู้ยย ยแค่ฟังก็แข็งไว้รอแล้วล่ะค่ะ


อีกทั้งที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ เพราะมีป่าหลากหลายชนิด ทั้งป่าผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา แต่ป่าที่โดดเด่นที่สุดบนภูหลวง เห็นจะเป็นป่าสนสองใบ สนสามใบ และทุ่งหญ้าตามพื้นที่ราบ เนินเขาและลานหิน มีกล้วยไม้ป่ามากกว่า 160 ชนิด 

มีดอกไม้ตามฤดูกาลที่สวยงามมากๆ ไม่ว่าจะเป็น ก่วมแดงหรือที่พวกเราเรียกกันว่าเมเปิ้ล กุหลาบขาวกุหลาบแดงหรือกุหลาบพันปี” พูดมาขนาดนี้จะไม่ให้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเองได้ยังไงกัน

กุหลาบพันปี จะผลิใบแย้มดอกแดงสดทั้งป่าให้เราได้เห็นในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาถึงกุมภาพันธ์

“ลานสุริยัน” สวนหินธรรมชาติบนพื้นราบ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร ประกอบไปด้วยพรรณไม้หลากหลายชนิด พืชชั้นต่ำ จำพวก มอส ไลเคน เฟิร์น ไม้อวบน้ำ

แต่ที่เด่นเห็นสะดุดก็คงจะเป็นหาดทรายสีขาวนวล เนื้อละเอียด ที่โรยตามทางเดินรอบลานหิน

ใครไม่สน แต่พวกเราสน!! ป่าสนสองใบและสนสามใบที่จะมีให้เห็นตลอดการเดินรอบลานสุริยัน

 

การเดินรอบสวนหินธรรมชาติ จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่คอยนำทาง เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะหลงได้ ทีมเราโชคดีที่ได้ พี่แม็ก เจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้น่ารัก แถมยังรอบรู้เรื่องพันธุ์ไม้ต่างๆ คอยเป็นไกด์ตลอด 2 ชั่วโมงในการเดินป่า

ไฮไลท์ของการขึ้นมาภูหลวงในครั้งนี้คงไม่ใช่ มาดูใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสี เพราะพี่แม็กบอกกับเราว่า ต้องรอลมหนาวโชยมาอีกระลอกสักประมาณสองอาทิตย์ถึงจะมีโอกาสได้เห็น.

ถึงทางออกสักที เราใช้เวลาเดินอยู่ในสวนหินธรรมชาติเกือบสองชั่วโมง ถ้าตั้งใจเดินจริงๆก็คงจะใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง แต่กลุ่มเราเป็นประเภทอยากรู้อยากเห็นบวกกับอยากจะเก็บภาพความทรงจำไว้ให้ได้มากที่สุด.

สภาพอากาศในวันที่เราขึ้นไปช่วงกลางวันอุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ประมาณ12-15 องศาได้ ไม่มีแดด มีแต่ลมหนาวที่พัดผ่านมาทักทายเป็นระยะๆ หลังจากที่เดินกันเพลินจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีก็เกือบจะสี่โมงเย็นแล้ว เราจึงเตรียมตัวเก็บของลงจากรถเพื่อเข้าที่พัก

เราจะนอนเคาท์ดาวน์กันที่นี่แหละ “เต็นท์บ้าน” ภายในกว้างขวางสามารถนอนได้4-6คน มีหมอนผ้าห่ม มีห้องน้ำส่วนตัวของแต่ละหลัง แถมยังมีน้ำอุ่นให้ด้วย!! 

หลังจากที่เก็บของเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาอาหารเย็น เราไปกินกันที่ครัวร้านค้าสวัสดิการ ไม่อนุญาตให้มีการประกอบอาหารใดๆทั้งนั้น แนะนำว่าควรไปก่อนครัวปิด เวลาหกโมงเย็น เพราะจะเปิดอีกทีก็หกโมงเช้าเลย

ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่จะอาศัยเครื่องปั่นไฟซึ่งมีเวลา เปิด-ปิด เพราะฉะนั้นควรจะเตรียมแบตสำรอง ไฟฉาย หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นไปด้วย

ปาร์ตี้เล็กๆท้าลมหนาว รอต้อนรับวันใหม่ของปี2019

อุณหภูมิช่วงกลางดึกลดลงจนแตะเลขตัวเดียว ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 6-9 องศา ความเย็นยะเยือกชวนให้ปวดประดูกจนเราไม่อาจจะทนนั่งต่อไปได้

ตีห้า คือเวลานัดพบกับเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆที่จะเดินทางไปยัง ผาโหล่นแต้ เพื่อรอชมแสงแรกของปีใหม่ 

จากตรงนี้สามารถมองเห็นวิวได้ 180 องศา

หลังจากชมพระอาทิตย์ขึ้น ก็ได้เวลาอาหารเช้า เราเดินลงจากผาโหล่นแต้ไปยังร้านค้าสวัสดิการ เพื่อเติมกาแฟดำสักถ้วย ระหว่างที่กำลังง่วนสั่งอาหารกันอยู่นั้น ก็มีเสียงแว่วจากผู้ร่วมทริปกลุ่มอื่นๆว่า มีทะเลหมอกอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เราอยู่มากนัก สัญชาตญาณของนักเดินป่าเราก็ไม่รอช้าที่จะตามไป

เดินลงมาประมาณ700เมตร เราก็พบทะเลหมอก เกาะกลุ่มเป็นก้อนสวยงาม รอให้นักท่องเที่ยวได้มายลโฉม

ขากลับเราก็ไม่ลืมแชะภาพกับเถาไม้ซึ่งขึ้นเป็นอุโมงค์ระหว่างทาง

ป่าที่มีความเท่เกือบทุกตารางเมตร

ถ้าถามว่าภูหลวงมีอะไร จะตอบให้ ว่าต้องมาสัมผัสเอง... 

การเดินทางมาภูหลวงสามารถมาได้ดังนี้

• เส้นทางที่ 1 กรุงเทพฯ - จังหวัดสระบุรี - อำเภอสีคิ้ว - จังหวัดชัยภูมิ - อำเภอภูเขียว- อำเภอชุมแพ - อำเภอภูกระดึง - อำเภอสะพุง - จังหวัดเลย ระยะทางประมาณ 560 กิโลเมตร 

• เส้นทางที่ 2 กรุงเทพฯ - จังหวัดสระบุรี - จังหวัดเพชรบูรณ์ - อำเภอหล่มสัก - อำเภอหล่มเก่า - อำเภอด่านซ้าย - อำเภอภูเรือ - จังหวัดเลย ระยะทางประมาณ 530 กิโลเมตร 

• การเดินทางจากจังหวัดเลยไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงออกเดินทางจากตัวจังหวัดเลยไปตามเส้นทางสายจังหวัดเลย - อำเภอภูเรือ ระยะทาง 36 กิโลเมตร จะถึงบ้านสานตม แล้วแยกซ้ายที่บ้านสามตมไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง 

• สำหรับผู้ที่เดินทางโดยเส้นทางที่ 2 ถ้าไม่เข้าตัวจังหวัดเลย เมื่อเดินทางผ่านอำเภอภูเรือไปตามเส้นทางเข้าจังหวัดเลยได้ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร จะถึงบ้านสามตม แล้วแยกขวาที่บ้านสามตมไปเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

ใครที่ไม่ชอบนอนเต็นท์ก็มีบ้านพักเรือนไม้ไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เต็นท์จะราคาหลังละ 1,200 บาท  ส่วนบ้านราคาก็จะแตกต่างกันออกไป สามารถโทรติดต่อสอบถามกับเจ้าหน้าก่อนได้

หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา โทร: 042-801955       หรือ 085-2725946 

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store