NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
สัพเพเหระอนุบาล
หมวด: Life

สัพเพเหระอนุบาล

  • 544
  • 0
  • 1
เฌอมองค์ หว่อง

  

เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลจำเป็นต้องมีเงินไปโรงเรียนด้วย  วันละ 5  บาทดูเหมือนจะไม่พอ  เพราะขนมเดี๋ยวนี้เริ่มต้นที่ 5 บาท  

การศึกษา  จึงต้องมีค่าใช้จ่าย  

มีบ่อยครั้งที่ผมต้องขนข้าวเปลือกเอาไปขาย   เพื่อเตรียมเอาไว้สำหรับเป็นค่าน้ำมันรถ  และค่าขนม  ช่วงเช้า  ลูกจะได้เงินจากภรรยามา 5 บาท  อย่างมาก 10  บาท  ผมก็มักจะเติมให้อีกเสมอ   เพราะผมค่อนข้างเข้าใจดีว่า  การให้เงินลูกไปโรงเรียนแค่ 5  บาทหรือ 10 บาท  มันเป็นโลกในอุดมคติ  แต่ในชีวิตจริง ๆ โดยเฉพาะปัจจุบันต้องมากกว่านั้น  

ไอติม 5 บาท  เริ่มจะมีน้อยแล้ว  ขนม 5  บาทแค่พอกินได้  

สมัยเด็กๆ  ผมเคยขโมยเงินพ่อ  การริเป็นขโมย  ถ้าเริ่มต้นทำตั้งแต่เด็กโดยไม่มีความละอาย  เมื่อโตขึ้นคำว่าความละอาย  แทบไม่เคยมีอยู่ในหัวเลย    การขโมยเงินในวัยเด็ก  ยังจำได้ว่า  ตอนนั้นพ่อนอนหลับอยู่  ซึ่งผมหารู้ไม่ว่าพ่อแกล้งหลับ   เงินของพ่ออยู่ในห่อยาสูบ  ผมถูกพ่อคว้ามือเอาไว้ได้  แล้วโทษทัณฑ์ที่ได้รับก็คือ  ไม้เรียว  ตั้งแต่นั้น  ผมไม่กล้าขโมยอีก  

 พอมีลูก  ผมจึงพยายามจะทำความเข้าใจ  ผมไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยเงินหรอก  เพราะไม่ได้มีมากมายพอที่จะให้ลูกผลาญได้  แต่ค่อนข้างเข้าใจ  เพราะผมเป็นคนซื้อขนมกินเองบ่อยๆ  จึงรู้ราคาดีว่า   ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมาก  มูลค่าของขนมขบเคี้ยวจึงไม่ใช่ตามความเข้าใจหรือคุ้นเคยของคนเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เคยซื้อขนมกิน

                การถูกปฏิเสธต้นฉบับจากสำนักพิมพ์  สำหรับผมแล้วมักเกิดขึ้นเป็นประจำเสมอ  แม้กระทั่งจากสำนักพิมพ์ที่เคยส่งงานเป็นประจำ   บางครั้งมีเหตุผลพอฟังได้ว่า  เรื่องไม่ดี   อ่อนเกินไป  แต่บางครั้งก็ไม่มีเหตุผลอธิบาย   แต่เป็นอันเข้าใจได้ว่า  สำนักพิมพ์ไม่เอางานก็เท่านั้นเอง

เมื่ออายุมากขึ้น  ผมรู้ว่าการเสียอกเสียใจ  เป็นเรื่องที่เสียเวลา  ผมมักคิดเพื่อจะตั้งหลักทำงานให้ได้ต่อไปว่า  ตราบใดที่มีงานเขียนอยู่ในมือ   ผมไม่กลัว   ยังมีสำนักพิมพ์อีกมากมายรอรับพิจารณาต้นฉบับอยู่  แล้วเราเองก็ไม่ได้ลงทุนอะไรมาก  

การส่งลูกไปโรงเรียน  จะว่าไม่ใช้เงินก็ไม่ผิดนัก  ในระหว่างที่ไม่มีงานเขียน  หรือมีรายได้มาบ้างก็น้อยมาก  ต่อให้เขียมแค่ไหนก็ไม่สิ้นเดือน    หลายครั้งผมจึงต้องขนข้าวเปลือกเอาไปขาย   ข้าวเปลือกที่ได้จากนาของผมนั้น  เป็นข้าวที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีมาหลายปีแล้ว  การขายข้าวจึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย  แต่ไม่มีทางเลือก

ที่โรงเรียน  ผมเห็นชายชราคนหนึ่งจูงจักรยานไปส่งหลานสาว

เห็นครั้งแรกก็สะดุดตา   แกอายุมากแล้ว  หน้าตาเหี่ยวย่น  หลังเริ่มโก่ง  แต่ยังพอจูงจักรยานไปส่งหลานสาวได้  หลานสาวของตา  อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวผม  แต่เรียนอยู่คนละห้อง  ที่แกต้องใช้วิธีจูงจักรยาน  ใช่ว่าจะขี่ไม่เป็น  แต่ความที่อายุมากแล้ว  การจูงจักรยานก็เหมือนกับการประคองตัวแกเองไม่ให้หกล้ม  จักรยานทำหน้าที่แทนไม้เท้านั่นเอง 

ตากับหลานสภาพไม่แตกต่างกัน  สภาพของตาดูเป็นคนแก่ที่ยากไร้  เด็กก็มีลุคเดียวกัน  แต่งกายด้วยชุดค่อนข้างมอมแมม  ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง    วันหนึ่งระหว่างรอรับลูก  ผมมีโอกาสได้คุยกับตา  ได้ความว่า  บ้านของแกอยู่ในเขตเทศบาลนี้เอง  อยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 3 กิโลเมตร  

ชายชราต้องจูงจักรยานมีหลานนั่งซ้อนท้ายเดินทางรวม 12 กิโลเมตรต่อวัน  บางวันแกใช้รถเข็นลาก มีหลานนั่งบนรถเข็น 

มันเป็นภาพที่น่าเวทนา  แต่ก็แสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างแข็งขันของชายชรายากไร้ที่ต้องการให้หลานได้เรียนหนังสือ  

การเรียน  เป็นการแข่งขันที่ยุติธรรมที่สุด  

ผมลองคิดคำนวณค่าใช้จ่ายของชายชราเล่นๆ   แล้วก็ไม่กล้าคิดอะไรต่อ  เพราะมองเห็นปัญหาที่รอให้ชายชราผู้นี้แก้ในทุกๆวัน   ผมคิดล่วงหน้าถึงขั้นว่า  ถ้าเกิดชายชราป่วยหรือเป็นอะไรไป  หลานสาวจะอยู่อย่างไร ลูกของชายชรา  เป็นคนสร้างเด็กคนนี้ขึ้นมา  แต่เจ้าตัวหายไปไหน  ถึงได้ปล่อยให้ลูกอยู่กับตา  

“เดือนๆหนึ่ง  ลูกส่งเงินมาให้พันนึงบ้าง”

แกเล่า  แววตาของแกผมไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกได้  แต่เมื่อคุยถึงหลาน  ผมเห็นแววตาคู่นั้นกลับเป็นประกายอย่างมีความสุข  ผมไม่กล้าซักว่า  ลูกของแกทำงานอะไร  ได้แต่คาดเดาว่า  ไม่พ้นงานที่ต้องใช้แรงกายเข้าแลกนั่นเอง

เห็นชายชรากับหลานแล้ว  ผมย้อนกลับมาคิดถึงปัญหาของตัวเองก็พบปัญหาของผมเล็กมากเลย  ในวันที่ไม่มีเงิน  ผมจึงกลับไปตักข้าวเปลือกใส่ท้ายรถมอเตอร์ไซค์เอาไปขาย  

ทุกเช้า  ลูกสาวได้เงินจากแม่  5  บาท  ผมจะสมทบให้เป็น 10  หรือ  20 เสมอ  มันอาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก  แต่ผมไปเห็นเด็กหลายคนยืนตาละห้อยมองพ่อค้าแม่ค้าหน้าโรงเรียนแล้วใจแป้วเสมอ  

โรงเรียน นอกจากเป็นสถานที่สอนความรู้ให้แก่เด็กๆแล้ว  ยังมีขนมขายด้วย   ถึงแม้โรงเรียนจะมีนโยบายให้การศึกษาฟรีๆ  แต่ไม่แปลกที่จะต้องจ่ายเพิ่มทุกปีเสมอ

ในระหว่างขี่รถพาลูกสาวกลับบ้าน  ลูกสาวคุยว่า  นั่งรถเก๋งของป้าไปโรงเรียนในช่วงเช้า  มันนุ่มจริงๆนะพ่อ  เมื่อไหร่พ่อจะซื้อรถ

ลูกสาวคงจำไม่ได้ว่า  เคยนั่งรถปิกอัพตั้งแต่แรกคลอด  

“พ่อไม่อยากเป็นหนี้”  ผมตอบ

“ไม่เป็นหนี้ (นี่) แล้วเป็นนู่นได้ไหมพ่อ?” 

ลูกสาวย้อน 

ผมคิดตาม  พลางบอกตัวเองว่า  เออจริง  ไม่เป็นนี่  เราเป็นนู่น เป็นนั่น  เป็นนั้น  ก็ได้

ลูกสาวเรียนจบชั้นอนุบาล 1  ขึ้นชั้นอนุบาล 2  ผมพาลูกไปส่งโรงเรียน  พยายามมองหาชายชรากับหลานสาวไม่เจออีก   บ่ายของอีกหลายวันต่อมา  จึงเห็นเด็กน้อยคนนั้นยืนรอผู้ปกครอง  เด็กแสดงอาการดีใจเมื่อใครคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาถึง  

ผมมองตาม  เห็นชายวัยใกล้เคียงกับผมจอดรถ  เดินเข้ามาหาเด็ก  ถึงไม่มีใครบอกผมก็เข้าใจได้ว่า  ผู้ชายคนนั้นเป็นพ่อของเด็กน้อยนั่นเอง  เพราะลุ๊คเดียวกัน   เขาเป็นลูกชายของชายชราคนที่เคยพาหลานมาส่งโรงเรียนตั้งแต่เริ่มเข้าอนุบาล 1 

   

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store