NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional quotient)
หมวด: Life

ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional quotient)

  • 579
  • 105
  • 0
การันต์วรรณยุกต์

ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional quotient)

ก่อนที่จะทำความรู้จักกับคนอื่นที่อยู่รอบตัว ขอให้เราทำความเข้าใจกับตัวเองให้มากที่สุด เมื่อเรารู้จักตัวเองมากพอเราจะพบว่า มีความเติบโตซุกซ่อนอยู่ในนั้น ในขณะที่โลกกำลังดำเนินไป และชีวิตอีกหลายชีวิตกำลังแสวงหาบางสิ่งบางอย่าง หรือแม้กระทั่งตัวเราเองเมื่อต้องการแสวงหาบางสิ่งบางอย่าง เราจะพบว่า เมื่อเราไม่สามารถหามันได้จากที่ไหน ๆ เราจะพบมันในตัวของเราเอง ขอให้เรียนรู้และทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวเองให้มาก เพราะมันเป็นสิ่งที่บ่งบอกกับผู้อื่นรอบ ๆ ตัวเราว่า เราเติบโตขึ้นมากเพียงใดแล้ว เราพัฒนาไปแค่ไหน

หากเราไม่ได้รับการพัฒนาทางด้านอารมณ์ ยังคงทำตัวเป็นเด็กในขณะที่ตัวเองเป็นวัยรุ่น ยังทำตัวเหมือนวัยรุ่น ในขณะที่ตัวเองอยู่ในวัยทำงานและต้องมีภาระหน้าที่รับผิดชอบ หรือยังทำตัวไม่เหมาะสมในขณะที่ตัวเองกำลังย่างเข้าวัยชรา เราจะพบว่าอารมณ์ก่อผลเสียให้กับชีวิตของเรามากกว่าที่เราคิด

อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นเด็กอ่อนหัดที่ไม่ยอมโต เพราะว่าร่างกายของคนเราเติบโตขึ้นทุกวันแก่ชราขึ้นทุกวันและหน้าที่รับผิดชอบก็มากขึ้นทุก ๆ วัน เราต้องพัฒนาอารมณ์ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ

เมื่อวันหนึ่งเราต้องทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ของคน จงวิเคราะห์อารมณ์ของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ว่าเราพร้อมหรือยัง ได้รับการเรียนรู้ ในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีแค่ไหน เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต โดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ของลูก ทั้งเรื่องของตนเองและเด็กน้อยที่กำลังจะเกิดมาในบ้าน บางครอบครัวค้นพบด้วยตัวเองว่า เพียงมีเด็กทารกเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่งพวกเขาก็ทำอะไรไม่ถูกและชีวิตวุ่นวายไปเสียหมด เพราะพวกเขาไม่เคยรับมือกับปัญหาเหล่านั้นมาก่อน

ความฉลาดทางอารมณ์ของคนเรา จะแสดงออกมาในยามที่เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม มันหมายถึงอะไรหลาย ๆ อย่าง มันหมายถึงการยอมรับของคนรอบข้าง การอยู่ร่วมกับคนรอบข้างอย่างกลมกลืน ไปด้วยกันได้ดี หมายถึงทีมงานที่มีความสามัคคี ที่ทำงานที่อบอุ่น เพื่อนร่วมงานที่น่ารัก น่าทำงานด้วย น่าใช้ชีวิตทำงานร่วมด้วย ทั้งหมดคือผลของการแสดงออกทางอารมณ์

การรู้จักยึดเหนี่ยวน้ำใจกันและกัน รู้จักเคารพให้เกียรติผู้อื่น รู้จักควบคุมอารมณ์รู้จักแสดงออกถึงความพอใจไม่พอใจอย่างเหมาะสม การแสดงออกถึงความมีน้ำใจ ใจกว้าง คือความฉลาดทางอารมณ์ของเรา มันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเรา ที่ทำให้ผู้อื่นยอมรับได้ โดยไม่ต้องสนใจว่าอายุของเราจะมากหรือน้อย เมื่อเรารู้จักตัวเอง รักและเคารพตัวเอง เราจะพบว่าผู้อื่นก็ให้ความเคารพในความเป็นตัวเราเช่นกัน พวกเขาให้ความสำคัญกับเรา เพราะว่าเราให้ความสำคัญกับคนอื่นก่อน เมื่อเราเคารพผู้อื่นผู้อื่นก็จะให้ความเคารพเรา ให้เกียรติเราเช่นเดียวกัน

ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมเราจึงต้องหัดมอง สังเกต และทำความเข้าใจด้วยตัวเอง เพราะหากเราไม่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ ต่อให้เราเรียนเก่งสักแค่ไหนเป็นเลิศแค่ไหน เรียนจบดีกรีสูงสักแค่ไหน ทำงานเก่งสักแค่ไหน ถึงที่สุดแล้วเราจะล้มเหลวในการใช้ชีวิต ล้มเหลวในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

อยากพูดถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมสักเล็กน้อย เมื่อเราเคารพตัวเองรักตัวเองและรู้จักที่จะเคารพคนอื่นแล้ว รักของเราจะขยายใหญ่ขึ้น เพราะมันจะพัฒนาไปรักในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น จะพบว่า เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเคารพรักซึ่งกันและกัน เราจะอยู่ร่วมกันได้ง่ายขึ้น ปัญหาจะน้อยลงจนถึงขั้นไม่มีเลย เราจะพบว่าตัวเรามีความคิดในทางที่สร้างสรรค์มากขึ้น มองโลกในแง่ดีมากขึ้น แก้ปัญหาได้ง่ายและรวดเร็วฉับไวขึ้น เพราะอะไรหลาย ๆ อย่างในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น ชักนำให้คล้อยตาม มันเป็นสิ่งที่ดี ที่ต้องทำให้เกิดขึ้น

ความคิดสร้างสรรค์ทำให้โลกนี้มีความหลากหลาย และมีสีสันมากขึ้น เมื่อเรามีความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง จะพบว่าโลกนี้น่าอยู่กว่าปกติ เมื่อมีความรักเผื่อไปถึงธรรมชาติและรักโลกนี้เหมือนที่เรารักตัวเอง รักอย่างสร้างสรรค์ คนทั่วโลกจะรักเราและเราจะอยู่ร่วมกันในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

เมื่อรักและเข้าใจธรรมชาติเราจะได้เรียนรู้หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง จากธรรมชาติ เมื่อเราเปิดใจกว้าง เราจะเริ่มมีมุมมองต่อโลกที่กว้างขึ้น น่าเสียดายที่คนเราทุกวันนี้ เราไม่ได้เรียนรู้ที่จะมองถึงความเหมือนกันหรือความคล้ายกันและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

สายตาของเรามองเห็นทุกอย่าง เราเลือกได้ว่าจะมองสิ่งใด

ความเหมือนหรือความต่าง ความชังหรือความรัก

แต่ปัจจุบันเราเลือกมองสิ่งที่แตกต่างกัน ในสิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดของกันและกัน ทั้ง ๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่มีบางอย่างที่คล้ายกัน ขอให้เราเรียนรู้ที่จะมองถึงความเหมือนกัน มากกว่าที่จะมองที่ความต่าง เพราะเราคงไม่อยากให้โลกนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

เคยคิดเล่น ๆ ไหมว่าโลกนี้มันจะน่าอยู่สักแค่ไหน หากมันเต็มไปด้วยผู้คนที่รักกันและกัน แบ่งปันกันเอื้อเฟื้อกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เมื่อเรียนรู้ตัวเองพัฒนาตัวเอง ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความรักสงบ นั่นเท่ากับว่าเราได้สร้างความสงบให้เกิดขึ้นแล้วแก่โลกโดยทางอ้อม เริ่มจากตัวเราเอง เผื่อแผ่ไปหาคนอื่น

เมื่อได้เรียนรู้มากพอเราจะมีความคิดเป็นของตัวเอง เมื่อถึงยามนั้นไม่ว่าโลก ไม่ว่าโรงเรียน บ้านหรือที่ทำงาน หรือระบบสังคมโลก ไม่ว่าระบบต่าง ๆ จะเป็นไปอย่างไร เราจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องลึกลับอีกต่อไป เราจะมองเห็นความเคลื่อนไหวของมัน ในขณะที่มันเคลื่อนไปแต่เราหยุดนิ่ง เราจะมองเห็นมันอย่างชัดเจน ถึงตอนนั้นเราจะไม่ต้องเต้นไปในจังหวะเดียวกับมัน แต่เราจะมีจังหวะชีวิตของตัวเอง ซึ่งเราสร้างสรรค์มันขึ้นมาเอง มีความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง ถึงตอนนั้นโลกไม่น่ากลัวอีกต่อไป และไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องเป็นห่วง และนั่นคืออิสระที่แท้จริง

หากเราปล่อยให้ตัวเองหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆ นานา ในชีวิตประจำวันเราจะรู้สึกเหนื่อยล้าโดยไม่รู้สาเหตุ นั่นเพราะอารมณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นล้วนมีผลกระทบต่อความคิด จิตใจและพลังงานในตัวของเราทั้งสิ้น จิตใจที่ตกอยู่ภายใต้อารมณ์ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จะทำงานหนักอย่างไม่วันหยุด จนเหนื่อย จนตึงเครียด กดดันอ่อนล้า หากอยู่ในสภาพนั้นเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังขึ้นในจิตใจ จนยากจะแก้ไขได้ เกิดมลพิษในอารมณ์

ในตัวของเรามีอารมณ์เกิดขึ้นหลากหลายมากมายในแต่ละวัน หากไม่รู้จักที่จะควบคุมมันละก็เราจะตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ ทำให้เกิดการสั่งสมความคิดความรู้สึก ที่บั่นทอนกำลังอยู่ภายใน นำมาแต่เรื่องราวเคร่งเครียดกดดัน ที่ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง และแทนที่เราจะค้นพบตัวเองและใช้มันให้เกิดประโยชน์โอกาสเหล่านั้นจะหายไป เพราะว่าเราถูกอารมณ์ครอบงำโอกาสเหล่านั้นเอาไว้หมด คนบางคนเกิดอาการป่วยขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เพราะว่ามีการสั่งสมเรื่องราวที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิตเอาไว้มานาน ป่วยอย่างหาสาเหตุไม่ได้ก็มี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เพราะมันหมายถึงความสุขทั้งชีวิตจะต้องเปลี่ยนไป โอกาสทั้งชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงไป

เราต้องเริ่มที่จะทำความรู้จักกับอารมณ์ภายในร่างกายของตัวเอง มันมีอารมณ์อะไรอยู่ในนั้นบ้าง หนึ่งเลยที่ต้องรู้จักก็คืออารมณ์โกรธ ซึ่งนำมาแต่เรื่องราวที่เลวร้าย เพราะว่าเมื่อมีความโกรธ เราจะไม่สนใจอย่างอื่น นอกจากต้องการแสดงพลังแห่งความโกรธนั้นออกมา และผลักพลังความโกรธนั้นออกไปใส่ใครสักคน หากเราฉลาดพอเราอาจใช้ความโกรธเป็นแรงผลักดันให้มุมานะเพื่อฝึกฝนตนเองให้ดียิ่งขึ้น ก็เคยมีคนทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักแสดงพลังความโกรธจะออกมาในทางทำลาย

น้อยคนนักที่จะใช้ความโกรธไปเพิ่มความบากบั่นพยายาม มีแต่จะระบายความโกรธนั้นด้วยการทำลาย หรืออย่างเบาก็จะสั่งสมความหงุดหงิดเอาไว้รอวันระเบิดออกมา หากใครทำให้โกรธก็จะผูกใจเจ็บ ผูกใจแค้น ความโกรธเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น เป็นความอาฆาตพยาบาทซึ่งส่งผลร้ายตามมาเป็นลูกโซ่ไม่สิ้นสุด

ความโกรธและความผูกใจแค้นอาฆาตจองเวรนั้นไม่ใช่ยาชูกำลังที่ต้องยึดมันเอาไว้ ตรงข้ามมันคือยาพิษเราดี ๆ นี่เอง เพราะว่ามันจะกลายเป็นไฟสุมอยู่ในอกเรา ทำให้เร่าร้อนวันทั้งวันคืนทั้งคืน ไม่คิดเรื่องอื่นใด นอกจากเรื่องที่ทำให้โกรธนั้น นานไปมันจะทำให้จิตใจเราขุ่นมัว เศร้าหมอง ไม่แจ่มใส ทำให้เรามีชีวิตอยู่โดยพลาดที่จะมองเห็นด้านดีงามของโลกนี้อย่างน่าเสียดาย และมีผลต่อสุขภาพจิตใจในระยะยาว

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ความโกรธสามารถบันดาลให้เรากระทำมันขึ้นมาได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีงามที่ควรจะเอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย

แต่อยากให้เราทำความเข้าใจกับความโกรธ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น เมื่อมีความโกรธจะต้องรู้จักควบคุมมันเอาไว้ เราจะต้องรู้จักระงับแล้วให้อภัย แผ่เมตตา ซึ่งขึ้นอยู่กับการฝึกฝนเป็นสำคัญ

เมื่อสามารถดับความโกรธนั้นลงได้ สมองจะแจ่มใส เราจะมีสติปัญญามองเห็นช่องทางในการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่เป็นกำไรเลยที่เราเผลอโกรธ ตรงข้ามหากเราดับความโกรธนั้นได้ทันก่อนที่เราจะสร้างความเสียหายนั่นต่างหากที่เป็นกำไร

คนใจเย็นไม่ค่อยโกรธใครเลยก็จะมีแต่คนที่เป็นมิตร เพราะว่าตามธรรมชาติของมนุษย์เมื่ออยู่ร่วมกัน สังคมโดยรวมต้องการคนใจกว้าง ใจเย็น

ไม่มีใครต้องการคนขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ใจน้อย คิดเล็กคิดน้อย หากเราสามารถใช้สติระงับความโกรธ แล้วมองมันใหม่หาทางออกให้กับปัญหาเหล่านั้น นั่นเสียอีกที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันระหว่างเราและคนอื่น ๆ ง่ายขึ้น

นอกจากอารมณ์โกรธแล้ว อีกอารมณ์หนึ่งที่ต้องตระหนักก็คืออารมณ์กลัว เพราะว่าความกลัวจะนำมาซึ่งความหวาดหวั่น ลังเล ไม่แน่ใจ วิตกกังวล ซึ่งหากมันเกิดขึ้นเป็นเวลานาน มันจะส่งผลให้สภาพจิตใจย่ำแย่ ยิ่งหากเราไม่จัดการกับสภาพนั้น ไม่เข้าใจมัน จัดการมันไม่ได้ จะเกิดความกดดัน ยิ่งกดดันจะยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ คนบางคนทำผิดเพียงเล็กน้อย แต่เพราะความกลัวทำให้เขาต้องเลือกทางผิด บางคนเลือกที่จะปกปิดความผิด ซึ่งยิ่งทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ อย่างข่าวที่มีการฆาตกรรมอำพราง ซ่อนศพ ทำลายศพ หรือกลบเกลื่อนหลักฐานจนเป็นการยากจะติดตามของตำรวจ ซึ่งคนที่ก่อคดีแล้วกลบเกลื่อนหลักฐานจะต้องโทษหนักกว่าปกติ อย่างคดีของหมอที่ฆ่าภรรยา หรือนักศึกษาฆ่าหั่นศพ

เคยเจอนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาก็มีความกลัว แล้วก็รู้สึกกดดัน เมื่อชีวิตและธุรกิจของเขาต้องอยู่ในสภาพที่เข้าขั้นวิกฤติ และเสี่ยงต่อการล้มละลายหมดตัว ล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เขาเลือกที่จะจัดการมัน ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการที่จะเผชิญมันแบบตรง ๆ เผชิญสิ่งที่เรากลัวมากที่สุดนั่นแหละ ทำให้มันสว่างแจ้งไปเลย แล้วเราจะพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันแค่เป็นความกลัวของเราเท่านั้นเอง

ไม่มีอะไรที่น่ากลัวไปกว่าความตาย หากพูดถึงความกลัวในชีวิตประจำวัน เพียงแค่ในการดำเนินชีวิต แค่เรื่องล้มเหลวทางธุรกิจ หน้าที่การงาน ยังเป็นเรื่องเล็กน้อยนัก เมื่อเทียบกับทหารที่ต้องออกศึกสงคราม เพราะยิ่งเขากลัวเขาจะยิ่งรู้สึกแย่ เมื่อเขาไม่กลัว สิ่งสุดท้ายที่เขาควรกลัวนั่นคือ ความตาย เมื่อเขาเลือกที่จะสู้ก็เท่ากับว่าเขาเปิดโอกาสขึ้นมาถึงสามสาย

หากเรากลัวและยอมแพ้เท่ากับว่าเราแพ้แล้วโดยสิ้นเชิง เพราะการที่เรากลัวและแสดงออกถึงความกลัวแทนที่จะทำให้อะไรมันดีขึ้น ความกลัวจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง แต่หากเราเลือกที่จะสู้เรายังมีโอกาสถึงสามทาง หนึ่งคือชนะ สองคือเสมอ หรือไม่ก็แค่... ในหัวข้อสุดท้าย

ความกลัว เป็นเพียงอารมณ์หนึ่งเท่านั้น ซึ่งเราต้องเผชิญหน้า ต้องฝ่าข้ามไปให้ได้ ความกลัวเป็นเรื่องที่เราสามารถจัดการได้ เพราะเรื่องที่ทำให้คนเรากลัวมากที่สุดส่วนใหญ่มีไม่กี่เรื่อง เมื่อเราก้าวเข้าไปหามัน หรือทำความเข้าใจมันด้วยสติแล้วเราจะเห็นว่า มัวกลัวก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้จัดการในสิ่งที่เราจัดการได้จะดีกว่า ทำให้ความกลัวนั้นลดลงดีกว่า

ตามธรรมชาติแล้วมนุษย์กลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่รู้จัก ไม่มีข้อมูล ไม่เคยไป ไม่เคยทำ ไม่เคยรู้ ความสูง ความลึก ความมืด ความผิดพลาด ความล้มเหลว ความผิดหวังหรือแม้กระทั่งความตาย

หากลองมองมันให้ละเอียดอีกครั้ง เมื่ออารมณ์นั้นมันเกิดขึ้น ตั้งสติมองให้ชัด ๆ และถามตัวเองว่าเรากำลังกลัวอะไร เรากำลังเป็นอะไรไป จับอารมณ์นั้นให้ได้แล้วจะเกิดความเข้าใจ ความกลัวแก้ได้ในจิตใจของเรานี่เอง เปลี่ยนความกลัวกลับมาเป็นความมั่นใจ แก้จุดอ่อนมาเป็นจุดแข็ง เราก็มีชีวิตต่อไปได้...

อารมณ์ที่สาม ที่อยากยกตัวอย่างก็คือ อารมณ์ท้อแท้ หมดหวัง หมดอาลัย เป็นอารมณ์ที่ต้องทำความเข้าใจอย่างยิ่ง เพราะเมื่อรู้สึกหมดอาลัยท้อแท้สิ้นหวัง จะทำให้จิตใจแย่ลงเรื่อย ๆ และยิ่งแย่ลงอีกเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อมันไปบวกกับอารมณ์อื่น ๆ เข้าไป เราจะยิ่งแย่จนถึงขนาดควบคุมตัวเองไม่ได้

บางคนเลือกที่จะฆ่าตัวตายเพื่อหาทางออกให้กับภาวะย่ำแย่นั้น คนบางคนผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสภาพจิตใจย่ำแย่ ท้อแท้ หมดหวังช่วยตัวเองไม่ได้ พึ่งพาตัวเองไม่ได้ เมื่อคนเราตกอยู่ในภาวะที่ท้อแท้หมดหวังทอดอาลัย ยามนั้นเราต้องการเพื่อน ต้องการคนรักมากที่สุด เพราะเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นแล้วกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ให้ออกไปหาคน อยู่กับใครก็ได้ อย่าอยู่คนเดียว…

น้อยคนนักที่จะสามารถข้ามพ้นความหมดหวังท้อแท้ไปได้ด้วยตนเอง และสำหรับผู้แพ้ใจตัวเอง มีผู้คนมากมายที่เลือกทางออกโดยการฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเอง

ในช่วงที่มีข่าวว่าเศรษฐกิจทรุดนั้นบริษัทหลายบริษัทล้มละลาย มีคนมากมายที่ยอมรับสภาพท้อแท้สิ้นหวังไม่ได้ จนในที่สุดก็มีข่าวนักธุรกิจกระโดดตึกฆ่าตัวตาย นักธุรกิจที่บริษัทล้มละลายฆ่าตัวตาย คนจนบางครอบครัวกรอกยาพิษฆ่าลูก ฆ่าภรรยา ฆ่าตัวตายกันหมดทั้งบ้าน เพราะเขาหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้ ความจน ความอดอยากเป็นปัญหาใหญ่ของชีวิตเขา

ยามที่ซึมเศร้ายามที่ท้อแท้สิ้นหวัง หากเราไม่สามารถข้ามความผิดหวังล้มเหลวท้อแท้หมดอาลัย ซึมเศร้าด้วยตัวเองได้ เราต้องหาคนช่วย ยามนั้นเราต้องรู้จักกับอารมณ์ตัวเองให้ดีที่สุด ทบทวนสิ่งที่เธอมีเหลือให้มากที่สุด

อย่าคิดว่าเราไม่มีใคร เมื่อเกิดอารมณ์เหล่านั้น เราจะต้องมองหาคนที่เรารักมากที่สุด แล้วรีบไปหาคนคนนั้นให้เขามอบกำลังใจให้ หากมีแม่ขอให้เธอคิดถึงแม่ เพราะแม่เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ และที่พึ่งสุดท้ายยามอ่อนล้าของลูก รักแม่ให้มาก ๆ เพราะพลังของแม่จะปกป้องเราจากทุกสิ่ง เราจะพบว่าในยามที่อ่อนล้าและขาดแคลนกำลังใจ เมื่อวันหนึ่งเราเดินทางไปหาแม่ นอนหนุนตักแม่ เราจะรู้สึกปลอดภัยมากที่สุด และเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตที่ทำให้รู้สึกแย่ก็ผ่อนคลายลง มีเพียงบ้านที่แม่อยู่ด้วยเท่านั้นที่ลูกจะนอนหลับสนิทได้อย่างวางใจ ด้วยว่าปัญหาต่าง ๆ ได้ถูกกำแพงอันแข็งแกร่งขวางกั้นเอาไว้แล้ว ณ ที่นั่น เราจะนอนหลับลงได้อย่างเบาใจ ในความคุ้มครองของแม่ ก่อนที่จะลุกขึ้นมาสู้กับปัญหาชีวิตต่อไปเมื่อวันรุ่งขึ้นมาเยือน

ผู้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหลายคน มีแม่คอยให้กำลังใจอยู่เบื้องหลัง นักธุรกิจที่มีพลังในการตัดสินใจลงทุน มีพลังและความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจอยู่ท่ามกลางปัญหา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีแม่คอยให้กำลังใจให้ลุกขึ้นสู้ นักกีฬาหรือแม้แต่ผู้กระทำผิดที่ต้องถูกตัดสินลงโทษ จะพบว่าเมื่อลองค้นหาลงไปถึงที่สุดแล้ว แม่จะเป็นกำลังใจเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่เคยทอดทิ้งลูก ไม่ว่าลูกจะตกไปอยู่ในสถานภาพใดก็ตาม แม่พร้อมที่จะถ่ายทอดพลังใจให้กับลูกเสมอเมื่อลูกต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดหรือเวลาใด คงไม่ได้พูดเรื่องที่ยากเข็ญจนเกินไป หากจะชี้ให้เรากลับมารักแม่ให้มากขึ้นกว่าเดิม

นักธุรกิจที่เคยล้มละลาย เคยเล่าว่าเขาเคยท้อแท้หมดหวัง เพราะว่าเพื่อนของเขาฉ้อโกงในทางธุรกิจ จนกิจการของเขาต้องล้มเหลว เขาเคยประสบอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนบริษัทและกิจการไม่มีคนดูแล ประสบปัญหานับล้านบาท แทบสิ้นเนื้อประดาตัว เขาเคยถูกเพื่อนที่รู้จักพาตำรวจมาจับ ข้อหาเขาหลบหนีหนี้ เพียงเพราะเพื่อนที่เขาไว้ใจทรยศยักยอกเงินใช้หนี้ของเขาไป แม้แต่เพื่อนรักกันยังหักหลังเขา เขาเคยเหม่อมองท้องฟ้ายามเย็นบนตึกสูงสิบแปดชั้นในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แล้วก็คิดจะกระโดดตึกลงมาจากบนนั้น แต่เขาก็รอดมาได้เพราะเขาคิดถึงลูกสาวของเขา ใครจะดูแลเธอหากเขาไม่อยู่ ลูกสาวของเขาทำให้เขากลับมาสู่ชีวิตใหม่อีกครั้ง รอดพ้นจากความท้อแท้มาได้ แล้วเขาก็กลับสู้ชีวิต สู้ปัญหา จนกลายมาเป็นคนที่ร่ำรวยมากที่สุดคนหนึ่ง

ในชีวิตนี้มีแต่คนที่ต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้เท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ

ไม่ว่าเส้นทางนั้นมันจะใช้เวลายาวนานสักปานใดก็ตาม

เขาคงไม่มีชีวิตอยู่ในวันนี้ หากว่าเขาเลือกที่จะจมอยู่ในความท้อแท้ในวันนั้น และเลือกที่จะจบชีวิตลงตรงนั้น แล้วลูกสาวของเขา คงจะมองว่าเขาเป็นขี้แพ้ไปตลอดกาล เพราะเขาเลือกที่จะกระโดดตึกตายไปเพียงลำพัง ทิ้งให้ลูกของเขาเผชิญชีวิตในโลกอย่างโดดเดี่ยว โชคดีที่ลูกสาวของเขาเป็นกำลังใจสุดท้ายให้เขาในยามที่เขาท้อแท้ จนเขากลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

ผู้คนแต่ละคน ชีวิตแต่ละชีวิตมีเงื่อนไขให้ท้อแท้หมดอาลัย ซึมเศร้าแตกต่างกัน มีเหตุในการฆ่าตัวตายแตกต่างกัน คนหนุ่มสาวบางคนแค่ผิดหวังในชีวิตรัก ผิดหวังกับความสัมพันธ์ในครอบครัว หาทางออกไม่ได้จนต้องฆ่าตัวตายประชดชีวิต ฟังดูแล้วมันเป็นเรื่องโง่เง่าใช่ไหมสำหรับคนที่มองโลกในแง่ดีและเข้าใจชีวิต แต่อย่าลืมว่า ผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นเงื่อนไขอย่างนั้น เขาจัดการกับชีวิตไม่ได้จริง ๆ มันท้าทายความแข็งแกร่งของจิตใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน หากผ่านไปได้อนาคตจิตใจจะแกร่งขึ้นอีกเท่าตัว

เรื่องที่น่าตกใจคือ รายงานการสำรวจทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจุบันผู้คนในสังคมเมืองเป็นโรคซึมเศร้า ท้อแท้ หมดอาลัยมากขึ้นทุกที ปัญหาคนฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฟังข้อมูลเหล่านั้นแล้วยังตกใจ อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมจิตใจของคนเราถึงได้อ่อนแอปานนั้น

เคยคิดง่าย ๆ เหมือนวัยรุ่นบางคนว่า คนที่ฆ่าตัวตายโง่มาก ชีวิตยังมีค่าไม่น่าด่วนตาย แต่ความเป็นจริงคือ เมื่อวันหนึ่งเราเป็นคนที่ตกอยู่ในอารมณ์นั้น เราจะเอาตัวรอดมาได้อย่างไร เมื่อพูดถึงความท้อแท้หมดหวังหมดอาลัย แล้วถึงขนาดต้องคิดฆ่าตัวตาย เราอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องตลก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องโง่เง่าของคนที่หาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้ เราอาจจะคิดแบบนั้น แต่ความจริงคือสถิติคนฆ่าตัวตายยังเพิ่มมากขึ้นในสังคม

เมื่ออารมณ์แห่งความท้อแท้สิ้นหวังเกิดขึ้นและทวีถึงขีดสุด ความย่ำแย่ในชีวิตด้านต่าง ๆ จะตามมา

ทั้งความล้มเหลว

ความผิดพลาดในอดีต

ความผิดหวังทุก ๆ เรื่อง

มันจะประเดประดังเข้ามาในยามนั้นทั้งหมด

ในสมองจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่บีบคันให้หมดแรง ชวนท้อแท้ ไม่อยากมีชีวิตสืบต่อ

ยามนั้นโลกจะเลวร้ายสุดทน และวันพรุ่งนี้เป็นเพียงความมืดมนที่น่ากลัว จนอยากยุติชีวิตไว้แค่นั้น

จนทนไม่ได้ถึงกับฆ่าตัวตาย

บางคนเกิดอาการอย่างเบา นั่นคืออาการซึมเศร้าเหงามองโลกในแง่ร้าย ประชดชีวิต ไปสำมะเลเทเมา ติดอบายมุข บางคนก็หลงไปติดยา ติดการพนันทำตัวเหลวไหลจนเสียผู้เสียคน บางคนแค่เลือกที่จะประชดชีวิต แต่บางคนถูกสภาวะอารมณ์รุมล้อมบีบคั้น อึดอัดจนถึงขั้นเลือกที่จะฆ่าตัวตาย ซึ่งความจริงก็คือชีวิตของพวกเขาเป็นชีวิตที่น่าสงสาร เพราะว่าพวกเขาไม่รู้จักการจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง แต่กลับปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นครอบงำ จนทำให้เกิดความเสียหายขึ้นในชีวิต

ยังมีอารมณ์อีกหลากหลายเกิดขึ้นในชีวิตแต่ละวัน ซึ่งมันอาจจะก่อให้เกิดด้านดีหรือด้านไม่ดีขึ้นก็ได้ ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจ แล้วก็เรียนรู้ที่จะหาวิธีการในการควบคุมอารมณ์เหล่านั้นให้เป็นไปตามที่เธอต้องการ

อารมณ์ทำให้คนเราพลาดในเรื่องที่ไม่ควรจะพลาด แล้วก็ล้มเหลวอย่างไม่น่าล้มเหลว รวมทั้งเป็นทุกข์ในเรื่องที่ไม่น่าเป็นทุกข์

หากเราเป็นคนที่มีชีวิตอยู่เพียงลำพัง ย่อมไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องราวที่เลวร้ายในชีวิตสักเท่าไหร่ แต่หากเป็นบุคคลหนึ่งในครอบครัว มีคนที่รัก คนที่เธอต้องรับผิดชอบต่ออนาคตของเขา หากมีลูก มีคนที่ต้องรับผิดชอบ นั่นยิ่งต้องตอกย้ำให้รู้ว่า ชีวิตของเราไม่ได้ดำรงอยู่เพียงลำพัง แต่หมายถึงชีวิตของคนอื่นรอบ ๆ กายเราด้วย ที่เราจะปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามอารมณ์โดยไม่จัดการไม่ได้

เรื่องที่สำคัญที่สุดก่อนที่เราจะมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผลได้ผลเสียจำนวนมหาศาล คือเราต้องเรียนรู้ในการพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ต้องเรียนรู้อารมณ์ของตัวเอง แล้วพยายามสร้างอารมณ์ด้านบวกให้เกิดขึ้น ควบคุมอารมณ์ด้านลบให้มันลดลง หากเป็นแม่ เป็นครู เป็นเจ้านายในที่ทำงาน เป็นหัวหน้าของลูกน้อง เราจะต้องมีการพัฒนาการทางด้านอารมณ์ที่สูงมากพอ อย่างน้อยก็ต้องมากกว่าคนที่อยู่ในการดูแลของเรา

ความลับของอารมณ์คือมันเหมือนหมอกควัน เหมือนก้อนเมฆบนท้องฟ้า เห็นว่ามี แต่จับต้องยึดเอาเป็นสาระไม่ได้ มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขอเพียงเราฉลาดที่จะรู้จักแก้ไข ปรับเปลี่ยน บางคนแค่เปลี่ยนเพลง ความรู้สึกและอารมณ์ก็เปลี่ยน แค่เปลี่ยนสถานที่ ความรู้สึกก็เปลี่ยน...ทดลองทำ ทดลองฝึกด้วยตัวเอง เรื่องอารมณ์เป็นนามธรรม มัวไปยึดมั่นถือมั่นไว้ก็ตายเปล่า มันเปลี่ยนตลอด เข้าใจมันแล้วปล่อยมันไป ฉลาดที่จะอยู่กับมัน นั่นแหละจึงเรียกว่าคนฉลากทางอารมณ์อย่างแท้จริง

พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้ตนเอง ก่อนที่ผลร้ายจะเข้ามาเยือนกันเถอะ

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store