NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
เปลี่ยนร้านโชวห่วยอายุกว่าครึ่งศตวรรษให้เป็นคาเฟ่ใหม่ในย่านเก่าชื่อ Mojo Old Town
หมวด: Style

เปลี่ยนร้านโชวห่วยอายุกว่าครึ่งศตวรรษให้เป็นคาเฟ่ใหม่ในย่านเก่าชื่อ Mojo Old Town

  • 0
  • 0
Soimilk
เริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ เพื่อดึงกลุ่มคนที่ชื่นชอบเช่นเดียวกันเข้ามาเป็นไอเดียแรกเริ่มที่กลุ่มเพื่อนต่างสายอาชีพ ชาวแก๊งที่ชื่นชอบการดูคอนเสิร์ต ทั้ง 5 คนประกอบไปด้วย ซัน เฟน เพชร แยม และ ดัช ร่วมกันก่อร่างคาเฟ่แห่งใหม่ล่าสุดชื่อว่า Mojo Old Town ขึ้นมา ร้านนี้กำเนิดขึ้นบนถนนตะนาว ตั้งอยู่ตรงข้ามกับศาลเจ้าพ่อเสือ แม้จะเป็นร้านใหม่แต่ด้วยรูปแบบของการตกแต่งดีไซน์นั้นไม่ได้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาตึกรามบ้านช่องในโซนย่านเก่าแต่อย่างใด หากอยากรู้ว่าคาเฟ่นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ตามเข้ามาเลย 
 
 
เริ่มต้นด้วยการเล่าย้อนกลับไปถึงที่มาที่ไปก่อนจะเป็นคาเฟ่ชื่อนี้ เดิมทีตึกสองชั้นริมถนนนั้นเป็นร้านขายของชำเก่าแก่อายุกว่า 50 ปี ซึ่งอาม่าของซันเป็นเจ้าของ ก่อนอาคารนี้จะปล่อยให้เช่าและกลายมาเป็นร้านตัดเสื้อในเวลาต่อมา เหตุการณ์สำคัญอยู่ที่วันไฟไหม้จากบ้านข้าง ๆ ทำให้เปลวเพลิงนั้นลุกลามเข้ามายังร้านตัดเสื้อ จากนั้นเจ้าของห้องตัดเสื้อจึงขอย้ายออก ตึกนี้จึงถูกทิ้งร้างไว้ เช่นนี้มรดกตกทอดจากอาม่าจึงส่งต่อมายังรุ่นหลานอย่าง ซัน เขาจึงรวมทีมชาวแก๊งมารีโนเวตตึกเก่าให้คืนชีพอีกครั้งเพื่อทำธุรกิจคาเฟ่ชื่อ Mojo Old Town หากใครสงสัยว่าชื่อร้านแปลว่าอะไร พวกเขาชาวคณะจึงแจงให้ฟังว่า Mojo นั้นเป็นคาถาใช้สำหรับอวยพรของชนเผ่าหนึ่งและยังเป็นการเชื่อมโยงกับศาลเจ้าพ่อเสือที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านอีกด้วย
 
 
 
นอกจาก Mojo แล้ว บนกระจกหน้าร้านยังมี Club for Commons ดั่งเป็นประโยคเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจในแนวทางเดียวกันได้เข้ามารวมพลกันที่นี่ คาเฟ่แห่งนี้อบอวลไปด้วยบรรยากาศของเพลงร็อกจากเกาะอังกฤษยุคเฟื่องฟูที่มีวงดนตรีโด่งดังชื่อก้องโลกตระกูลเดอะ ไม่ว่าจะเป็น The Beatles, The Smiths, The Kinks หรือ The Beach Boys เป็นต้น ให้เลือกฟัง ไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะยังมีแผ่นเสียงที่วางเรียงโชว์ตัวอยู่ด้านบนเคาน์เตอร์ให้เราเลือกหยิบไปเปิดฟังกันอีกหลากหลายแผ่น
 
 
 
 
การตกแต่งของที่นี่จะไม่เน้นความสมัยนิยมมากนัก เพราะคุมโทนให้อยู่ในยุค 60-70s เพื่อแสดงความชื่นชอบที่เป็นตัวตนของสมาชิกทุกคน และนั่นส่งผลให้การดีไซน์ดังว่านั้นไม่โดดเด่นออกไปจากย่านที่ตั้งของร้านมากเกินไป เพราะเป็นร้านที่ลงแรงสร้างมาด้วยกัน สำหรับการตกแต่งร้านทั้งหมดพวกเขาจะนำของสะสมส่วนตัวที่มีมาลงขัน เพื่อรวมทุกสิ่งที่ตนชอบมาประดับไว้ในร้าน ทั้งเพลง ป้ายโปสเตอร์งานดนตรี รูปภาพศิลปิน ของเล่นในวัยเด็ก กรอบรูป รวมถึงหนังสือน่าอ่านหรือนิตยสารน่าดู และอื่น ๆ อีกมากที่เรียงรายอยู่ภายในร้านพร้อมมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องความทรงจำสำหรับสิ่งของนั้น ๆ แปะไว้กำกับให้เราได้ทราบที่มาที่ไปกันอีกต่างหาก
 
 
สีหลักของร้านจะเป็นสีเขียวใบแคแซมด้วยสีขาวหินอ่อน ผสมผสานสีน้ำตาลอ่อนเข้มซึ่งได้จากเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าเก็บที่จัดวางเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ภายในร้าน ใช่ว่าการรีโนเวตจะแปลงโฉมให้อาคารหลังนี้ถูกเปลี่ยนใหม่หมดซะทีเดียว คาเฟ่นี้ยังคงไว้ซึ่งป้ายชื่อเก่าของร้านชำในสมัย 50 ปีที่แล้ว พื้นหินอ่อนจากร้านเก่าก็ยังได้มาใช้ในคาเฟ่ใหม่แห่งนี้ด้วย ลองก้มลงมองที่พื้นดูสิ
 
 
 
คาเฟ่ขนาดน่ารักนี้ให้บริการครบครันทั้งเครื่องดื่ม อาหาร และเบเกอรี เราเริ่มต้นไล่ตั้งแต่เรื่องของเครื่องดื่มกันก่อนเลยดีกว่า ความดีงามโดดเด่นของที่นี่น่าจะเป็นเมนูเครื่องดื่มชนิดเย็นที่ทางร้านสร้างสรรค์ขึ้นมา แก้วแรกที่อยากแนะนำคือ Lemon Orange (90 บาท) น้ำผลไม้ทั้งสองที่มาผสมผสานกันให้ทั้งรสชาติเปรี้ยวสดชื่นหอมหวาน และอยากจะชวนให้ทุกคนคอมโบสั่ง Orange Cake (75 บาท) มาเพิ่มด้วย ขนมเค้กที่มีส่วนผสมของ Poppy Seed กรุบ ๆ สำหรับส้มชิ้นกลมด้านบนสามารถกินได้ทั้งเปลือกเลยนะ สั่งสองเมนูมาคู่กันฟินแน่นอนสำหรับใครที่ชื่นชอบความเป็นผลไม้ตระกูลซีตรัสเช่นนี้ 
 
 
 
 
อีกแก้วสำหรับความสดชื่นสู้อากาศร้อนที่ห้ามพลาดคือ Wild Berry Passion Fruit (90 บาท) แม้จะมีส่วนผสมของเสารสที่บางคนแค่ได้ยินชี้ก็ส่ายหน้าแล้ว เราอยากบอกว่าแก้วนี้จะกลมกลืนไปด้วยไซรัปเลมอนที่ทางร้านเป็นบ่มหมักเป็นสูตรเฉพาะที่มีความหวานแบบเฉพาะตัวมาก ๆ  และใครที่บอกว่า กาแฟฉันก็อยาก ผลไม้ฉันก็อยาก ที่นี่ก็ยังมี Americano Yuzu (110 บาท) แก้วนี้ก็รอตอบโจทย์อยู่แล้ว สั่ง Cranberry Scone (80 บาท) มาแกล้มด้วยก็ลงตัวดูดีที่สุดเลยเว้ยแก
 
 
 
 
คาเฟแห่งนี้เสิร์ฟความหลากหลายเป็นอาหารโฮมเมดให้เราได้เลือกจิ้มกันไม่ถูก ทางร้านแนะนำจานแรกเป็น Penne Pink Sauce (180 บาท) มีส่วนผสมของเห็ดและแน่นเอียดไปด้วยเนื้อปลาแซลม่อนคลุกเคล้าไปกับซอสรสชาติเปรี้ยวมัน จานนี้อาจจะอิ่มไปเลยครึ่งวัน หากใครกลัวไม่อิ่มแนะนำจานนี้เลย Chicken Stew (180 บาท) สตูว์ไก่ชิ้นโตคู่มันบดไม่อิ่มให้มันรู้กันไป อีกเมนูชวนจุกอย่าง Mojo's Dog (140 บาท) แซนด์วิชชิ้นมหึมาด้านในมีไส้กรอกที่ทางร้านคิดค้นสูตรขึ้นมาเองต้องลองไปกินดูให้ได้นะ เชื่อเหลือเกินว่าน่าจะมีคนชื่นชอบในสิ่งที่ Mojo Old Town ได้นำเสนออยู่ไม่น้อย อย่าลืมไปเยือนกันด้วยนะ
 
Mojo Old Town  ถ.ตะนาว เยื้องศาลเจ้าพ่อเสือ เวลาทำการ อังคาร-พฤหัส 9:00-18:00 ศุกร์-อาทิตย์ 10:00-20:00 น. หยุดทุกวันจันทร์  ติดตามเพิ่มเติมที่ Mojo Old Town

 
ข้อมูล : Atiwat Uton

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store