NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
อ่านใหม่ # วรรณกรรมสัจนิยม 'ลาก่อนนาวังเหล็ก' : ความเก่ายังคงเดิม?
หมวด: Campus

อ่านใหม่ # วรรณกรรมสัจนิยม 'ลาก่อนนาวังเหล็ก' : ความเก่ายังคงเดิม?

  • 506
  • 0
  • 0
โกศล อนุสิม

วรรณกรรมแนวสัจนิยม (Literary realism) อาจจะล้าหลังไปแล้วในปัจจุบัน หลังจากที่กระแสสัจนิยมเหนือจริง ( literary surrealism) แบบละตินอเมริกาที่นำโดย กาเบรียล กาเซีย มาเกซ ไหลบ่าท่วมโลกวรรณกรรมไทยและเทศ กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงลงไปอีก วรรณกรรมแนวสัจนิยมสังคมนิยม (Literary Socialist Realism) ที่เบ่งบานอยู่ในช่วงต้นถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันนี้กลายเป็นสิ่งล้าสมัย ไม่มีนักเขียนนิยมเขียนกันแล้ว แม้ในประเทศที่ยังปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ (ซึ่งเป็นแต่เพียงด้านการเมือง ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้นเปิดรับระบบทุนนิยมเสรีกันมากแล้ว เช่น จีน เวียดนาม ลาว เป็นต้น) ก็คงหาวรรณกรรมแนวสัจนิยมแท้ๆ แบบดั้งเดิมยากเต็มที (ในนวนิยายและเรื่องสั้นลาวร่วมสมัย ยังมีกลิ่นอายอยู่แต่เบาบางมากแล้ว)

  วรรณกรรมแนวสัจนิยมเป็นอย่างไร ขออนุญาตยกข้อความที่ นพพร ประชากุล อธิบายไว้ในบทความเรื่อง “ทำไมวรรณกรรมสะท้อนสังคมจึงแก้ปัญหาสังคมไม่ได้” ว่า “… แนวสัจนิยม (realism) เสนอให้วรรณกรรมทำหน้าที่เป็นกระจกส่องสะท้อนภาพความเป็นไปของมนุษย์และสังคมอย่างเที่ยงตรงตามความเป็นจริง ไม่ปรุงแต่งสีสันให้สวยงามเพื่อกระตุ้นอารมณ์เพ้อฝัน ยิ่งในกรณีวรรณกรรมสัจนิยมในสายที่จำเพาะเจาะจงลงไปอีกว่าเป็น ‘วรรณกรรมเพื่อชีวิต’ แล้ว เราก็ยิ่งตระหนักชัดในกุศลเจตนาว่าต้องการตีแผ่ให้เห็นความเลวร้ายในสังคมเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่ผู้อ่าน โดยหวังว่าวรรณกรรมจะสามารถเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคม หรืออย่างน้อยก็ช่วยแก้ไขปัญหาสารพันที่รุมเร้ายุคสมัยของเรานี้ได้บ้าง…” (อ้างจาก http://stang.sc.mahidol.ac.th/bookfair/Oldweb/Article010.htm)

 นวนิยายเรื่อง “ลาก่อนนาวังเหล็ก” ของ “สมคิด สิงสง” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2522 โดยสำนักพิมพ์ปิยะสาส์น จัดเข้าเป็นวรรณกรรมแนวสัจนิยมเรื่องหนึ่ง ซึ่งในคำนำสำนักพิมพ์ได้จัดให้เป็นประเภท “สัจสังคมนิยม” หรือ “เพื่อชีวิต” อันเป็นแนวนิยมในช่วง ก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนมาซบเซาลงในช่วงหลัง ปี 2525 ในยุคคนป่าคืนเมืองที่ต่างผลิตวรรณกรรม “บาดแผล” ออกมากันมากมาย  

 “ลาก่อนนาวังเหล็ก” ก็เช่นเดียวกับวรรณกรรมเพื่อชีวิตในยุคเดียวกัน ที่นำเสนอความจริงเกี่ยวกับสังคมไทยผ่านชีวิตของตัวละครเอกชื่อ พลอย ซึ่งเป็นตัวแทนของ “ชนชั้นล่าง” ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยพลอยเป็นลูกกำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเด็กด้วยการกระทำของโสลูกน้องจ่าปาน ตำรวจชั่ว อันเป็นตัวแทนของชนชั้นปกครอง ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบเอารัดเอาเปรียบประชาชนทุกทาง ทั้งข่มขู่ ขูดรีด และฆ่า แม้จะปรากฏความผิดโดยชัดแจ้งแต่ไม่มีใครสามารถเอาผิดได้ เพราะจ่าปาน ซึ่งต่อมาเป็นผู้กองปาน และพันตำรวจตรีปาน เป็นผู้ถือกฎหมายและรักษากฎหมาย แต่ใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิดเสียเอง ประชาชนภายใต้การปกครองอย่างพลอยและเพื่อนพ้องญาติมิตร ต่างเป็นฝ่ายถูกกระทำ โดยพยายามต่อสู้เท่าที่จะมีช่องทางต่อสู้ได้ แต่ก็ยังเป็นผู้เสียบเปรียบอยู่เช่นเดิม จนในที่สุด เมื่อถูกกลั่นแกล้งจนต้องโทษจำคุก พลอยจึงแหกคุกโดยการช่วยเหลือของข้าราชการผู้หนึ่งที่เห็นอกเห็นใจชาวบ้าน จากนั้นพลอยก็ตัดสินใจเดินทางไปสู่ชีวิตใหม่ แม้ผู้เขียนไม่บอกโดยชัดแจ้งแต่คนอ่านก็พอจะรู้ว่า พลอยได้เข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติในป่าเขา เช่นเดียวกับหนุ่มสาวชาวบ้านเป็นจำนวนมากที่ถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในยุคนั้น ทำให้ขบวนการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเติบโตเข้มแข็งขึ้นท้าทายอำนาจรัฐและทำสงครามเต็มรูปแบบกับฝ่ายรัฐ

 “ลาก่อนนาวังเหล็ก” จึงเป็นนวนิยายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของ “สัจสังคมนิยม” ด้วยปรากฏศัพท์แสงสังคมนิยม อาทิ ชนชั้น การต่อสู้ทางชนชั้น วิถีการผลิต ความขัดแย้งทางการผลิต ฯลฯ (ซึ่งอยู่ในตำรา แคปิตอลลิสม์ ของ คาร์ล มาร์กซ์) อยู่ตลอดทั้งเรื่อง ผู้เขียนนำเอาแนวคิดสังคมนิยมมาใส่ไว้ทั้งในบทสนทนาและบทบรรยาย เช่น “ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างเก่ากับใหม่ ระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์ทางการผลิต หรือกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็คือระหว่างผู้ครอบครองปัจจัยการผลิตกับผู้ใช้แรงงาน ความถูกต้องย่อมเข้าแทนที่ความไม่ถูกต้อง” (หน้า ๓๒๙) อันนำไปสู่การต่อสู้ของผู้ถูกเอาเปรียบคือชนชั้นแรงงาน (ในสังคมอุตสาหกรรม) ชาวนา (ในสังคมเกษตรกรรม) เพื่อสร้างสังคมใหม่ คือ สังคมนิยมที่ทุกคนเท่าเทียมกัน โดยการปฏิวัติของประชาชน (เช่น ใน รัสเซีย จีน และประเทศสังคมนิยมอื่นๆ)   

ปฏิเสธไม่ได้ว่า วรรณกรรมแนวสัจนิยมนั้น สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมจริงๆ การเอารัดเอาเปรียบของบรรดานายทุนอุตสาหกรรมในยุโรปที่สะท้อนผ่านวรรณกรรมแนวสัจนิยมก็คือความจริง แม้ในสหรัฐอเมริกาก็มีสะท้อนไว้ในวรรณกรรมแนวสัจนิยมหลายเรื่อง ในประเทศไทยก็เช่นกัน วรรณกรรมสัจนิยมได้สะท้อนความเป็นจริงของการเอารัดเอาเปรียบกัน การใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่ได้เปรียบของนายทุน การใช้อำนาจทางกฎหมายของข้าราชการ หรือทั้งนายทุนและข้าราชการสมคบกัน ใช้ทั้งอำนาจเงินและอำนาจทางกฎหมายเอารัดเอาเปรียบประชาชนรวมถึงแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ก็มีให้เห็น ตั้งแต่สมัยวรรณกรรมแนวสัจนิยมเฟื่องฟู มาจนถึงสมัยปัจจุบัน สภาพนั้นก็ยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ รูปร่างหน้าตา ไปจากเดิม เท่านั้นเอง     

ดังนั้น เมื่ออ่าน “ลาก่อนนาวังเหล็ก” จึงเหมือนได้เห็นภาพอดีตที่สะท้อนปัจจุบัน ความจริงที่ปรากฏใน “ลาก่อนนาวังเหล็ก” ก็ยังคงอยู่ในสังคมปัจจุบัน
     รูปแบบการเขียนอาจล้าสมัย วรรณกรรมสัจนิยมอาจตายไปแล้ว แต่ความจริงที่วรรณกรรมสัจนิยมบันทึกไว้นั้นคงอยู่เช่นเดิม
     แม้แต่ในประเทศสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ที่เปิดรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีอีกครั้งหนึ่งนั้น ทั้ง จีน เวียดนาม ลาว จะกล้าพูดหรือไม่ว่าสามารถกำจัด “ความขัดแย้งระหว่างเก่ากับใหม่ ระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์ทางการผลิต” ไปหมดสิ้นแล้ว!
 

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store