NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
เมนูเด็ดจาก ปรมาจารย์ลัทธิมาร ที่ใครก็ลืมไม่ลง
หมวด: Food & Travel

เมนูเด็ดจาก ปรมาจารย์ลัทธิมาร ที่ใครก็ลืมไม่ลง

  • 2.1K
  • 91
  • 12
HiganbanaHime

เมนูเด็ดของเรื่องนี้ก็หนีไม่พ้น น้ำแกงกระดูกหมูรากบัว ฝีมือศิษย์พี่ผู้แสนดี  เป็นรสชาติของอวิ๋นเมิ่งที่ไม่ว่าใครได้ชิมเป็นอันติดใจไม่รู้ลืม  ไม่ว่าจะเป็นเจียงเฉิง เว่ยอิง จินจื่อเซวียน  แม้แต่เวินหนิงยังแอบนำกลับไปฝากอายวนตัวน้อยเลย  ลืมไม่ลงถึงขนาดเว่ยอิงพยายามปลูกบัวที่ล่วนจั้งกั้งจนกระทั่งสำเร็จอย่างยากลำบาก     

แม้จะไม่รู้สูตรเอกลักษณ์ของอวิ๋นเมิ่ง  แต่เราก็มีสูตรน้ำแกงรากบัวกระดูกหมูมาฝากกันค่ะ  สืบเนื่องจากลูกสาวลูกชายผู้เขียนติดปรมาจารย์อย่างงอมแงม  จึงเกิดการตามรอยครั้งนี้ขึ้น  โดยสรรพคุณของรากบัวไม่ธรรมดานะคะ  สามารถรับประทานได้ทั้งดิบและสุข  ประยุคได้หลายเมนู  เป็นยาเย็นช่วยคลายร้อน   แก้อ่อนเพลีย ชูกำลังช่วยให้สดชื่น ช่วยเจริญอาหาร ดับกระหาย แก้เสมหะ แก้ไอ ดับพิษร้อน ลดความดันโลหิต สลายสารพิษ แก้ปอดบวม มีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย และแก้อาการนอนไม่หลับ 

สูตรที่ 1

ส่วนผสม : รากบัว, กระดูกหมู หรือ กระดูกอ่อน ,เกลือ หรือ ซีอิ๊วขาว

วิธีทำ

1.เตรียมวัตถุดิบให้พร้อม 

เคล็ดลับ: รากบัวปอกเปลือก และหั่นเป็นแว่น ขนาดตามชอบ แข่น้ำเกลือเล็กน้อย  รากบัวจะไม่ดำ

2.ต้มกระดูกหมู  ในน้ำเดือด

เคล็ดลับ: คอยตักหรือช้อนฟองออก น้ำซุปจะใส แต่ในปรมาจารย์ลัทธิมารน้ำซุปจะเป็นสีขาว

3.ใส่รากบัว แล้วต้มไปอย่างน้อย 1 ชั่วโมงจนกระดูกหมูนุ่ม ถ้าชอบรากบัวกรอบๆ 1 ชั่วโมงทานได้เลย แต่ถ้าชอบนิ่มนิดนึง ต้มต่อไปอีกสักพัก

4.ตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

สูตรที่ 2 

ส่วนผสม :  รากบัว    กระดูกหมู    พุทราจีนแห้ง   เห็ดหอม   เกลือ  ซีอิ๊วขาว

วิธีทำ

1.ปอกเปลือกรากบัวหั่นเป็นแว่นๆแล้วแช่เกลือพักไว้ จากนั้นนำมาล้างความเค็มออกก่อน

2.นำน้ำเปล่าใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ พอน้ำเดือดใส่ซี่โครงหมู เห็ดหอมและพุทราจีนแห้งลงไปต้ม

3.นำรากบัวใส่ลงไปในหม้อที่เตรียมไว้ หรี่ไฟอ่อนแล้วตุ่นไปเรื่อยๆ ให้รากบัวนิ่มและกระดูกหมูเปื่อย

4.ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวเล็กน้อย เพื่อให้รสชาติกลมกล่อม

5.ตักใส่ชามพร้อมเสริฟ

สูตรที่ 3

ส่วนผสม : รากบัว  กระดูกหมู   รากผักชี   กระเทียม   พริกไทยป่น   เกลือ   ผงซุปรสหมูหรือไก่

วิธีทำ

1. ปอกเปลือกรากบัวหั่นเป็นแว่นๆแล้วแช่ในน้ำเกลือพักไว้ ก่อนใส่หม้อนำมาล้างความเค็มออกก่อน

2. ล้างกระดูกหมูให้สะอาดไม่มีคาวเลือด นำไปต้มน้ำน้ำเดือด

3. ใส่รากผักชี กระเทียบบุบ และรากบัวลงไป หรี่ไฟลงแล้วต้มไปเรื่อยๆ

4. ปรุงรสด้วยเกลือ และผงซุป ชิมรสตามชอบ ต้มไปเรื่อยๆให้รากบัวนิ่มและกระดูกหมูเปื่อย

5.  ตักใส่ชามพร้อมเสริฟ

 

สูตรที่ 4 

ส่วนผสม :   รากบัวอ่อน   ซี่โครงอ่อน   ปลาหมึกแห้ง   น้ำปลาอย่างดี

วิธีทำ

1.ปอกรากบัวหั่นเป็นแว่นๆ

2.ล้างหั่นซี่โครงหมู

3.ต้มรากบัวกับปลาหมึกแห้ง ในน้ำเดือดไฟกลาง 1ชั่วโมง

4. ใส่ซี่โครงอ่อน และน้ำปลา ต้มต่อ1ชั่วโมง   อย่าเพิ่งใส่น้ำปลาเยอะเดี๋ยวเค็ม  เพราะปลาหมึกก็มีรสเค็มอยู่แล้ว

5.ซี่โครงเปื่อยดีแล้ว รากบัวนิ่มดีแล้ว ชิมรสอีกครั้งถ้าจืดเติมน้ำปลาไปเรื่อยจนเค็มกลมกล่อม

6.  ตักใส่ชามพร้อมเสริฟ

สูตรที่ 5 

ส่วนผสม :   รากบัว     กระดูกหมูอ่อน     รากผักชี    กระเทียม     ผงปรุงรสผัก     น้ำตาลกรวด     เกลือ     ซีอิ๊วเห็ดหอม  (บางพื้นที่ใส่ข้าวโพด  ถั่วลิสงดิบ  ถั่วแดงลงไปด้วย)  

วิธีทำ

1.ตั้งน้ำให้เดือด  ใส่กระดูกอ่อนลงไป

2.ต้มกระดูกหมูประมาณ 20-30 นาที ใส่รากบัวปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นบางๆ

3.ใส่กระเทียมกับรากผักชีบุหยาบ ต้มต่ออีก 30 นาที

4.ปรุงรสด้วยผงปรุงรสผัก เกลือ น้ำตาล และซีอิ๊วขาว อาจเพิ่มเก๋ากี้ลงไปด้วยก็ได้

5.ต้มต่อไปอีก 20-3 นาที จนกระดูกหมูเปื่อยตามชอบ 

6.  ตักใส่ชามพร้อมเสริฟ

เคล็ดลับน่ารู้

1. ถ้ากลัวว่าน้ำซุปจะขุ่นให้ลวกกระดูกหมูให้สุกก่อนนำมาต้มซุป เพื่อให้น้ำซุปใสน่ารับประทาน
2. ขั้นตอนแรกที่ให้แช่รากบัวในน้ำเกลือเพื่อไม่ให้รากบัวเปลี่ยนเป็นสีดำ 
3. อย่าใช้ไฟแรงในการต้มรากบัว เพราะจะทำให้น้ำซุปขุ่น
4. เมื่อต้มรากบัวไปเรื่อยๆรากบัวจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูออกแดง ตามปกติของรากบัว

 

มาดูของหวานกันบ้างค่ะ  

รากบัวต้มน้ำตาล

ส่วนผสม    :  รากบัวแก่จัด  (เพราะตุ๋นไปแล้วรากบัวจะเหนียวนุ่มค่ะ  ถ้ารากอ่อนจะกรอบ)    น้ำตาลทราย    น้ำเปล่า

วิธีทำ

1.รากบัวควรเลือกที่แก่จัด รสชาติจะมันเหนียวหนึบดี จัดการปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นแว่นๆ ใส่ลงไปในชามที่มีน้ำผสมน้ำเกลือ เพื่อไม่ให้รากบัวดำแช่รากบัวทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างให้สะอาด แล้วตักขึ้นมาใส่ในหม้อ เติมน้ำสะอาดลงไปพอท่วม  รอให้เดือด เดือดช้าทำให้รากบัวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ  ถ้าเดือดเร็วรากบัวก็จะไม่ดำค่ะ
2.เติมน้ำตาลทรายแดง หรทอน้ำตาลกรวดจนได้ความหวานตามต้องการ    ต้มไปเรื่อยๆประมาณ 50-60 นาทีจนรากบัวสุกนิ่ม  ชิมดูตามที่เราชอบ ปิดไฟ 

ยกลงจากเตาทิ้งไว้ให้เย็น หรือจะทานตอนอุ่น ๆ ก็ได้

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

รากบัว หรือ “เหง้าบัว” มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ สีขาวอมเหลือง เมื่อตัดตามขวางจะเห็นรูกลวงเป็นช่อง รากบัวที่ดีต้องมีสีขาว อวบ และใหญ่ รากบัวกินได้ทั้งดิบและสุก โดยนำมาประกอบอาหารและเป็นยา

สรรพคุณ

- รากบัวมีฤทธิ์เย็น รสหวาน ส่วนของรากอ่อนใช้กินแก้ร้อนใน แก้กระหาย แก้ไอ ขับเสมหะ แก้เลือดกำเดาไหล

- ส่วนของรากแก่ ใช้ต้มน้ำดื่มเพื่อบำรุงม้าม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับม้ามและกระเพาะ บำรุงเลือด ไต และหัวใจ รักษาอาการไข้ อาเจียนปนเลือด แก้บิด แก้ท้องร่วง รักษาอาการตาแดง ตาอักเสบ บำรุงสายตา ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย

-ช่วยบำรุงสมอง ทำให้จิตสงบ

วิธีใช้

ชาวจีนนิยมนำรากบัวทั้งรากอ่อนและรากแก่มาต้ม ตุ๋น หรือกินดิบ โดยรากอ่อนเหมาะจะกินดิบ ส่วนรากแก่นำมาปรุงอาหารและเป็นยา

- ตุ๋นรากบัวกับน้ำผึ้งจนข้น กินรักษาอาการถ่ายเป็นเลือด

- ดื่มน้ำต้มรากบัวหั่นบาง ๆ กับเก๊กฮวยและแห้ว ช่วยรักษาอาการอาเจียนมีเลือดปน เลือดออกทางช่องท้องหรือทวารหนัก เลือดกำเดาไหล

- นำน้ำรากบัวต้มผสมกับน้ำสาลี่คั้นสด ดื่มเพื่อช่วยละลายเสมหะ ลดอาการไอและมีไข้

- ต้มรากบัวกับถั่วเขียว กินติดต่อกัน ช่วยบำรุงสายตา รักษาตาแดงและตาอักเสบ ทำให้เลือดเย็นลง

- ไข่ตุ๋นกับชวงฉิก รากบัว และเกลือ กินเพื่อช่วยห้ามเลือดสำหรับผู้ที่มีบาดแผลเลือดออก

รากบัวนอกจากเอามาต้มน้ำ หรือคั้นน้ำกินแล้ว ยังเอามาทำเป็นอาหารได้ รากบัวต้มกระดูกหมู เป็นอาหารอร่อยเลิศรส รากบัวกินเป็นอาหารช่วยให้น้ำย่อยดี ขับถ่ายดีท้องไม่ผูก เพราะรากบัวมีเส้นใยอาหารมาก บางท่านที่เคยกินรากบัวต้มกระดูกหมู บอกว่ากินแล้วช่วยบำรุงกำลัง บรรเทาอาการเจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน กระหายน้ำได้ดี

นอกจากนั้นยังถือว่าบัวเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถในการเจริญพันธุ์ออกลูกออกหลานเป็นสัญลักษณ์ความงามแท้ของแม่หญิงในพิธีวิวาห์ของคนจีน ให้คู่บ่าวสาวกินรากบัวเพราะรากบัวเมื่อถูกหักยังเหลือใย ไม่ขาดจากกันง่าย ๆ เหมือนสำนวนไทยว่า “ตัดบัวยังเหลือใย”

 

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store