NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
เดียนเบียนฟู อีกครั้งหนึ่ง
หมวด: Food & Travel

เดียนเบียนฟู อีกครั้งหนึ่ง

  • 561
  • 13
  • 3
สุวิชานนท์ รัตนภิมล

  

 

ผมนึกถึงบ่ายแก่ๆ ที่รถโดยสารแล่นลงจากไหล่เขา อันเป็นเสมือนกำแพงภูเขากั้นเมืองเดียนเบียนฟูไว้ จวนเจียนจะถึงที่ราบ ผมเห็นโรงโม่หินขนาดใหญ่ เครื่องจักรกำลังทำงาน รถบรรทุกแล่นเข้าออก ฝุ่นฟุ้งกระจายเป็นหมอกควันจนเราต้องปิดหน้าต่างรถ ฝุ่นละอองจำนวนมหาศาลโอบคลุมพื้นที่ชีวิตในแถบริมขอบภูเขานั้นด้วย

พอล้อรถแตะพื้นที่ราบ หมู่บ้านไทดำก็ปรากฏ คนเดินไปมาสองข้างถนนล้วนแล้วแต่เป็นไทดำ พูดง่ายๆ ว่าเป็นถิ่นไทดำ ตั้งบ้านอยู่ริมขอบเทือกเขาที่อบอวลไปด้วยหมอกควันจากการระเบิดหิน โรงโม่หิน รถบรรทุกหินวิ่งเข้าออกตลอดเวลา

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคนไทดำ และหมู่บ้านที่ดูคล้ายบ้านคนไทยในแบบภาคกลางเหลือเกิน บ้านไม้หน้าจั่ว ยกพื้นสูง ใต้ถุนโล่ง มีลานระเบียง บริเวณบ้านห้อมล้อมด้วยไม้ผล มีที่นา มีฝูงวัวควาย เด็กวิ่งเล่นอยู่ตามผืนนาหลังเกี่ยว ดูร่มรื่นเจริญตาเจริญใจ

เพียงแต่ฝุ่นคลุ้งจากรถขนหินและละอองหมอกฝุ่นที่อบอวลอยู่ตลอดเวลานั้น ชีวิตจะอยู่มีความสุขในสภาพสิ่งแวดเช่นนั้นได้อย่างไรหนอ?

คนไทดำในเดียนเบียนฟูเป็นประชากรชั้นไหนของเวียดนามกันนี่? ความสงสัยต่อภาพที่เห็น ว่าระเบิดภูเขาก็ต้องเลือกระเบิดอยู่หลังหมู่บ้านของชนชาวไทดำ ความสุขสงบอันเป็นวิถีจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมไหลไปกับความคิดต่อภาพที่เห็น

เดียนเบียนฟูค่อยเผยเมืองให้เห็น แล้วลบเจ้าความคิดนั้นหายไปในบัดดล

 

 

 

กระทั่งมาพบกับหญิงไทดำยืนขายของชำร่วย ของที่ระลึกอันสื่อบอกเรื่องราวของสงครามและสิ่งของเสื้อผ้าที่อยู่ในวิถีชีวิตของชาวไทดำ เสื้อผ้า ผ้าโพกหัว ผ้าพันคอ ผ้าถุง งานไม้แกะสลัก เสื้อยืด เหรียญ กำไลมือ ทองเหลือง หมวก งานผ้าทอต่างๆ วางขายแก่นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม อนุสรณ์สถานสงคราม หน้าป้อมปราการสนามเพลาะ A1

หากนายพลเดอกัสตรี (De Castries) ผู้บัญชาการทหารคนสุดท้าย ที่ตั้งกองบัญชาการรบอยู่ในห้องโถงใต้ดินที่ห้องล้อมด้วยหลุมเพลาะและขวากหนามดงทุ่นระเบิด เกิดเดินผ่านมาเยือนอีกครั้ง เขาจะพูดกับนางด้วยท่าทีเช่นไร? เขาจะเลือกหยิบซื้อเหรียญกล้าหาญ อาร์มติดหน้าอกนักรบศัตรู ปลอกกระสุนปืน หรือเสื้อผ้าทอมือไทดำไว้เป็นของที่ระลึกข้ามศตวรรษ?

นางชูเสื้อยืดที่มีดาวแดงหน้าอกเสื้อ ตัวหนังสือเขียนคำว่า เดียนเบียน ตัวใหญ่มากเขียนไว้ด้านหลัง นางยิ้มทักทาย แล้วพูดด้วยภาษาไทย ผมทักทายตอบนางทันที

“เราพูดคุยกันรู้เรื่อง เหลือเชื่อ ผมมาจากภูเขาลูกนั้น” แล้วผมก็ชี้ไปทางแนวเทือกเขาในทิศทางที่ผมอยากบอก

นางบอกด้วยเสียงที่ผมฟังรู้เรื่อง หมู่บ้านของนางก็อยู่ตรงนั้น นางบอกให้ไปเที่ยวสิ มีคนไทดำเยอะอยู่ที่นั่น เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยืนพูดคุยกับคนตระกูลไทในถิ่นอื่น ผมเคยรับรู้มาจากงานเขียน หรือสารคดีผ่านจอทีวีมาบ้าง แต่ไม่เคยได้พบหน้าคนตระกูลไทในระยะใกล้แบบได้ยินเสียงชัดๆ ตรงหน้า

 

 

แล้วคนกลุ่มไทดำกลุ่มใหญ่ก็เดินมาถึง ผมนึกว่าเป็นกลุ่มคนไทยมาเยือนเมืองเดียนเบียนฟู พอตั้งใจฟังสำเนียงพูด ถึงรู้สำเนียงต่างออกไป เป็นสำเนียงภาษาเฉพาะ แต่จับใจความเรื่องราวได้ เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหา ถามว่าผมมาจากประเทศไทยใช่มั้ย

“ใช่” ผมตอบ

สีหน้าแววตาเขาเหมือนได้เจอญาติ ผมก็ดีใจตามไปด้วย เพราะเดินอยู่ในเดียนเบียนฟู ภาษาอังกฤษก็แทบจะไร้ความหมาย ภาษาเวียดนามก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่เราพูดภาษาไทยฟังกันรู้เรื่อง ช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

เราถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกต่อกัน พวกเขามาเยือนดินแดนสมรภูมิรบที่บรรพบุรุษของเขาเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนเวียดนาม

ความจริงนายพลเดอกัสตรี (De Castries) คงเลือกเสื้อผ้าทอมือไทดำเป็นของที่ระลึกเป็นแน่แท้ หนามยอกสำคัญของทหารฝรั่งเศส นักรบไทดำและอาสาสมัครไทดำ เป็นกำลังสำคัญของหน่วยรบเวียดมินห์ ที่เอาชนะเหนือกำลังทหารอันเกรียงไกรของฝรั่งเศส

ทั้งที่ก่อนนั้น ไทดำเคยอยู่กับหน่วยทหารของกองทัพฝรั่งเศส และได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และสืบหาข่าวอันเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายฝรั่งเศส แต่ด้วยการวางแผนของนายพลโวเหงียนเกี๊ยบหลังการรบรุกคืบ ด้วยแจกใบปลิวให้นักรบไทดำเลิกร่วมมือกับฝรั่งเศส และสามารถโฆษณาดึงนักรบไทดำมาร่วมจนสำเร็จ แม้ว่าจะยังมีบางส่วนอยู่กับกองกำลังฝรั่งเศสก็ตาม

ในฐานะหน่วยเสบียงขนชิ้นส่วนอาวุธยุทโธปกรณ์ สืบหาข่าว และการเผชิญหน้ายามคับขัน ป้ายสดุดีการรบจึงมีภาพของไทดำยืนเคียงไหล่อยู่ด้วยกันกับกองทหารเวียดมินห์ จึงมีภาพถ่ายชาวไทดำปรากฏในฉากวีรกรรมการรบอยู่ตามสถานที่สำคัญๆ รวมทั้งในพิพิธภัณฑ์สงครามด้วย

คนไทดำร่วมเขียนประวัติศาสตร์สงครามเดียนเบียนฟู เหล่าลูกหลานไทดำจึงต้องเดินมาดูร่องรอยสงครามที่ยังหลงเหลือ

เดินไปมุมไหนของเมืองเดียนเบียนฟู ต้องได้พบเจอกับคนไทดำ ทั้งอยู่ในชุดเสื้อผ้าสวมใส่ ภาษาพูด การเกล้าผมมวยของผู้หญิง ซิ่นนุ่ง เสื้อทอมือ ผ้าโพกหัว ล้วนแต่ยังกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับชีวิต กลมกลืนไปกับเมืองเดียนเบียนฟู

เรียกว่าเดินไปมุมไหนก็พบเห็นคนไทดำ ร่วมวิถีชีวิตเป็นเนื้อเดียวกับคนเวียดนาม

นางบอกผมว่า นางชื่อเม็ง นางจับจองพื้นที่หลังประตูทางเข้าเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานสงคราม A1 มานาน นางดีใจที่ได้พูดคุยกันรู้เรื่อง ว่าแต่ผมจะซื้อของที่ระลึกกลับไปสักชิ้นมั้ย

ผมถามนางว่า ของที่ระลึกชิ้นไหน ที่คนฝรั่งเศสน่าจะซื้อกลับบ้าน แล้วเธอก็ชี้ไปยังเสื้อยืดอีกตัวที่มีดาวแดงอยู่ด้านหน้า ด้านหลังเป็นรถถัง เอ็ม 24 ชัฟฟี

ผมรับเสื้อยืดแล้วมองไปยังซากรถถังสิ้นฤทธิ์ที่จอดเป็นกองเศษเหล็กอยู่ข้างหลุมเพลาะ A1 ผมพูดทิ้งท้ายกับนางว่า วันดีคืนดีมันอาจจะฟื้นคืนชีพออกวิ่งไปทั่วเมืองเดียนเบียนฟูก็ได้ นางยิ้มหัวเราะชอบใจ

                       

   

ห่างออกไปจากสนามเพลาะป้อมปราการ A1 นับไปไม่กี่สิบก้าวก็ถึงสุสานนักรบ ที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปคารวะเยี่ยมชม ประตูใหญ่เปิดกว้างบางเวลาเท่านั้น นอกเหนือเวลานั้น ประตูใส่กุญแจปิดตายตลอดเวลา ใครผ่านมาเยือนสนามเพลาะแล้วต้องไปต่อยังสุสานเก็บความทรงจำ มรดกหลังสงครามสู้รบ สงบอยู่เคียงข้างซากสนามหฤโหดนั้น

สุสานอันสงบนิ่งอยู่ในบรรยากาศเศร้าสร้อยวังเวง เป็นอนุสรณ์สถานสงครามฝังร่างผู้เสียชีวิตให้แก่เดียนเบียนฟู

เรียกว่ามาถึงสนามรบแล้วก็ต้องเข้าไปเคารพคารวะศพนักรบ ไม่มีสงครามที่ไหนที่ไม่มีศพของนักรบ สงครามหมายถึงการตั้งต้นนับศพทหาร จนกว่าทหารคนสุดท้ายจะล้มลง

ผมรู้สึกหวั่นๆ ในความขลังขรึมวังเวง ที่ปกคลุมการเคลื่อนไหวของชีวิตทั้งมวล พอข้ามผ่านประตู รายชื่อเหล่านักรบก็ปรากฏ เรียงชิดแน่นหนา เขียนสลักไว้บนแผ่นผนังกำแพงผินอ่อน มากมายเหลือเกิน อ่านเท่าไหร่ก็อ่านไม่จบไม่สิ้น

กระถางธูปตั้งวางอยู่เป็นจุดๆ อัดแน่นด้วยก้านธูปที่ลุกไหม้ไปแล้ว ธูปเพิ่งจุดส่งกลิ่นลอยอบอวลมากับลม โชยกลิ่นไปทั่วอาณาบริเวณ

จากนั้นถึงจะเป็นตำแหน่งหลุมศพ ที่เรียงไล่กันไปอย่างกับไม้หมอนรถไฟ แซมสลับด้วยไม้ดอก ไม้ทรงพุ่ม พื้นหญ้า ให้ดูร่มรื่นชื่นตาขึ้นมาบ้าง

1954 ปี ค.ศ สลักไว้บนแผ่นหิน ไล่เรียงไปสุดหูสุดตา ชื่อสกุลเป็นภาษาเวียดนาม บอกวันเดือนปีเกิด พอศอการรบดุเดือดในสมรภูมิเดียนเบียนฟู ความเงียบสงัดในสุสานกัดเซาะใจคนผู้มาเยือนกันทั่วหน้า

ในรั้วกำแพงล้อมรอบเต็มไปด้วยศพทหาร นอนเรียงรายเป็นอนุสรณ์สถานสดุดีวีรกรรมความกล้าหาญ

ในสงครามเดียนเบียนฟู นับศพทหารเพียงคร่าวๆ ศพทหารเวียดมินห์ต้องสูญเสียชีวิตไป 30,000 นาย ขณะฝ่ายฝรั่งเศสนับศพทหารไป 16,200 นาย จำนวนใบไม้ผลัดใบหนึ่งฤดูใบไม้ร่วง ยังไม่อาจเทียบเคียงความอาดูรเศร้ารำพันจากผู้ผ่านมาพบเห็น

 

 

 

 

เป็นวันที่เงียบสงบ หรือทุกวันเงียบสงัดอยู่เช่นนี้ ไม่มีเสียงพูดคุยให้ถูกรบกวน ต่างคนต่างอยู่ลำพังกับใจตัวเอง พูดคุยกับตัวเอง ต่างมาเดินอยู่ในมุมของตัวเองจริงๆ

คนดูแลสุสานเดินไปมา คอยดูกระถางดอกไม้ พื้นหญ้า ไม้ดัดจำพวกไม้สน ดัดเป็นทรงพุ่ม ทรงกลม กลมกลืนกับสถานที่

บนความนิ่งเงียบของสุสาน

หญิงวัยกลางคนชาวเวียดนามกำลังเดินเคลียคลอมากับหลานชาย เหมือนเดินตามหาชื่อสกุลอันคล้องชื่อกับคนในเครือญาติหรืออย่างไร เดินประคองแขนกันมาอย่างแนบชิด เหมือนตั้งใจจะหารายชื่อบางชื่อให้พบ ก้มมองอ่านชื่อด้วยใจจดจ่อ

ร่างของคนในครอบครัวพลัดหายลาจากมาอยู่ดินแดนแห่งนี้

คนเวียดนามอีกกลุ่มหนึ่ง เดินตามกันมาอย่างเงียบๆ ภายในพวกเขาดูราวถูกบรรจุไว้ด้วยของเหลว ก้มต่ำคารวะหลุมศพ ศพแล้วศพเล่าเบื้องหน้า มองด้วยสายตาเลื่อนลอย ต่างอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกหมกมุ่นครุ่นคิด มีเสียงกระซิบกระซาบกันบ้างเบาๆ เท่านั้น

ไม่มีเสียงโหวกเหวกลั่นดังในสุสานนักรบ

 

 

เสร็จศึกสงคราม นับศพทหาร นำมารวมกันเสมือนหนึ่งเดินอยู่ในดินแดนสวรรค์ของเหล่านักรบ

ในนามของเหล่าบุตรหลานชาวบ้าน เด็กหนุ่มตามหมู่บ้านชนบททั้งนั้น ผมเดินสวนทางกับพ่อแม่ลูกอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมา ชายชราคนหนึ่งกำลังจ้องมองดูแผ่นสลักหิน ยืนน้ำตาซึม เหม่อนิ่งอยู่กับที่นาน

บาดแผลในใจคนกว่า 60 ปีมาแล้วยังเป็นรอยแผลเป็น สะกิดลงบนแผลเมื่อไหร่ ยังเกิดเลือดไหลซิบๆ

โรงแสดงที่จัดแสดงละครชีวิตอันใช้ฉากคนจริง รบราฆ่าฟันกันจริง และตายจากกันจริงๆ ดูเหมือนฉากชีวิตละคร เหมือนฉากแสดงเล่นๆ ชีวิตเป็นของเล่นๆ เจ็บปวดรวดร้าวกันเล่นๆ ด้วยหรืออย่างไร ความมหัศจรรย์แห่งชีวิตบนโลก เหมือนท่องเที่ยวอยู่บนฉากละครเล่นๆ ไม่ได้จริงอะไร..?!? ..

สำเหนียกการรบในสมรภูมิสงคราม การรบที่มีวันเลิกรา การห้ำหั่นที่มีวันจบสิ้นลงสักวันหนึ่ง ต่างคนต่างรู้ว่านาทีความพลัดพรากจะปรากฏ ชัยชนะที่เห็นอยู่แลกมาด้วยชีวิตที่ต้องสังเวยให้ความถูกต้องชอบธรรม ตัวเลขผู้มีชัยชนะอันเป็นอมตะอย่างนั้นหรือ?

  

 

ไม่มีใครตั้งหน้าตั้งตานับจำนวนศพทหาร แต่ต่อหน้าต่อตานั้น เป็นภาพฟ้องในความโหดหินของสงครามสู้รบ ผู้แพ้หรือผู้ชนะก็ช่าง ล้วนแล้วแต่ต้องกล้ำกลืนกับความสูญเสียอันไม่อาจเรียกกลับคืน

ไม่มีเสียงสวดมนต์ในสุสาน มีแต่ความเงียบในสุสาน

มีนาคมถึงพฤษภาคม ค.ศ 1954 ยุทธการรบครั้งสุดท้าย สนามเพลาะของฝรั่งเศสถูกปิดล้อม การรบติดพันต่อเนื่องทั้งกลางคืนกลางวัน

สมรภูมิสุดท้าย ผมนึกถึงเรื่องราวของ พันเอก ชาร์ล ปีร็อท ผู้บังคับการหน่วยปืนใหญ่ของฝรั่งเศส ด้วยไม่อาคคิดว่าปืนใหญ่เวียดมินห์ที่ระดมยิงมาทุกทางนั้น หลบซ่อนอยู่ในหลุมหลบภัยมากเพียงใด จนเกิดความคลุ้มคลั่ง ไม่อาจสั่งการยิงปืนใหญ่ไปยังเป้าหมายได้

พันเอก ชาร์ล ปีร็อท เข้ามาในโพรงอุโมงค์ของเขา และกระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยระเบิดมือ ร่างของเขาถูกฝังไว้และถูกปิดเป็นความลับ เพื่อไม่ให้หน่วยทหารเสียขวัญ แต่การรบครั้งสุดท้ายก็มาถึง 8 พฤษภาคม ค.ศ 1954 กองทัพเวียดมินห์นับเชลยศึกทหารฝรั่งเศสได้ 11,721 นาย ในจำนวนนั้น 4,436 นาย ได้รับบาดเจ็บ...

 

 

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store