NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
รีวิว Samsung Galaxy Note 10+ ซูเปอร์มือถือ ที่มีความสามารถมากขึ้น กับปากกา โบกนิด...สะบัดหน่อย
หมวด: Tech

รีวิว Samsung Galaxy Note 10+ ซูเปอร์มือถือ ที่มีความสามารถมากขึ้น กับปากกา โบกนิด...สะบัดหน่อย

  • 375
  • 0
  • 1
HiTech

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับ Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+  แน่นอนว่า Sanook! Hitech ไม่พลาดที่จะนำรีวิวแบบจัดเต็มมาฝากทุกคน แต่ขอเริ่มกับตัวท็อปสุดๆ อย่าง Galaxy Note 10+ จะเป็นอย่างไรและน่าใช้แค่ไหน มารับชมกันเลย

แกะกล่องของ Samsung Galaxy Note 10+

สำหรับ Samsung Galaxy Note 10+ จะมาพร้อมกับอุปกรณ์ที่ครบครันและเหมาะสมกับตัวเครื่อง ประกอบด้วย

  • ตัวเครื่อง Samsung Galaxy Note 10+
  • ที่จิ้มซิมการ์ด
  • เคสซิลิโคน
  • คู่มือ
  • ที่ชาร์จกำลัง 25W เป็นหัว USB-C
  • สาย USB-C to USB-C (ไม่มีหัวแปลงมาให้)
  • หูฟัง
  • เครื่องมือเปลี่ยนหัวปากกา S Pen

รูปลักษณ์ของ Samsung Galaxy Note 10+

เริ่มต้นด้วยหน้าตาของเครื่องจะเป็นแบบ Infinity-O Display ความแตกต่างจาก Galaxy S10 Series คือกล้องหน้าตรงกลาง และหน้าจอพื้นที่เยอะมากอย่างชัดเจน จนเรียกได้ว่าขอบนั้นแทบจะไม่เห็นเลยก็ว่าได้ และรองรับมัลติทัชได้สบายๆ มากถึง 10 จุด แต่สำหรับรุ่น Note 10+ จะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 6.8 นิ้ว ความละเอียด QHD+ หรือ 3040 x 1440 พิกเซล

ส่วนบนของหน้าจอจะมีลำโพงสนทนา ซึ่งมีขนาดเล็ก พร้อมกับ เซนเซอร์วัดการแทบหน้า (proximity) และเซนเซอร์จับความสว่างหน้าจอ แถมยังแสดงผลเวลา, icon แจ้งเตือน, สัญญาณมือถือ, ปริมาณแบตเตอรี่

ส่วนล่างของหน้าจอจะเป็นปุ่มกดเมนูต่างๆ สะดวกใช้งาน และมาพร้อมกับฟีเจอร์ 2 แบบ ได้แก่

  • เป็นแบบปุ่มกดปกติที่เปลี่ยนรูปแบบได้ ค่าเริ่มต้นคือ Recent Apps, กลางคือ Home และ ขวาสุดคือ Back หรือ ย้อนกลับ
  • ปุ่มกดที่เป็นแบบปัด ฝั่งซ้ายสุดค่าปกติจะเป็น Recent Apps, กลางเป็น Home, ขวามือเป็น Back ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้

รอบตัวเครื่องเป็นวัสดุ อะลูมิเนียมเกรด 7,000 ทั้งหมด และมีการคัดเลือกสีตามแบบของเครื่อง โดยฝั่งด้านขวาจะไม่มีปุ่มอะไรเลย

 

ส่วนปุ่มทั้งหมดทั้งปุ่มปรับระดับเสียงและปุ่มข้างมาอยู่ฝั่งซ้าย ต้องทำความคุ้นเคยเล็กน้อย และสามารถตั้งค่าปุ่มได้ที่ Setting (ตั้งค่า) > Advance Feature (คุณสมบัติขั้นสูง) > Side Button (ปุ่มด้านข้าง) จะมีให้ตั้งค่าทั้งแบบกด 2 ครั้ง หรือกดค้างหากจะเลือกให้เป็นปุ่มเปิดเครื่อง หรือเลือกกดค้างเป็นปุ่มควบคุมเครื่อง

ส่วนบนมีไมโครโฟนและช่องใหญ่ๆ คือลำโพงของเครื่อง และถาดใส่ซิมของ Samsung Galaxy Note 10+ จะเป็นแบบ Nano SIM + Hybrid Slot สลับได้ทั้ง Nano SIM และ Micro SD เพื่อเพิ่มความจำได้มากสุดที่ 1 TB

sa_note_10p_b_028
sa_note_10p_b_038

ล่างสุดมีช่องใส่ปากกา S Pen, ลำโพงหลัก, ช่อง USB-C และ ไมโครโฟนของตัวเครื่อง ถ้าสังเกตดีๆ คือมันจะบางลงด้วยสำหรับดีไซน์ของเครื่อง

sa_note_10p_b_027

ในส่วนปากกาจะมีความแตกต่างแม้ว่าขนาดจะดูไปแล้วเท่าเดิมแต่ส่วนล็อคของปากกา เปลี่ยนไป ฉะนั้นใครนำ S Pen รุ่นเก่ามาใส่ ระวังจะไม่สามารถใส่ได้นะครับ

ด้านหลัง ออกแบบเรียบง่าย โดยวางกล้องทั้งหมดเป็นแนวตั้ง บอกลาระบบวัดชีพจรไปได้เลยเพราะได้ถอดออกแล้ว เหลือไว้แต่เพียง เซนเซอร์วัดความชัดตื้นและลึกเท่านั้นที่อยู่ตรงกลางเป็นกล้องที่ 4 โดยกล้องจะนูนกว่า S10 เล็กน้อย พร้อมกับโลโก้ Samsung เป็นแนวนอนเหมือนเดิม

ภาพรวม / น้ำหนักของเครื่อง / สีสัน

จากที่ได้สัมผัสถือว่าเป็นมือถือจอใหญ่เครื่องยาว ซึ่งเมื่อเทียบกับ Note 9 แล้วไม่ได้ยาวห่างกันมากนัก และได้พื้นที่จอมากกว่าเดิม ส่วนน้ำหนักของเครื่อง กลับไม่ได้รู้สึกว่าหนักอย่างที่คิด ดังนั้นการถือเครื่องมือถือรุ่นนี้ เป็นอีกบทพิสูจน์ว่า มันเบากว่าตัวเลขเหมือนกัน

ส่วนการตัดช่องเสียบหูฟังนั้น แรกๆ ก็อาจจะน้อยใจแต่เมื่อใช้ไปก็ไม่รู้สึกแปลกอะไร อาจจะเพราะการออกแบบเครื่องที่บางลงและยังได้ระบบสั่นเตือนที่ดีกว่าเดิม ทำให้ข้อนี้ถูกลบล้างออกไปได้ และตัวปากกาเป็นแบบชิ้นเดียวทำให้จับแล้วรู้สึกดีขึ้น แต่ใส่กับของเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ก็ต้องทำใจนะครับ

สีสันของ Samsung Galaxy Note 10+ ที่มีขายในประเทศไทยได้แก่ Aura White ปากกาสีขาว, Aura Black ปากกาสีดำ, Aura Glow ปากกาสีน้ำเงิน (สีออกเป็นรุ้งผสมกับสีที่เหมือนกับกระจก)

เปิดเครื่องลองฟีเจอร์ของ Samsung Galaxy Note 10+

รายละเอียดของ Samsung Galaxy Note 10+

  • สัดส่วน (ยาว x กว้าง x หนา) : 163.2 x 77.2 x 7.9 มม.
  • น้ำหนัก : 196 กรัม
  • การป้องกันน้ำและฝุ่น : IP68 ลงน้ำได้ 1.30 เมตร นานสุด 30 นาที
  • หน้าจอแสดงผล : Dynamic AMOLED HDR+ แบบ Infinity O ขนาด 6.8 นิ้ว อัตราส่วน 19:9
  • ความละเอียดหน้าจอ : 3040 x 1440 พิกเซล (QHD+) ป้องกันรอยด้วยกระจก Gorilla Glass 6
  • ชิปเซ็ตประมวลผล : Exynos 9825 + Mali G76
  • การเชื่อมต่อ : WiFi 802.11 B/G/N/AC/AX (WiFi 6), Bluetooth 5.0, GPS, A-GPS
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 9.0 Pie + One UI
  • ระบบความปลอดภัย
    • ติดตั้งเซนเซอร์สแกนนิ้วบนหน้าจอแบบอัลตราโซนิค (พร้อมเทคโนโลยีสแกน 3 มิติ)
    • ติดตั้งระบบจดจำใบหน้า
  • กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว : 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f2.4, Telephoto + 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f1.5 – f2.4, Wide  + 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f2.2, Ultra-Wide, ToF Sensor
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้า : 10 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f2.2
  • แบตเตอรี่ความจุ : 4,300 mAh + Fast Charge 45W (ภายในกล่องแถมที่ชาร์จกำลัง 25W), Wireless Charge 15W, Wireless Power Share 2.0
  • พอร์ตเชื่อมต่อแบบ : USB Type-C
  • หน่วยความจำแรม (RAM) : 12 GB
  • หน่วยความจำภายใน (ROM) : 256 GB / 512 GB
  • หน่วยความจำภายนอก : MicroSD เพิ่มได้สูงสุด 1TB
  • สี : Aura White ปากกาสีขาว, Aura Black ปากกาสีดำ, Aura Glow ปากกาสีน้ำเงิน (สีออกเป็นรุ้งผสมกับสีที่เหมือนกับกระจก)

การทดลองประสิทธิภาพ / การทดลองเล่นเกม

การทดสอบด้วยโปรแกรม AnTuTu ทำได้คะแนน 351,388 คะแนน

การทดสอบประสิทธิภาพด้วยโปรแกรม Geekbench 4 ทำได้ที่ Single Core 4,481 คะแนน Multi Core 10,316 คะแนน

ผลการอ่านข้อมูลของความจำแบบ UFS 3.0

ในการเล่นเกมเมื่อพื้นที่จอมากขึ้น ติ่งลดลงก็สนุกมากขึ้นเพราะพื้นที่เต็มตาและประสิทธิภาพออกมาไม่กระตุกมาก ตัวเครื่องมีการปรับและเรียนรู้การใช้พลังงานที่คุ้มค่าไม่เบาเลยทีเดียว ส่วนความร้อนน้อยกว่า S10 แต่ก็ยังมีให้สัมผัสได้ ส่วนลูกเล่นในการเล่นเกมก็มีให้เลือกทั้งการติดต่อสื่อสารได้เฉพาะเกม, item บางเกมจะมีพิเศษเช่นเกม Harry Potter, และโหมดห้ามรบกวน ปรับประสิทธิภาพอัตโนมัติ (ไม่ใช่ Over Clock นะครับ)

การเชื่อมต่อ และ ลองใช้นำทาง

สำหรับการเชื่อมต่อ นอกจาก USB-C อันเดียวครอบจักรวาลแล้ว แบบไร้สายก็มาพร้อมกับ WiFi 802.11 AC, Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 และระบบนำทางรองรับ GPS, A-GPS และครั้งนี้เสาอากาศของ GPS แยกออกมาไว้มุมซ้ายของเครื่องทำให้ประสิทธิภาพในการรับสัญญาณทำได้ดีขึ้น

การทดลองเกี่ยวกับการแสดงผล / การทดลองระบบเสียง

การแสดงผลแบบปกติ

การแสดงผลแบบ Wide Screen

หน้าจอของ Samsung Galaxy Note 10+ จัดเต็มกับขนาด 6.8 นิ้วแบบ Dynamic AMOLED ซึ่งมีผลดีต่อการแสดงผลในทุกสภาพแสง และมีลูกเล่นปรับทั้งลดแสงสีฟ้าแบบเหลือแค่ 95% ซึ่งปกติถ้าไม่ปรับอะไรจะลดได้ 40% ก็ถือว่ามากแล้ว และลดความละเอียดได้เหลือ HD+ (1560 x 720 พิกเซล) ค่าปกติเป็น Full HD+ (2280 x 1080 พิกเซล) แต่ความละเอียดสูงสุดที่ทำได้คือ QHD+ หรือ 3040 x 1440 พิกเซล เทียบเท่าระดับ 4K และรองรับการแสดงภาพแบบ 60FPS ได้สบายๆ 

ระบบเสียงของ Samsung Galaxy Note 10 ให้ลำโพงคู่มาเหมือนเดิม สิ่งที่แตกต่างจาก S10 ชัดเจนคือ ลำโพงตัวที่ 2 ย้ายไปติดตั้งไว้ด้านบนของเครื่องทำให้ระบบเสียงไม่มีอะไรมาบังและทำงานได้เต็มที่มากกว่าการใช้ Ear Peace แบบเดิม รองรับทั้งระบบ Dolby ATMOS ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ และยังปรับเพิ่มได้เองเหมือนเดิมตามสไตล์ของมือถือ Samsung

ระบบปฏิบัติการ / ฟีเจอร์ที่ต้องลอง / ระบบความปลอดภัย

สำหรับระบบปฏิบัติการยังคงใช้ Android Pie หรือ เวอร์ชั่น 9 เหมือนเดิม มาพร้อมกับ OneUI เวอร์ชั่น 1.5 เป็นเวอร์ชั่นที่ปรับปรุงจาก Samsung Galaxy S10 เล็กน้อย แต่มีฟีเจอร์ทั้ง Notification ที่แสดงผลได้ดีและหน้า Setting ที่ใช้งานได้ง่าย ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องสามารถเลื่อนแล้วกดปิดที่ Notifcation ได้เลย และยังมีฟีเจอร์เยอะมากมาย ได้แก่

ฟีเจอร์การทำงานของเครื่อง

นอกจากฟีเจอร์ที่ S10 และ S10+ ที่มีมาให้ไม่ว่าจะเป็น Bixby Routine หรือ ฟีเจอร์การสั่งงาน Bixby ที่สามารถเปลี่ยนโหมดการทำงานได้แล้วยังมาพร้อมกับลูกเล่นที่จัดเต็ม ดังนี้

  • Screen Recorder สามารถกดเปิดอัดหน้าจอและเปิดกล้องหน้าในเวลาที่เราต้องการใช้งานได้สะดวกมากขึ้น โดยเปิดไมค์ก็ได้ และรองรับความละเอียด Full HD และวาดเขียน หรือใช้ S Pen ชี้ไปที่หน้าจอได้ (เปิดใน Notification)

  • ปุ่มด้านข้างเครื่องที่มาแทนตำแหน่งปุ่ม Bixby เดิม สามารถตั้งค่าได้ทั้งกด 2 ครั้งว่าจะให้ทำอะไรเช่น ให้เรียก Bixby, เปิด กล้อง หรือจะเปิด Apps อื่นๆ ก็ได้เช่นเดียวกัน กดค้างไว้ก็สามารถเรียก Bixby หรือ จะให้เป็น Switch ปิด, Restart, หรือ โทรฉุกเฉิน ก็ย่อมได้

  • ฟีเจอร์ติดเครื่องอย่าง Samsung Health, เครื่องอัดเสียง, เครื่องคิดเลข และอื่นๆ อีกเพียบยังคงมีมาให้อยู่เหมือนเดิม

  • สามารถตัดต่อวิดีโอได้ โดยเฉพาะใน Gallery ที่สามารถเรียงหรือแทรกวิดีโอเข้าไป เติมคำภาษาไทยได้, เพิ่ม Effect ในการถ่ายวิดีโอได้ แต่ถ้ายังไม่พอต้องการความเทพกว่านั้น Samsung Galaxy Note 10 หรือ Note 10+ สามารถติดตั้งโปรแกรม Adobe Premiere Rush สำหรับมือถือ Android ได้ช่วยให้คุณตัดต่อวิดีโอได้ง่ายมากขึ้น แต่ต้องทำใจว่าภาษาไทยยังใช้ไม่ได้นอกจากจะลอง Font ภายใน Apps

ฟีเจอร์จากปากกา S Pen

  • Air Action ทำงานได้มากขึ้นและเพิ่มการทำงานของ Gyroscope สามารถเลื่อนเป็นกล้องหน้าหรือกล้องหลังได้ และสามารถใช้แบบ Zoom In หรือ Zoom Out ได้ ควบคุมเพลงด้วยการตวัดเปลี่ยนเพลง หรือ เพิ่ม ลด เสียงเพลงได้ แถมยังคุม Apps อื่นได้ ไม่ว่าจะเป็น Chrome, YouTube เป็นต้น

  • แปลงลายมือเป็นตัวอักษร รอบนี้สามารถแปลงประโยคยาวๆ และ ลากยาวๆ ก็ได้เช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องพิมพ์ในกรอบข้างล่างเหมือนกับที่แล้วมา และแชร์ไปยัง Word, PDF, โปรแกรมสำนักงาน
  • เขียนหน้าจอได้ทันทีโดยไม่ต้องเลือกแชร์หน้าจอ ทำให้ใช้งานได้ง่ายดาย (ใน S Pen)

  • Screen Off Memo สามารถเปลี่ยนสีได้ไม่ว่าจะเป็นตัวไหนก็ได้

  • Live Message แบบวิดีโอ เขียนภาพผ่านวิดีโอได้ จะเป็นวิดีโออะไรก็ได้ วิดีโอ 15 วิ และเลือก Crop ได้ และสามารถเปิดกล้องถ่ายแล้วเขียนได้ทันที
  • Pen Sound จะใช้เสียงต่างๆ เลือกเปิดปิดได้ และมีให้เลือกถึง 6 แบบตามปากกาจริง

  • AR Doodle สามารถเขียนแต่งหน้าคนแล้วบันทึกเป็นแบบวิดีโอ ความพิเศษสำหรับโปรแกรมนี้คือ เขียนกับวัตถุ กำแพง ก็ได้ และแต่เมื่อเขียนกับคนแล้วถ่าย เมื่อถ่ายกับคนอื่นจะไม่แสดง Effect ที่วาดไปก่อนหน้านี้ และ Effect จะลบตัวเองทุกครั้งเมื่อ ปิดโปรแกรมแล้วเปิดใหม่

ฟีเจอร์การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์

  • Samsung DeX

การใช้งานกับคอมพิวเตอร์ยังรองรับการทำงานของ Samsung DeX จะปรากฏข้างในหน้าจอ โดยเครื่องจะบังคับให้คุณ Download Apps จากเว็บไซต์ เมื่อโหลดเสร็จแล้ว เราสามารถลาก File เข้า หรือ ออกจากคอมพิวเตอร์ได้ทันที ส่วนมือถือจะทำอะไรก็ได้ และควบคุมมือถือได้ระดับหนึ่ง ใช้งานได้ทั้ง macOS และ Windows 7, 10

  • Microsoft Link Your Phone

หรือถ้าคิดว่าไม่สะดวกไม่อยากลง Apps เพิ่ม เฉพาะ Windows 10 จะมีฟีเจอร์ Link Your Windows ติดตั้งมาให้ในเครื่อง โปรแกรมนี้สามารถเชื่อมต่อกับ One Drive เพื่อเก็บรูป หรือ แสดงผล 25 รูปล่าสุด และยังรองรับการดูข้อความ SMS หรือ การแจ้งเตือนของภาพได้ด้วย (ต้องตั้งที่มือถือเท่านั้น)

ระบบความปลอดภัย

นอกจากที่ Samsung วางระบบ Samsung KNOX มาให้ในเครื่องที่ทำให้เกิดฟีเจอร์ความปลอดภัยเกี่ยวกับรหัสของเครื่อง (Samsung Pass) หรือการใช้ Secure Folder และระบบการจ่ายเงินโดยไม่ต้องใช้บัตร (Samsung Pay) ยังมาพร้อมกับระบบสแกนใบหน้าแบบ 2D

และระบบสแกนลายนิ้วมือที่เลื่อนตำแหน่งมาเกือบกึ่งกลางเครื่องเพื่อให้ตำแหน่งสูงกว่า S10 เดิมชัดเจน ทำให้การสแกนนิ้ว จะง่ายขึ้น จากที่ใช้มา ก็ถือว่าง่ายจริงๆ

เปิดกล้องทดลองประสิทธิภาพการถ่ายภาพด้วย Galaxy Note 10+

กล้องหลังของ Samsung Galaxy Note 10+ จะมาพร้อมกันทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน ประกอบไปด้วยกล้องหลัก 3 ตัวและมี กล้องใหม่คือ

  • กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล 5 – F2.4 หรือเป็น Dual Aperture ปรับรูรับแสงได้
  • กล้องตัวที่ 2 ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล 4 แต่มีระยะ Telephoto ที่ทำให้การซูมเป็น 2X
  • กล้องตัวที่ 3 ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีระยะมุมกว้าง 123 องศา ทำให้ได้มุมกว้างมากขึ้น ในระยะ 0.5X
  • และกล้องตัวที่ 4 คือ ToF (Time Of Flight) Sensor ช่วยในการวัดความลึก และทำงานกับระบบ 3D

ภาพรวมของ Samsung Galaxy Note 10+ เป็นกล้องที่เหมือนกับ Samsung Galaxy S10 เวอร์ชั่น 5G เลยแต่ว่าจะมีความแตกต่างกันแค่ไหนเรามาดูต่อในเรื่องฟีเจอร์กันดีกว่า

หน้าจอฟีเจอร์ควบคุมกล้องของ Samsung Galaxy Note 10+

เมนูต่างๆ ของกล้อง Samsung Galaxy Note 10+ ยังมาพร้อมกับลูกเล่นที่น่าใช้งานเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือโหมดกล้องที่เหมือนกับ Galaxy A80 คือ การถ่าย Live Focus แบบวิดีโอที่เพิ่มลูกเล่น Effect มากขึ้น และการละลายหลังใช้ ToF Sensor จะดูจริงกว่ารุ่นปกติ ที่จะรีวิวในลำดับถัดไป

ตัวอย่างภาพถ่ายของ Samsung Galaxy Note 10+ ในรูปแบบการถ่ายภาพต่างๆ 

sa_note_10p_g_017
sa_note_10p_g_018
sa_note_10p_g_019

สำหรับภาพถ่ายปกติของ Samsung Galaxy Note 10+ เมื่อกล้องมีการปรับรูรับแสงเป็น F2.4 ทำให้ละลายหลังได้อย่างดี และยังมีฟีเจอร์การละลายหลังทั้ง Live Focus ถือว่าทำได้ดีและการรับแสง สีสันภาพดี รวมถึงการเปิด AI Scene Mode ที่สวยงาม

sa_note_10p_g_003
sa_note_10p_g_006

sa_note_10p_g_007

การถ่ายภาพกลางคืน เมื่อรูรับแสง F1.5 หรือการใช้เลนส์มุมกว้าง ถ้าแสงเพียงพอก็ให้ภาพที่สวยงามมาก และยิ่งเข้า Night Mode กล้องจะถ่างรูรับแสงให้มากขึ้น

sa_note_10p_g_002
sa_note_10p_g_012

การถ่ายภาพแบบอื่นๆ ของ Samsung Galaxy Note 10 ยังรองรับการถ่ายภาพที่หลากหลาย ทั้งการละลายหลังแบบสุดๆ ผ่าน Live Focus, การปรับเรื่องโหมดถ่ายภาพอาหารที่ให้สีสดและยังสามารถถ่ายต้นไม้ได้อีกด้วย

การถ่ายวิดีโอด้วย Galaxy Note 10+

สำหรับในเรื่องการถ่ายวิดีโอ Samsung Galaxy Note 10+ จะมาพร้อมกับความละเอียดกล้องอยู่ที่ 4K 60 FPS และรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Super Slowmotion ได้ในระดับ 960 FPS กันเลยทีเดียว และยังมีลูกเล่นมากมายไม่ว่าจะเป็น

  • Super Steady ที่ปรับมาใช้เลนส์ปกติ และสามารถซูมได้ 1 ระดับ ก็ยังคงความนิ่งอยู่เหมือนเดิม และภาพคราวนี้จะไม่แตกเหมือนเก่า และมีการทำงาน AI เข้ามาด้วย และรุ่นนี้มีทั้ง EIS + OIS จะทำให้รองรับทั้ง Hyperlapse และวิดีโอปกติ ซึ่งมีข้อสังเกตคือการทำ Audio Zoom จะทำไม่ได้
  • Live Focus Video ลักษณะการทำงานจะเหมือนกับ Live Focus ภาพนิ่ง แต่สิ่งที่แตกต่างคือ Effect สุดท้ายที่มีเฉพาะวิดีโอเท่านั้น สำหรับ Note 10+ จะใช้ ToF ในการช่วยละลายหลัง ทำงานร่วมกับ Software ของเครื่อง 
  • Audio Zoom สามารถซูมเสียงเข้าไปใกล้ได้ โดยสามารถซูมได้ 3 เท่า จากระยะที่คุณยืนอยู่ การเพิ่มไมค์ตัวที่ 3 ของ Samsung Galaxy Note 10 ทั้ง 2 รุ่น ถ่ายวิดีโอกล้องหน้า ลดเสียงรบกวนได้พอสมควร โดยไม่ต้องเสียบไมค์ต่อ เมื่อทดลองจริง เสียงดีจริง เราต้องมีการพูดอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าไม่พูดแล้วเครื่องจะนำเสียงภายนอกเข้ามา

ดังนั้นใครที่อยากนำมือถือรุ่นนี้ไปถ่ายวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ๆ นี่ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสม และยังสามารถตัดต่อได้ในเครื่องอย่างที่เล่าไปในส่วนของฟีเจอร์

กล้องหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล เป็นอย่างไร

สำหรับกล้องหน้าของ Samsung Galaxy Note 10+ จะมาพร้อมกับความละเอียดที่ 10 ล้านพิกเซล และเลนส์กล้องยุบเหลือเลนส์เดียวแล้ว แต่การทำงานกลับไม่ได้ด้อยลงแต่อย่างใด เพราะมีการเพิ่มลูกเล่นเข้าไป คือ ทั้งกล้องหน้าสามารถถ่าย Hyperlapse ได้เหมือนกล้องหลัง, ถ่าย Live Focus ทั้งแบบภาพนิ่งและวิดีโอได้ และมี Effect เหมือนกล้องหลัง รวมไปถึง เพิ่ม Night Mode เข้าไป

ภาพที่ออกมาถือว่าคมชัดดีและถ้าปรับ Beauty Mode อาจจะบ่งบอกได้ชัดเจนว่ามันละลายหลังได้ดีกว่ารุ่นก่อนมาก และความจริงทำได้มากกว่าที่คิดด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ดูหลอกทั้งๆ ที่รูรับของกล้องหน้าเป็น F2.2 มากกว่าของ S10 เพราะกล้องต้องมีขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม ทำให้จำเป็นต้องบีบรูรับแสงนั่นเอง

แบตเตอรี่ / การชาร์จไฟ

ถึงแม้ว่าแบตเตอรี่จะมีขนาด 4,300 mAh จัดว่าใหญ่พอสมควร หลายคนก็ตั้งข้อสังเกตว่า Samsung Galaxy Note 10+ จะใช้งานได้นานกว่า Galaxy Note 9 รุ่นเดิมหรือไม่ คำตอบคือ ใช้ได้นานกว่า Note 9 แต่ไม่ได้มากอะไรเพราะจากการทดลอง หากใช้งานต่อเนื่องทั้งวันโดยไม่หยุดพักจะใช้งานได้ราวๆ 12 – 13 ชั่วโมง ถือว่าเป็นเกณฑ์ปกติของมือถือเรือธงทั่วไป และมีข้อสังเกตคือเมื่อได้ใช้ไปสักพักก็จะเริ่มทำได้ดีเพราะ CPU เรียนรู้การใช้งานของเราและปรับได้เหมาะสม โดยอัตโนมัติ อาจจะอึดขึ้นอีก 1 ชั่วโมง แต่ลูกเล่นของการปรับการใช้พลังงานมีทั้งหมด 4 รูปแบบ ซึ่งเลือกใช้ได้

หรือจะให้เครื่องปรับก็จะมี Optimize จะควบคุมได้ระดับหนึ่งและ Adaptive Battery ที่เป็นระบบของ Android Pie ติดตั้งมาให้เหมือนกัน โดยเราเลือกเปิดหรือปิดก็ได้ผ่านใน Setting (ตั้งค่า) > Device Care (การดูแลอุปกรณ์)

ส่วนแบตเตอรี่รุ่นนี้มีข้อดีคือ รองรับกำลังชาร์จไฟสูงสุดที่ 45W แต่จะต้องไปอุดหนุนซื้อ Adapter เพิ่ม เพราะที่ติดกล่องมีให้แค่ 25W จากการทดลองชาร์จไฟแล้ว ที่ติดกล่องไม่ได้แย่ เพราะทำไฟที่หล่นเยอะสุดที่ 30% กลับมาที่ 100% เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที เทียบเท่าหรือว่าแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ส่วนระบบ Wireless Charging รุ่นนี้รองรับ Fast Charge 2.0 กำลังไฟ 15W เป็นแบบสูงสุด ถ้าไม่มีก็ใช้ที่ชาร์จปกติไปก็ได้เหมือนกัน และยังรองรับ Wireless Power Share คราวนี้ถ้าวาง Galaxy Watch จะสามารถบอกได้ว่าไฟฟ้าภายในเครื่องมือถือเหลือเท่าไหร่ แต่ถ้าชาร์จมือถือด้วยกันเองจะไม่ได้บอกเช่นเคย กำลังไฟที่จ่ายออกก็ยังคงเดิมเหมือนกับ S10+ ทุกประการ

สรุปหลังทีม Sanook! Hitech ทดลองใช้ Samsung Galaxy Note 10+ มาสักระยะเวลาหนึ่ง

เป็นการทดลองที่ประทับใจมากอีกครั้ง เพราะนี่คือมือถือเรือธงที่มีจุดเด่นมากมาย และถือว่าเป็นอีกมือถือที่ Samsung จัดเต็มที่สุดในปี 2019 เลยก็ว่าได้ เพราะนอกจาก Hardware ที่ดีแล้วยังมีการปรับปรุง Software ที่ทำงานได้เรียกว่าจบทุกกระบวนท่า ทั้งการทำงานและการถ่ายภาพ และต้องยอมตัดหูฟังออกแลกกับความบาง และ ระบบสั่นที่ดีขึ้น

Samsung Galaxy Note 10+ มีให้เลือก 2 ความจุ และ 2 ราคา คือ

  • RAM 12GB / ความจำในตัว 256GB = 37,900 บาท
  • RAM 12GB / ความจำในตัว 512GB = 40,900 บาท

พูดเลยว่าสำหรับคนที่ถือ Note 9 เดิมอยู่ และต้องการมือถือที่ทำอะไรได้มากขึ้นและมีความสามารถรอบตัว เช่น การนำมาจดหรือตัดต่อวิดีโอได้นั้น นี่ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าใช้งานไม่เบา แต่ถ้าแพงไปและสงสัยว่ารุ่นเล็กอย่าง Galaxy Note 10 ขนาดใหม่จะดีแค่ไหน รอติดตามต่อในรีวิวถัดไปครับ

จุดเด่น

  • การออกแบบเครื่องลงตัวและสวย
  • ประสิทธิภาพดีกว่าที่คิดเอาไว้
  • กล้องสวยจบ
  • ระบบการถ่ายวิดีโอทำได้ดีมาก
  • S Pen สามารถทำอะไรได้มากกว่ากดสั่งถ่ายภาพ
  • มีบันทึกวิดีโอหน้าจอแล้ว
  • การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทำได้หลากหลายและลงตัวกับการใช้งานอื่นๆ มากขึ้น
  • ฟีเจอร์ครบทั้งลูกเล่นทั่วไป และความปลอดภัย
  • สแกนลายนิ้วมือใช้ได้ถนัดมากขึ้น
  • ใช้นานๆ เครื่องไม่ร้อนเหมือนรุ่นก่อน
  • กันน้ำได้เหมือนเดิม

ข้อสังเกต

  • ไม่มีตัวแปลงช่องเสียบหูฟังมาให้ในกล่อง
  • ไม่แถมที่ชาร์จกำลัง 45W มาให้
  • แบตเตอรี่ยังไม่อึดเท่าที่ควร (กรณีใช้งานหนัก)
  • ราคาสูงไปนิดนะจ๊ะ
ภาพ : Peerapol Pakornrassamee

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store