NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
เมื่อฉันอายุ 25
หมวด: Life

เมื่อฉันอายุ 25

  • 1.1K
  • 68
  • 6
เยลลี่หมีขี่จรวด

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดนี้แล้วก็อดที่จะรู้สึกทึ่งปนรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ เหมือนความรู้สึกยังยึดติดกับภาพวันวาน ภาพที่แม่ต้องไปเฝ้าในห้องเรียนอนุบาล ภาพที่เข้าเรียน ป.1 วันแรก ภาพช่วงเรียน ม.ต้น หรือตอนเป็นนักเรียนมอปลาย กระทั่งชีวิต ในรั้วมหาวิทยาลัยที่จบไปเกือบ 2 ปีแล้ว แต่รู้สึกเหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนฉันแทบไม่รู้สึกจากที่ฉันเข้าใจว่าฉันยังเป็นคนเดิม เป็นเหมือนเดิม ตั้งแต่ตอนอนุบาลจนถึงตอนนี้ แต่พอลองทบทวนดีๆ ฉันก็เปลี่ยนไปเยอะนะ เมื่อฉันอายุ 25 ฉันเข้าใจอะไรขึ้นหลายๆ อย่าง ล้มลุกคลุกคลานมาก็มาก เสียใจ ดีใจ ร้องไห้ หัวเราะให้กับชีวิตมาก็เยอะ

ในวัยเด็ก ฉันเป็นเด็กที่ค่อนข้างมีแบบแผนสำเร็จรูปในหัวของฉันเองว่า จะต้องดำเนินไปยังไง เดินทางไหน อะไรคือขั้นตอนต่อไป เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่อยู่ในกรอบ มีระเบียบวินัย โดยที่สร้างกฏให้ตัวเองว่าฉันต้องนึกถึงความต้องการของคนที่ฉันรักก่อนความต้องการของตัวเองเสมอ ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่เคยบังคับให้ฉันทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ฉันเต็มใจที่จะทำเองเพราะฉันมีความสุขเมื่อพวกเขามีความสุข ฉันจึงเป็นเด็กที่มี
"ผลการเรียนดี" ตั้งแต่เด็กจนโต แม้ใครๆ จะชื่นชม แต่ลึกๆ แล้วฉันกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองดีเด่นอะไร เพราะฉันไม่รู้เลยว่าชีวิตฉันต้องการอะไรกันแน่ จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังตอบตัวเองไม่ได้

ช่วงชีวิตที่ฉันได้ทำตามหัวใจของตัวเองสุดๆ คือช่วงวัยรุ่น ฉันชอบแฮร์รี่ พอตเตอร์ และฉันอยากเป็นเฮอร์ไมโอนี่ อาจฟังดูตลกสำหรับใครๆ แต่มันเป็นเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจเรียนต่อในสาขาภาษาอังกฤษตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย จากเดิมที่เป็นคนอ่านๆ ขีดๆ เขียนๆ อยู่แล้วก็เริ่มอ่านมากขึ้น อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า อ่านหนังสือทุกประเภทแม้กระทั่งหนังสือที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจ เช่น ธรรมะ ปรัชญา ปลูกต้นไม้ ยาฆ่าแมลง ฉันอ่านจนกลายเป็น "หนอน" มีความสุขจนเริ่มอยากเล่าเรื่องราวของตัวเองบ้าง ฉันเริ่มอยากเป็นนักเขียน แม้ฉันจะเริ่มเขียนโน่นนี่มาตั้งแต่ 8 ขวบ แต่ตอนนั้นฉันเขียนเพราะแค่อยากทำให้ได้เหมือนพี่สาว แต่ตอนนี้ความรู้สึกมันชัดขึ้นเรื่อยๆ ที่บ้านไม่เห็นด้วยเมื่อฉันอยากลองสอบเข้าวารสารศาสตร์ เพราะพวกเขาคิดว่าเรียนอะไรก็เป็นนักเขียนได้ และฉันก็ตัดสินใจตามที่ครอบครัวเห็นควร...ตอนนั้นฉันแอบโทษครอบครัวอยู่ลึกๆ ว่าทำไมไม้ส่งเสริมให้ฉันทำในสิ่งที่รัก แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า ไม่มีใครหยุดฉันได้หรอก ถ้าฉันไม่หยุดตัวเองซะก่อน ฉันทะยอยส่งต้นฉบับที่เขียนไปหลายๆ สำนักพิมพ์และถูกปฏิเสธทุกครั้ง ตอนนั้นฉันก็ทำในสิ่งที่ฉันคิดว่าผิดพลาดที่สุด "ฉันหยุดเขียน ฉันหยุดอ่าน" ฉันคิดแค่ว่าฉันจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่องานฉันได้รับการตีพิมพ์ เมื่อไม่ได้ตีพิมพ์ จะเขียนทำไม...ฉันรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวเพราะแม้กระทั่งสิ่งที่ฉันรักฉันก็ไม่สามารถทำมันได้ดี

ฉันเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และตั้งหน้าตั้งตาเรียน เหมือนที่ผ่านมา...และเช่นเคย ฉันเป็นเด็กที่มี "ผลการเรียนดี"

กระทั่งเรียนจบฉันก็ออกหางาน ฉันเริ่มมองหางานที่ดี ใกล้บ้าน และครอบครัวฉันเห็นชอบ แต่เมื่อเรียนจบ ครอบครัวก็ให้อิสระแก่ฉันในการตัดสินใจทุกอย่างด้วยตนเอง ฉันเริ่มเคว้ง...เมื่อไม่มีความหวังของใครให้ยึด

ในที่สุดฉันก็ได้งานใกล้บ้าน และเป็นงานที่ครอบครัวฉันค่อนข้างพอใจ ฉันเริ่มตั้งใจทำงาน เหมือนตอนที่ตั้งใจเรียน....

ชีวิตการทำงานมันไม่ได้มีสูตรสำเร็จ การที่เราตั้งใจทำงานไม่ได้หมายความว่าผลของงานหรือทุกคนจะพึงพอใจกับการทำงานของเราเหมือนตอนที่เราเรียนได้เกรด A เนื่องจากการทำงาน มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง คนที่เรียนดีไม่ได้หมายความว่าจะทำงานเก่งเสมอไป ฉันเริ่มดูถูกตัวเอง ฉันรู้สึกว่าตัวเองโง่ ทำไมฉันไม่รู้อะไรเลย ทำไมฉันทำไม่ได้ ทำไมเวลาเจอปัญหา ไม่มีครูอาจารย์ชี้แนะเหมือนตอนเรียน ฉันรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองล้มเหลวอีกครั้ง.....ฉันรู้สึกไร้ค่า ไร้ประโยชน์ต่อองค์กร ในใจก็คิดวนเวียนซ้ำๆ ว่าคนที่รับเราเข้ามาเขาจะผิดหวังกับเรามากไหม องค์กรต้องมาเสียค่าใช้จ่ายจ้างคนไม่มีประสิทธิภาพอย่างฉันมาทำงานอย่างนั้นหรือ ยิ่งพยายามที่จะเรียนรู้ฉันก็ยิ่งรู้สึกกดดันว่าทำไมยังไม่เก่งขึ้น ทำไมยังพลาด ทำไมยังผิดซ้ำๆ

แต่เมื่อฉันผ่านจุดเริ่มต้นมาได้...ฉันก็ทำได้ พอมองย้อนกลับไปจึงตระหนักว่าการล้มลุกคลุกคลานที่ผ่านมาคือการเรียนรู้ "ฉันได้เรียนและรู้แล้ว"

แต่การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุดเพราะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ และฉันต้องกลับไปเริ่มเรียนรู้ใหม่อยู่เรื่อยๆ ความเครียด ความกดดันเริ่มกลับมาอีกครั้ง ฉันเริ่มรู้สึกเศร้าสะสม เศร้าโดยไม่รู้สาเหตุ ร้องไห้บ่อย จมกับตัวเองได้เป็นครั้งละหลายๆ ชั่วโมง พูดน้อย เริ่มไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โวยวายใส่คนรัก ครอบครัว บางครั้งหนักถึงขั้นอยากหายไปจากตรงนั้น

สมดุลชีวิตไม่ได้ ทุกอย่างก็พัง...ฉันเริ่มป่วย เวียนหัว หลับเยอะ หลับนาน อ่อนเพลียใจสั่น ท้อแท้ ทำงานไม่ได้ ไม่อยากทำอะไร นั่งเขี่ยโทรศัพท์ทั้งวัน เสพโซเชียลอย่างหนัก เปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนในโซเชียล แล้วรู้สึกว่าทำไมชีวิตตัวเองถึงไม่เหมือนคนอื่น ทำไมเค้ามีความสุข ทำไมเราทุกข์

อารมณ์สัมพันธ์กับสุขภาพ เมื่อความหดหู่ เครียด กดดันเข้ามาหนักๆ ร่างกายก็ป่วย ฉันตรวจพบไฮเปอร์ไทรอยด์ อาการทางร่างกายไม่ได้หนักหนาแต่สภาพจิตใจหนักมาก จากที่เคยหาสาเหตุของความเศร้าความทุกข์ได้ ก็เริ่มตอบตัวเองไม่ได้ รู้แค่ว่าเสียใจ เศร้า อยากร้องไห้ และนอนเยอะ นอนจนไม่อยากตื่น อ่อนล้า อ่อนเพลีย อยากหายไป รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครเข้าใจ รู้สึกเหงาแม้จะมีคนรอบข้างเต็มไปหมด เริ่มคิดถึงอาม่าที่จากไปด้วยความโหยหา อยากให้ท่านมีชีวิตเหมือนเดิมประกอบกับเพื่อนที่สนิทและคบกันมานานตัดสินใจที่จะยุติการเป็นเพื่อนกับเรา ซึ่งมันสะเทือนความรู้สึกจนเสียสูน เริ่มฝันอะไรซ้ำๆ ติดๆ กันหลายๆ คืน

ปลายปี 2559 จู่ๆ ฉันก็รู้สึกมีกำลังใจในการต่อสู้กับภาวะความหดหู่ที่ฝังมานาน ฉันเริ่มเขียนเป้าหมายที่อยากทำ โดยไม่ได้มีข้อจำกัดให้กับตัวเองว่าฉันทำได้หรือไม่ได้ ครอบครัวจะพอใจหรือไม่พอใจ แค่ใช้ความอยากเป็นเกณฑ์ในการเขียนเป้าหมาย ซึ่งฉันเขียนออกมาได้ 25 ข้อ ฉันเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น กำลังใจก็เพิ่มขึ้นมาด้วย

เข้าใจตัวเอง....ถึงฉันจะยังไม่มีเป้าหมายใหญ่ๆ ในชีวิต แต่อย่างน้อยในปี 2560 ฉันก็รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และฉันต้องทำอะไร

เข้าใจการทำงาน จุดเปลี่ยนในการทำงานมันมีมาเรื่อยๆ หากฉันเริ่มเครียดฉันจะถามตัวเองว่าทำไมถึงเครียด และตามไปแก้ไขสิ่งที่ทำให้เครียด เพราะฉันเคยพยายามหนีความเครียดไปเที่ยวเล่นไกลๆ สุดท้ายก็หนีไม่พ้น หากปัญหายังอยู่ฉันก็จะเครียด ฉันต้องแก้ไขมัน ถ้าแก้ไม่ได้จริงๆ ก็ปล่อย ปล่อยในที่นี้หมายถึง "ปล่อย" จริงๆ ซึ่งฉันสังเกตว่าความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นเมื่อฉันพยายามกับมันอย่างเต็มที่แล้ว ในโลกนี้ไม่มีใครทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ไร้ที่ติ ฉันเชื่ออย่างนั้นนะ....หากฉันพลาดบ้าง ก็คงเป็นเรื่องธรรมดา

ปล่อยวางด้านความสัมพันธ์ หากใครจะเลือกจบความสัมพันธ์ ฉันก็ทำได้เพียงเคารพในการตัดสินใจของเขา และเดินหน้าต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญคือการวางอัตตาของตัวเองลง เลิกทิฐิ และเอ่ยคำขอโทษหากคิดว่าความสัมพันธ์นั้นควรค่าแก่การรักษาไว้ ซึ่งฉันได้ทำไปหมดแล้ว ฉันกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตไม่ได้ และทุกคนย่อมมีสิทธิเลือกที่จะตัดใครหรือมีใครในชีวิต ฉันเลือกที่จะเก็บความทรงจำดีๆ ระหว่างกันเอาไว้ เดินหน้าต่อไปและใส่ใจกับคนที่ยังอยู่ข้างฉันให้มากขึ้น

คิดถึงคนที่จากไปไม่มีวันกลับด้วยรอยยิ้มและคราบน้ำตาแห่งความคิดถึง วันนี้ฉันทำได้แล้ว ฉันคิดถึงอาม่า แม้บางครั้งจะมีน้ำตา แต่ไม่ได้มาจากความเศร้าโศกอีกต่อไป

เลิกเอาความรู้สึกแย่ๆ โยนใส่คนที่เรารัก
เมื่อมีความเครียด ความโกรธ ความไม่ได้ดั่งใจจากเรื่องอื่นๆ ฉันมักจะโวยวายใส่คนรัก ครอบครัว เพราะลึกๆ แล้วฉันมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่จากฉันไปไหน แต่มันไม่ยุติธรรมพวกเขาเลย ฉันต้องเลิกให้ได้ แต่มีบางครั้งที่ยังเผอเรอ ฉันต้องเลิกพฤติกรรมนี้ให้ได้

ความในใจต้องสื่อสาร ปกติฉันไม่ค่อยพูดความต้องการของตัวเองให้คนไม่สนิทฟัง แต่ฉันก็พบว่ามันสำคัญมากในการทำงาน ฉันต้องพูดให้มากกว่านี้ เพราะถ้าฉันไม่พูดคนอื่นก็ไม่เข้าใจ

โซเชียล โทรศัพท์ ดูดพลังชีวิต ที่ผ่านมาฉันใช้โทรศัพท์หนักมาก โดยเฉพาะก่อนนอน ซึ่งมันดูดเวลาฉันไปเยอะมากทำให้นอนไม่พอ ชีวิตพัง พังจริงเพราะนอนน้อยทำให้เครียดง่าย อ่อนเพลีย สุขภาพย่ำแย่ ค่าไทรอยด์พุ่ง และส่งผลต่อสภาพจิตใจเมื่อหดหู่เพราะมักแอบเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนในโลกโซเชียลโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่สังเกตเห็นเมื่ออายุย่าง 25
- พ่อแม่แก่ลงทุกวัน พ่อแม่ที่เคยแข็งแรง ทำงานหนักคอยดูแลเราทุกอย่าง เริ่มเหนื่อยล้าตามวัย ทำให้ฉันคิดว่าต้องดูแลท่านให้ดีที่สุด ให้เวลากับท่านให้มากๆ เพราะที่ผ่านมา บางครั้งเรามองแต่อนาคตข้างหน้าจนลืมคนที่เดินข้างๆ เรามาตลอดตั้งแต่เริ่มต้น

- เพื่อนรุ่นเดียวกันแต่งงาน มีครอบครัว อื้อหือ มันเป็นความรู้สึก"ยินดี" ที่ยินดีจริงๆ ไม่ใช่พูดตามมารยาทคือเพื่อนที่ผ่านช่วงวัยชีวิตต่างๆ มาด้วยกันเขามีครอบครัว เติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่รับผิดชอบใหม่ที่ยิ่งใหญ่มากๆ มันก็สะท้อนชีวิตตัวฉันเองว่าทำไมชอบคิดว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลาทั้งๆ ที่เวลาไม่เคยหยุดเดิน จนกลายเป็นคนที่ "โตแต่ตัว" เวลามีปัญหาหนักๆ ก็เอาแต่วิ่งหนีเพราะคอยมองหาแต่คนปกป้องตลอดเวลา

-สังขารไม่เที่ยง อายุเพิ่มขึ้น ร่างกายก็เสื่อมลง แต่ฉันยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ที่เคยเป็นมา กินขนมอย่างบ้าคลั่ง เครียด คิดมากแทบจะทุกเรื่อง ร่างกายเลยประท้วงด้วยการป่วย พอป่วยก็เริ่มเข้าใจร่างกาย

-ผลลัพธ์ จุดเริ่มต้น และระหว่างทาง ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เวลาที่ฉันอยากทำอะไร ถ้าฉันกล้าที่จะ "เริ่มทำ" และ "ทำไม่หยุด" ผลลัพธ์มักออกมาตามที่คาดหวังเสมอ แต่เมื่อฉัน "อยาก" โดยที่ไม่เริ่มทำหรือหาข้ออ้างมากมายจนไม่ได้เริ่ม หรือเริ่มทำแต่ทำไม่จริงจังเพราะคิดว่าฉันทำไม่ได้หรอก ผลมันก็เป็นอย่างที่คิดแหละ คือทำไม่ได้ สิ่งที่ทำร้ายเราและเยียวยาเราได้ดีที่สุดคือใจของเราเอง

สุดท้ายแล้วความคิดเหล่านี้อาจเปลี่ยนไปเพราะเมื่อกาลเวลามันไม่เคยหยุดเดิน และฉันต้องเจออะไรอีกมากมาย ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ตอนนี้ได้แต่บอกตัวเองว่า สุขให้ได้มากที่สุด สุขทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะความทุกข์จะมาทักทายเราอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันชอบมาหาบ่อยๆ ซะด้วยสิ  

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store