NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
"เจ-เเม็ค" : เด็กพิเศษที่วิ่งเสิร์ฟน้ำอยู่ 3 ปีก่อนเป็น "ฮีโร่" ชั่วข้ามคืน
หมวด: Sports

"เจ-เเม็ค" : เด็กพิเศษที่วิ่งเสิร์ฟน้ำอยู่ 3 ปีก่อนเป็น "ฮีโร่" ชั่วข้ามคืน

  • 0
  • 0
Main Stand

“รางวัล Best Moment ของ ESPY ประจำปี 2006 ได้แก่ เจสัน แม็คเอลเวน”

ทันทีที่เสียงประกาศของพิธีกรเสร็จสิ้น เจสัน แม็คเอลเวน หรือ “เจ-แม็ค” ลุกขึ้นกอดกับพี่ชายและแม่ด้วยความดีใจ เพราะเมื่อย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เขาเป็นเพียงบุคคลนิรนามสำหรับคนทั่วไป 

และนี่คือเรื่องราวของ เจ-แม็ค สมาชิกของทีมบาสเกตบอล กรีซ อาเธอร์นา เด็กพิเศษผู้ไม่ยอมแพ้ต่อขีดจำกัดทางร่างกาย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ

 

ติดตามเรื่องราวของเขาไปพร้อมกับ Main Stand

ชีวิตที่ไม่ได้ลิขิตเอง 

วันที่ 1 ตุลาคม 1987 ณ เมืองโรเชสเตอร์ ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เดวิด และ เด็บบี้ ได้มีโอกาสต้อนรับ “เจสัน” สมาชิกใหม่ของครอบครัวแม็คเอลเวน เขาคือลูกชายคนที่สอง โดยมีอายุห่างจาก จอช พี่ชาย เพียงแค่ปีเดียว 

 1

เจสัน แม็คเอลเวน หรือที่เรียกกันว่า “เจ-แม็ค” และครอบครัว อาศัยอยู่ในเมืองที่ชื่อว่า กรีซ และใช้ชีวิตเหมือนกับครอบครัวชาวอเมริกันทั่วไป ทว่าจริงๆ แล้วกลับไม่ใช่ เพราะหลังจาก 6 เดือนที่เจสัน เกิดมา เด็บบี้ สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ เมื่อลูกน้อยของเธอไม่สบตาผู้เป็นแม่ แต่เธอก็เก็บความลับนี้เอาไว้ 

เธอพยายามพาเจสัน ไปสถานรับเลี้ยงเด็กหนึ่งสัปดาห์ละครั้ง หวังให้ลูกของเธอมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น แต่ไม่เป็นอย่างหวัง เมื่อเขาเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ที่มุมห้อง โดยมีผ้าหุ้มกำบังหวังไม่ให้ใครเห็นตัว 

ตรงกันข้ามกับตอนอยู่บ้าน เขาวิ่งไปมาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง และชอบตื่นขึ้นมาวิ่งเป็นวงกลมกลางดึก ทำอย่างนั้นอยู่เป็นชั่วโมงๆ จนครอบครัวต้องเอายานอนหลับให้กิน เขายังมีอารมณ์รุนแรงด้วยการพยายามจะตบหัวตัวเอง เด็บบี้ ไม่อยากให้ลูกของเธอทำร้ายตัวเอง จึงจับลูกน้อยปิดตา 

จน 3 ขวบก็ทำให้เด็บบี้ ได้รู้ว่าความ “ไม่ปกติ” ของลูกน้อยที่ผ่านมาคืออะไร เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่า เจ-แม็ค มีอาการออทิสติกชนิดรุนแรง เธอรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ร้องไห้กับมันอยู่เป็นสัปดาห์ กว่าที่เธอจะทำใจรับได้ว่าลูกชายของเธอต้องเจอกับชีวิตที่ยากลำบากต่อจากนี้

เจ-แม็ค มีพัฒนาการที่เชื่องช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างชัดเจน กว่าจะพูดคำแรกได้ ต้องรอจนถึงอายุ 5 ขวบ เช่นเดียวกับพัฒนาการในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะในเรื่องการเคี้ยว ที่ทำให้เขาต้องกินอาหารบดจนกระทั่งอายุ 6 ขวบ

แต่โชคดีที่เจสันมีจอช พี่ชายของเขาอยู่เคียงข้างตลอด จอชรักน้องชายของเขามาก และสัญญาว่าจะไม่มีวันทอดทิ้ง เขาพยายามอยู่กับน้องชายทุกเวลา พาเจสันไปด้วยทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นลานโบวลิ่ง สนามกอล์ฟ หรือสนามบาสเกตบอล 

และนั่นก็ทำให้ เจ-แม็ค ได้เจอกับความหมายของชีวิต

น้ำหล่อเลี้ยงใจที่ชื่อว่าบาสเกตบอล 

“แน่นอนว่าจิตใจเขาต่างไปจากปกติ แต่สภาพร่างกายของเขา ทำให้เราเล่นกีฬาชนิดเดียวกันได้ มันเป็นอะไรที่เชื่อมเขาไว้มากกว่าสิ่งอื่นใด” จอชกล่าวกับ ESPN

 2

การที่จอช อยู่กับเจสัน ตลอดเวลา ทำให้ทั้งสองคนสนิทกันมาก และมันก็ทำให้อิทธิพลจาก จอช ส่งไปถึงเจสัน เขาเล่นกีฬาทุกชนิดที่พี่เขาเล่น ชื่นชอบในสิ่งที่พี่เขาชื่นชอบ ก่อนจะได้รู้ว่า บาสเกตบอล เป็นกีฬาที่เขาคลั่งไคล้มันมากที่สุด 

เจสัน หมกมุ่นอยู่กับบาสเกตบอลอย่างมาก เขาฝึกซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำในช่วงวันหยุดฤดูร้อน ซ้อมยิงวันแล้ววันเล่าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ราวกับว่ามันคืออาหารที่จะขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว

และเมื่อวันที่เขาได้เข้าเรียนใน กรีซ อาเธอร์นา ไฮสคูล ความฝันอีกขั้นหนึ่งของก็ปรากฎขึ้น เมื่อโรงเรียนมีทีมบาสเกตบอล เขาจะได้เล่นบาสเกตบอลเป็นทีมเหมือนกับคนอื่นแล้ว จึงเข้าไปคัดตัวเพื่อเป็นนักกีฬาของโรงเรียน 

แต่น่าเสียดายที่ความหลงใหล ไม่เพียงพอสำหรับการเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นของทีม เจสัน ไม่ผ่านการตัดตัว แม้จะมีความพยายาม แต่เขามีส่วนสูงเพียงแค่ 5 ฟุต 7 นิ้ว (170 เซนติเมตร) ซึ่งถือว่าตัวเล็กมากสำหรับอย่างกีฬาบาสเกตบอล และมันก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เขาไม่ได้เข้าไปเล่นในทีมของโรงเรียน

อย่างไรก็ดี เด็บบี้ แม่ของเขาก็ไม่ละความพยายาม เธอโทรไปหาโรงเรียนและอธิบายว่าบาสเกตบอล มีความหมายต่อชีวิตเจสันมากขนาดไหน ขอให้ลูกของเธอได้อยู่ในทีมได้ไหม?

 3

โรงเรียนกรีซเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ แต่การให้เจสัน ผ่านการตัดตัวเพียงเพราะความสงสารก็เป็นสิ่งที่เกินไป พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งตำแหน่งใหม่ที่ชื่อว่า “ผู้จัดการชมรม” (Student-Manager) ขึ้น และคนที่ได้รับตำแหน่งนี้ก็คือ เจสัน แม็คเอลเวน 

แม้ว่าตำแหน่งผู้จัดการชมรม อาจจะทำให้เขาไม่ได้สวมชุดแข่งทีมบาสเกตบอลกรีซ อาเธอร์นา เหมือนกับผู้เล่นคนอื่น แต่เขาก็ภาคภูมิใจในฐานะสมาชิกของทีม เขาทำงานอย่างเต็มที่สำหรับหน้าที่หลักที่ต้องดูแลความเรียบร้อยของทีมอยู่ข้างสนาม 

ไฟแห่งความชื่นชอบบาสเกตบอลของเขาก็ยังคงลุกโชนในใจเสมอ เขายังคงคลั่งไคล้ในกีฬาชนิดนี้ไม่ต่างจากผู้เล่นในสนาม แม้บทบาทจริงๆ เขาคือผู้จัดการชมรม แต่เจสัน ก็พยายามใช้เวลาว่างฝึกซ้อมด้วยตัวเอง หลังทีมซ้อมเสร็จไปซ้อมเลี้ยง และซ้อมยิงวันละ 500 ลูกเป็นประจำทุกวัน 

“เขาแทบจะเหมือนกับสารานุกรมบาสเกตบอลเคลื่อนที่ เขาสามารถบรรยายบางอย่างที่คนจำไม่ได้” เดวิน เดพอยท์ อดีตฟอร์เวิร์ดอาเธอร์นากล่าวกับ ESPN 

“ผู้คนเข้าใจว่าเขาใช้เวลาไปมากแค่ไหนที่ช่วยทีม และใช้ชีวิตอยู่กับบาสเกตบอลราวกับเป็นลมหายใจแค่ไหน จริงๆ เขาเป็นเหมือนผู้ช่วยโค้ช และผู้เล่นในการฝึกซ้อม เขามักจะอยู่ตรงนั้นอยู่เสมอ”

 4

แม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขา ที่เด็กพิเศษจะได้รับโอกาสลงสนาม แต่ “โอกาสมักจะเป็นของคนที่พร้อมอยู่เสมอ” เจสันรู้ดีในจุดนี้ เขาจึงเตรียมร่างกายของตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อรอว่าวันหนึ่งโอกาสจะเดินทางมาถึงเขาบ้าง 

และความพยายามก็ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ

ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์

ตามปกติทีมกีฬาของโรงเรียน มักจะมีโค้ชที่ถูกจ้างมาทำหน้าที่นี้โดยตรง และ จิม จอห์นสัน ก็คือคนที่รับตำแหน่งนี้ในทีมบาสเกตบอลของ กรีซ อาเธอร์นา

 5

แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในเส้นทางโค้ช แต่จอห์นสัน ก็ยังไม่เคยพาโรงเรียนกรีซ อาเธอร์นา คว้าแชมป์เขต 5 ของนิวยอร์กได้เลย แม้ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับตำแหน่งแชมป์ของทีม แต่เขาก็อยากทำให้ความฝันของชายคนหนึ่งเป็นจริงเช่นกัน 

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เจ-แม็ค พยายามคัดตัวเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในทีมบาสเกตบอลของจอห์นสัน มาโดยตลอด เขาเห็นถึงความไม่ยอมแพ้ของผู้เล่นรายนี้ จึงได้ให้สัญญาไว้ว่าเขาอาจจะส่ง เจสัน ลงสนามสักครั้ง และในที่สุดวันนั้นก็มาถึง 

15 กุมภาพันธ์ 2006 กรีซ อาเธอร์นา เปิดบ้านรับการมาเยือนของโรงเรียนมัธยมปลาย สเปนเซอร์พอร์ท ด้วยความที่เป็นเกมสุดท้ายในบ้านของฤดูกาล 2005-06 เหล่านักเรียนจึงเข้ามาให้กำลังใจจนแน่นไปทั้งอัฒจันทร์ รวมไปถึงป้ายเชียร์เจ-แม็คจากเพื่อนร่วมห้อง 

ในช่วงแรก กรีซ อาเธอร์นา เป็นฝ่ายครองเกมได้มากกว่า และทำแต้มนำไปก่อน อย่างไรก็ดี แม้จะมีแต้มนำ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าเจ-แม็คจะได้ลงเล่น เพราะชัยชนะในนัดนี้ อาจมีความหมายถึงแชมป์ แถมในอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นการกดดันเขามากเกินไป จนอาจส่งผลร้ายตามมา

จอห์นสัน ค่อยๆ รอเวลาที่เหมาะสม จนเมื่อนาฬิกาของควอเตอร์สุดท้ายมาอยู่ที่ 4:19 นาที ซึ่งขณะนั้นทีมนำด้วยสกอร์สองหลัก ที่ตามหลักของอเมริกันเกมส์ถือว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับการได้รับชัยชนะ เขาก็กวักมือเรียก เจ-แม็ค ที่โค้ชใส่ชื่อเป็นหนึ่งในผู้เล่นของเกมดังกล่าวไว้ด้วย 

และเพียงแค่เขาลุกจากม้านั่งสำรองไปที่โต๊ะกรรมการ เสียงฮือฮาก็ดังอื้ออึงไปทั่วสนาม 

“เขายืนอยู่ตรงนั้น เราพูดว่า ‘เจ นายต้องลงไปในสนามพวก’ เขาก้าวลงไป และเขาพยายามหาตัวเพื่อป้องกัน แต่เขาไม่ได้ยินเพราะเสียงของผู้คน” สตีฟ เคอร์ อดีตผู้เล่นของอาเธอร์นา ที่อยู่ในนัดนั้นย้อนความหลังกับ ESPN  

แต่เขาเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก เมื่อลูกแรกของเขาเป็นแอร์บอล ไม่โดนแม้กระทั่งขอบห่วง ส่วนลูกต่อมาก็พลาดอีก แต่นั่นเป็นแค่การปรับจูนเท่านั้น เมื่อโอกาสครั้งที่สามของเขาและหลังจากนั้น ทำให้สนามแทบแตก 

ลูกที่ปล่อยออกมาจากมือ เจ-แม็ค จากจุดสามคะแนนลูกแล้วลูกเล่า ทะยานพุ่งลงห่วงอย่างไม่ขาดสาย สามแต้ม สามแต้ม และสามแต้ม เจ-แม็ค หยุดไม่อยู่อีกแล้วในคืนนั้น เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายจากกรรมการ เขาทำไปถึง 20 คะแนนในช่วงเวลาไม่กี่นาที โดยเป็นการชู้ตสามคะแนนลงถึง 6 ครั้ง

“ตอนที่เขายิงลูกแรกลง สนามแทบแตก พอเขายิงลงลูกแล้วลูกเล่า ผู้คนต่างย้ายลงมาด้านล่าง แม่ของเขาใส่ชุดออกกำลังกายสีเขียว ผมเห็นแม่ของเขาลงมาด้านล่างเช่นกัน เธออยากจะไปแสดงความยินดีกับลูกชาย มันเหมือนเป็นแดนเถื่อน ผมยังรู้สึกอยู่ทุกครั้งเมื่อคิดถึงมัน” เคอร์กล่าวต่อ

และชัยชนะในนัดนั้นยังทำให้ กรีซ อาเธอร์นา คว้าแชมป์เขตได้เป็นครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของจอห์นสัน ในขณะที่เจ-แม็คได้รับการขนานนามว่า “เปรี้ยงปร้างเหมือนปืนพก”  

“เมื่อผมนึกถึง เจ-แม็ค เขาเป็นเหมือนดนตรีร็อคพวกของเรา บางอย่างเขาก็ไม่ได้เข้าใจอย่างหมดจด แต่เขาเป็นคนประเภทที่ทำให้เราทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในวิธีที่พิเศษของเขา” จอห์นสันกล่าว กับ ESPN

แต่เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น

โด่งดังเป็นพลุแตก 

ช่วงเวลามหัศจรรย์ของ เจ-แม็ค อาจจะเป็นเพียงเรื่องเล่าบทหนึ่งที่พูดถึงกันแค่ในเมืองเท่านั้น หาก มาร์คัส ลูเชียโน ไม่ได้ถ่ายวิดีโอเกมในวันนั้นเอาไว้ 

 

ลูเชียโน เป็นมือถ่ายวิดีโอของทีม เขามักจะนั่งอยู่บนสุดของอัฒจันทร์ เพื่อเก็บภาพการแข่งขันในแต่ละนัดเอาไว้ ก่อนเกมวันนั้นเขาถูกโค้ชจอห์นสันสั่งให้ถ่ายแผนการเล่นของทีม เพื่อเอามาวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของทีมตัวเองในภายหลัง

ในตอนแรกเขาตั้งใจจะทำตามคำสั่งของโค้ช แต่หลังจากเจ-แม็คยิงลูกแรกลงไป และกองเชียร์ในสนามก็ดีใจอย่างบ้าคลั่ง สมองก็สั่งให้เขาแพนกล้องไปที่ผู้ชม และตามการเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของเจ-แม็ค จนเก็บช่วงเวลาสำคัญเหล่านั้นไว้ได้  

หลังเกมวันนั้น เขาส่งวิดีโอเทปไปให้ แอนดี้ แม็คคอร์แม็ค นักกายภาพบำบัดการพูดของเจสัน ก่อนที่เขาจะส่งไปที่ WROC ช่องโทรทัศน์ท้องถิ่นของโรเชสเตอร์ พร้อมกับอธิบายความน่าสนใจของเทปม้วนนี้ที่จะเอามาทำเป็นข่าวได้ 

“มันคือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในกีฬา” แม็คคอร์แม็ค บอกกับสถานีโทรทัศน์ 

จากนั้น เรื่องราวของเจ-แม็ค ก็ค่อยๆ ถูกพูดถึงในวงกว้าง สื่อหลายสำนักพากันรายงานข่าวของเขา ไม่ว่าจะเป็น ABC, NBC หรือ CBS ในขณะที่ ESPN บุกไปสัมภาษณ์ถึงตัวเอาทำเป็นสกู๊ป และทำให้เขาโด่งดังไปทั่วประเทศ 

เจ-แม็ค และ จอห์นสัน โค้ชของทีม ยังถูกเชิญไปสัมภาษณ์ในสถานีโทรทัศน์ระดับชาติอย่าง CNN และได้ออกรายการของ โอปราห์ วินฟรีย์ ในขณะที่ เมจิก จอห์นสัน อดีตนักบาสเกตบอลชื่อดังเดินทางไปเยี่ยมเขาถึงโรงเรียนกรีซ อาเธอร์นา 

“ไม่มีใครบอกคุณหรอกว่ามันจะทำให้โรงเรียนเราดังไปทั่วประเทศ แต่ผมคิดว่ามันเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้เลยล่ะ” ลูเชียโนกล่าวกับ ESPN 

“ผมไม่ได้อยากให้ฟังดูน่าเบื่อ แต่ความรู้สึกนั้นยังชัดเจนอยู่ในตัวผมจริงๆ ที่ทำให้คุณคิดถึงมันตลอดเวลา” 

 7

ความโด่งดังของเจ-แม็ค ยังทำให้เขาได้มีโอกาสได้พบกับประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช รวมไปถึง เพย์ตัน แมนนิง ยอดควอเตอร์แบ็คในตำนานของ อินเดียนาโปลิส โคลท์ส (ในขณะนั้น) โดย จอร์จ บุช ถึงกับหลั่งน้ำตาหลังได้ชมวิดีโอนั้น 

“อย่างที่คุณเห็น ผมได้เจอกับคนพิเศษคนหนึ่งที่สนามบิน เจสัน จะเป็นอะไรมั้ยถ้าผมจะเรียกคุณว่า เจ-แม็ค และคุณก็เรียกผมว่า จอร์จ ดับเบิลยู” จอร์จ บุชกล่าวทั้งน้ำตา  

นอกจากนี้จังหวะมหัศจรรย์ของ เจ-แม็ค ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Moment ในกีฬาของ ESPY แม้ว่าจะต้องแข่งราวสุดสะเทือนใจอย่าง ดาโกตา ดาวน์ นักกอล์ฟวัย 13 ปี ที่ลงแข่ง LPGA ในขณะที่แม่เป็นมะเร็ง หรือช็อตมหัศจรรย์ของ โคบี ไบรอันท์ ที่ทำไปถึง 81 แต้ม สูงสุดของอาชีพการเล่นในเกมพบ โตรอนโต แรปเตอร์ส แต่ในที่สุดรางวัลนี้ก็ตกเป็นของเขา

 8

หลังจากนั้นเขากับ ดาเนียล เพสเนอร์ ได้ร่วมกันเขียนหนังสือที่ชื่อว่า The Game of My Life: A True Story of Challenge, Triumph, and Growing Up Autistic และถูกตีพิมพ์ออกมาในปี 2008 

เจ-แม็ค ยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน หนึ่งในนั้นคือ ลิซา ปอนติเซลโล ที่กังวลกับ อเล็กซ์ ลูกชายวัย 4 ขวบที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นออทิสติก แต่หลังจากได้เห็นเจ-แม็คในโทรทัศน์ เธอก็มีความคิดที่เปลี่ยนไป 

“คุณจะเริ่มคิดเรื่องนี้ในหัวและรู้สึกกังวลกับลูกของคุณ เพราะมีสิ่งเหล่านี้รอพวกเขาอยู่ข้างหน้า” ปอนติเซลโลกล่าวกับ ESPN 

“แต่หลังจากได้เห็นบางคนที่อายุมากกว่าเขากำลังท้าทายด้วยการเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของทีมบาสเกตบอลโรงเรียน มันทำให้คุณคิดว่า ‘ว้าว เด็กที่เป็นออทิสติกก็สามารถทำทุกอย่างได้นี่นา’” 

และเขาก็ทำทุกอย่างที่เขาอยากทำได้จริงๆ

ท้าทายขีดจำกัด 

หลังค่ำคืนวันนั้น เจ-แม็ค ยังคงใช้ชีวิตอยู่กับกีฬาอยู่เสมอ หลังจบมัธยมปลาย เขาได้ขอเป็นอาสาสมัครอยู่ในทีมบาสเกตบอลของโรงเรียน ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม ไปพร้อมกับทำงานประจำในแผนกเบเกอรีที่ร้านเว็กมานส์ 

 9

นอกเหนือการช่วยงานโค้ช เจ-แม็คยังสนใจในกีฬาอื่น เขาเป็นหนึ่งในสต้าฟโค้ชของทีมวิ่งวิบากของโรงเรียน และทำงานอย่างทุ่มเทเหมือนกับตอนที่รับตำแหน่งผู้จัดการชมรมบาสเกตบอล 

และมันก็ได้ต่อยอดไปถึงอีกกีฬาที่เขาสนใจ นั่นคือการวิ่ง เขาตั้งเป้าที่จะลงแข่งในบอสตัน มาราธอน หนึ่งในรายการระดับเมเจอร์ แม้จะเป็นเรื่องยาก เพราะรายการนี้นักวิ่งต้องทำเวลาให้ผ่านเกณฑ์ และเวลาที่เจ-แม็คต้องทำให้ได้ในคราวนั้นคือ 3:05:00 ชั่วโมง

แต่ความพยายาม ก็ตอบแทนเขาอีกครั้ง เมื่อการมุ่งมั่นฝึกซ้อม ทำให้เขาทำเวลาได้ 3:01:39 ชั่วโมงในรายการ MVP Health Care Rochester Marathon ผ่านเข้าไปวิ่งได้สำเร็จ และทำเวลาในบอสตันมาราธอน 2014 ด้วยสถิติ 2:57:05 ชั่วโมง

 10

ปัจจุบัน เจ-แม็ค ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนกรีซ อาเธอร์นาตั้งแต่ปี 2017 ทิ้งตำนานไว้เบื้องหลัง แต่ยังคงฝึกซ้อมและเข้าร่วมแข่งขันวิ่งมาราธอนอย่างสม่ำเสมอ 

เรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของเขา ได้ถูกโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ซื้อลิขสิทธิ์ไว้ตั้งแต่ปี 2006 ที่เกิดค่ำคืนสุดมหัศจรรย์ใหม่ๆ เพื่อสร้างออกมาเป็นภาพยนตร์ โดยมีซูเปอร์สตาร์อดีตนักบาสเกตบอล NBA อย่าง เมจิก จอห์นสัน ร่วมโครงการนี้ในฐานะโปรดิวเซอร์ ซึ่งแม้จะยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นทางการมากนักจนถึงทุกวันนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า น่าจะกำลังพัฒนาบทให้สุกงอมเสียก่อน 

 11

เรื่องราวต่างๆ ที่กล่าวไป พิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามของเขาคู่ควรที่จะได้รับการพูดถึง เช่นเดียวกับความมุ่งมั่นที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในตัวเขา ตั้งแต่วันแรกที่เขาได้รู้จักกับกีฬาจนถึงปัจจุบัน 

“เขากระตุ้นผมอยู่ทุกวัน ผมคิดว่าเขาน่าจะออกจากบ้านตอนตี 5 แม้กระทั่งวันที่หิมะตกในโรเชสเตอร์ เพื่อฝึกซ้อมสำหรับบอสตัน มาราธอน คุณจะเห็นเขาผลักดันตัวเอง และทำแบบนี้แทบทุกวันแทนการพูดทุกคืนว่า ‘แค่นี้พอ’”  

“เขายังคงมุ่งไปข้างหน้าและพยายามที่จะข้ามอุปสรรคต่อไปอยู่เสมอ” เคอร์ทิ้งท้าย 

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store