NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
ชีวิตมีเรื่องราว : วินาทีก้าวข้าม นรกขุมสุดท้าย !
หมวด: Life

ชีวิตมีเรื่องราว : วินาทีก้าวข้าม นรกขุมสุดท้าย !

  • 604
  • 0
  • 0
ทิพย์เกสร

ฉันเขียนเรื่องนี้ไว้ ตอนที่ฉันอายุ 38 ปี ตอนนั้นเพียงแค่รู้สึกว่า อยากเขียนไว้เป็นความทรงจำ แต่เมื่อย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง  กลับรู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านี้อาจเป็นแนวทางในการคิดอีกแบบหนึ่ง  อาจจะช่วยชี้แนะแนวทาง  อาจจะมีประโยชน์กับผู้คนบางคนบ้าง ไม่มากก็น้อย จึงตัดสินใจนำเรื่องราวในอดีตอันเส็งเคร็งเหล่านั้นมาปัดฝุ่น เรียบเรียงใหม่ให้เข้าใจ ง่ายขึ้น  

เรื่องราวเหล่านั้น  มีอยู่ว่า...ตอนที่ฉันหย่ากับพ่อของลูกนั้น ลูกสาวฉันมีอายุเพียง 5 ขวบเท่านั้น สาเหตุที่หย่า ก็เป็นปัญหาโลกแตก แก้ไม่ตกค่ะ  อดีตสามีฉันเป็นผู้ชายที่เจ้าชู้มากคนหนึ่ง เห็นผู้หญิงเป็นไม่ได้ ถ้ามีโอกาสเขาจะเข้าไปจีบทันที  ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมเขาต้องทำนิสัยเช่นนั้น 

ฉันกับอดีตสามีแต่งงานกันตอนเราอายุ 24 ปีเท่ากัน  พออายุ 25 ปี ฉันก็ตั้งครรภ์แล้วคลอดลูกสาวคนนี้ ฉันอยู่บ้านเลี้ยงลูก จนกระทั่งเธออายุได้ 11 เดือน  ฉันก็ต้องจำใจจากลูกสาว เพื่อเดินทาง ไปทำงานที่สมุทรสาคร 

...ที่นั่นฉันกับอดีตสามี ได้เริ่มงานที่บริษัทซึ่งตั้งอยู่ห่างกันไม่มากนัก  ช่วงเช้าเขาก็จะขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งฉันที่ทำงาน แล้วเขาก็มาทำงานที่บริษัทที่เขาทำงานอยู่  แรกๆเขาก็ตั้งใจทำงานดีมาก ได้เงินเดือนก็หยิบยื่นให้ฉันทุกเดือนตามปกติ  

แต่พอหน้าที่การงานเขาเริ่มดีขึ้น เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย โดยที่ฉันเองก็คาดไม่ถึงเลยว่า 

“อำนาจของเงิน สามารถทำให้จิตใจ คนเราเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”

นั่นเป็นเพราะว่า  หลังจากที่หน้าที่การงานของเขาเริ่มดีขึ้น และการทำงานที่มั่นคงมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น และการรู้จักผู้คนมากขึ้น  ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป  เพียงปีกว่าหลังจากที่ไปอยู่สมุทรสาคร เขาเริ่มรู้จักเข้าบ่อน ไปตีไก่กับเจ้านายของเขาเอง  

ซึ่งเจ้านายของเขาเป็นคนที่ชอบการพนันขันต่อ และเล่นครั้งละมากๆ เวลาคนแบบนี้เล่นมีได้มีเสีย เขาก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเขารวยอยู่แล้ว  มีกิจการโรงกลึงเป็นของตนเอง  แต่อดีตสามีของฉันเขาเองก็ไม่อยากน้อยหน้าคนอื่น เมื่อเจ้านายชวนเข้าบ่อนไก่ เขาก็ไปเพราะปฏิเสธคนไม่เป็น  

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือ ใจของเขาเอง  ฉันรู้เขาเองก็อยากไป  อยากติดสอยห้อยตาม อยากรู้อยากเห็นอยู่แล้ว เจ้านายพาขึ้นเขาลงห้วยก็ไปกับเขาด้วย  โดยไม่ดูตัวเองเลยสักนิดว่า  สถานะเรากับเขามันต่างกันลิบลับ  เจ้านายเสียเงินเขาก็ไม่เดือดร้อน แต่ตัวเขาเองเมื่อเสียพนันนั้นจะเดือดร้อนถึงขั้นไม่มีจะกินเลยทีเดียว  แต่เขาเป็นคนไม่คิดอะไร ชอบทำอะไรตามใจตนเอง ฉันห้ามเขาไม่ฟัง ฉันแนะนำเขาก็ทำท่าเบื่อหน่าย 

ฉันเริ่มอ่อนใจ เริ่มต้องรู้สึก "ทน" นั่งดูพฤติกรรมเขาต่อไป  ในส่วนของฉันเอง ก็พยายามเก็บออมเงินส่วนของฉันไว้ให้ดีที่สุด   ต่อมาไม่นานฉันก็เริ่มระแคะระคาย เรื่องผู้หญิง (อีกแล้ว)  ที่เขามักจะคุยกันทางโทรศัพท์บ่อยๆ แรกทีเดียว ฉันเคยถามว่า 

เธอคนนี้เป็นใคร

เขาบอกฉันว่า 

“คุยกับลูกค้าที่กำลังติดต่อกันอยู่ และโทรศัพท์ก็เป็นของโรงงานให้ไว้ใช้”

ตอนนั้น ฉันเชื่อที่เขาบอก เพราะเขาเป็นพนักงานขายต้องออกตลาดและติดต่อกับผู้คนอยู่เสมอ แต่เมื่อคุยกันบ่อยครั้ง จนผิดเวล่ำเวลามันก็เป็นที่น่าสงสัยมากขึ้น  

ฉันจึงยื่นข้อเสนอว่า ให้คุยกันเวลางานเท่านั้น ห้ามนำโทรศัพท์กลับมาบ้านอย่างเด็ดขาด เขารับปากกับฉัน 

แต่แล้วในคืนหนึ่ง หลังจากที่เขาหลับไปแล้ว ฉันฝันว่า เขานำโทรศัพท์ซ่อนไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ที่เขาขี่ไปทำงาน 

ทันทีที่ฉันสะดุ้งตื่นจากฝันนั้น ฉันก็เปิดดูใต้เบาะรถจักรยานยนต์ทันที 

ผลก็คือ เป็นอย่างที่ฉันฝันจริงๆ 

โทรศัพท์ถูกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถ ปิดเครื่องเรียบร้อย แต่เมื่อเปิดโทรศัพท์ตรวจเช็คแล้ว พบว่าเพิ่งโทรคุยกันก่อนเข้าบ้านนี่เอง 

ฉันเรียกให้เขาลุกขึ้นมาคุยกัน เขาหน้าซีดเมื่อถูกฉันจับได้ เขารับปากอีกครั้ง

ว่าจะไม่นำมาที่บ้านอีก 

แต่ความรู้สึกของฉันนั้นความเชื่อใจลดลงแล้วกว่าครึ่ง 

มีอยู่วันหนึ่ง ฉันนั่งรอให้เขามารับฉันที่ทำงาน เพราะงานฉันติดพัน แล้วฉันก็รู้สึกเหนื่อยมาก จึงนั่งรอเขามารับ

ฉันนั่งรออยู่นานราวครึ่งชั่วโมงเขาก็ไม่มารับสักที จึงตัดสินใจ...เดิน ไปหาเขาที่ทำงาน 

เมื่อไปถึงที่ทำงาน  ฉันเห็นเขากำลังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่อย่างสบายใจ ฉันยืนนิ่งยืนมองดูเขา อยู่หน้าประตู ทันทีที่เขาเห็นฉัน เขารีบบอกคนที่อยู่ทางปลายสายว่า 

“แค่นี้ก่อนนะ แล้วจะโทรหาใหม่”

ฉันนิ่งพูดอะไรไม่ออก รู้สึกเจ็บใจ เสียใจจนพูดอะไรไม่ออก เราหรืออุตส่าห์นั่งรอเขา แต่เขากลับนั่งคุยโทรศัพท์กับผู้หญิงคนอื่นอย่างสบายใจ 

ฉันสืบเรื่องนี้ไม่นาน ฉันจึงรู้ว่า ผู้หญิงที่เขาคุยโทรศัพท์ด้วยวันนั้น เป็นลูกสาวของคนงานที่ทำงานอยู่ในบริษัทนี้เอง เขาทั้งสองรู้จักกันเพราะ แม่ของผู้หญิงคนนี้ฝากให้เขานำเงินไปส่งธนาณัติให้ลูกสาวของเขา แล้วเขาทั้งสองก็มีโอกาสคุยกัน 

แต่ฉันกลับคิดว่า แล้วเรื่องอะไรต้องติดต่อคุยกันทุกวัน เพราะเด็กผู้หญิงคนนั้นเธอเองกำลังเรียนอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด  เรื่องปรึกษาหารือกันอะไรคงไม่น่าใช่ คงมีเพียงเรื่องชู้สาวเรื่องเดียวที่กำลังเกี่ยวข้องกันอยู่ และเรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับฉันมากๆด้วย 

ฉันเคยบอกเขาว่า ฉันรับไม่ได้ถ้ามีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา 

...และฉันก็จะจัดการด้วยวิธีของฉันด้วยเช่นกัน 

และฉันก็ทำอย่างที่ฉันพูดจริงๆ 

ฉันไปหาแม่ของผู้หญิงคนนั้นที่โรงงานตอนพักเที่ยง แล้วสอบถามเรื่องนี้ทันที ผู้หญิงคนนี้ นั่งร้องไห้ แล้วบอกฉันว่า เธอเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้  ฉันสำทับเธอเรื่องนี้ก่อนจากมาว่า 

“อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก ชอบนักนะประเภทเห็นผู้ชายฐานะดีหน่อย ไม่สนว่ามีครอบครัวหรือยัง คิดจะจับอย่างเดียวเลยสิท่า มิน่าเล่าลูกสาวถึงเป็นแบบนั้น ก็เพราะแม่มันเป็นแบบนี้นี่เอง อย่าให้พูดเลยว่ามีเรื่องอะไรอีก รู้อยู่แก่ใจแล้วนี่ อย่าให้ฉันพูดให้เสนียดปากฉันเลย”

นั่นก็คือฉันรู้มาว่า  ผู้หญิงที่เป็นแม่ของเด็กผู้หญิงคนนี้ ก็ประพฤติตนในทางเสื่อมเสียในเรื่องชู้สาว เช่นกัน โดยที่เธอเองก็มีสามีเป็นตัวเป็นตน อยู่แล้วแท้ๆ 

ศีลธรรมมันเสื่อมกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ? 

อย่างนี้นี่เล่าคนเป็นแม่จึงสอนลูกไม่ได้ เพราะลูกเธอเอง ก็ไม่เคยเห็นตัวอย่างที่ดีจากแม่ของเธอเช่นกัน 

เรื่องทำนองชู้สาวเงียบไปไม่นาน 

ฉันก็รู้มาอีกว่าเขากำลังติดพันหญิงหม้ายคนหนึ่งอยู่ ถึงขั้นไปมาหาสู่กันถึงห้องพักเลยทีเดียว  ฉันนิ่งอยู่ไม่นาน ฉันก็ตามไปหาผู้หญิงคนนั้นถึงห้องพักเลยทีเดียว แต่เธอไม่ออกมาหรอกค่ะ แถมฝากเพื่อนลงมาบอกด้วยว่า 

จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก 

ส่วนเขาน่ะหรือ? ก็ทำอยู่แบบเดิม เป็นประเภทพอจับได้ก็สัญญิงสัญญาว่า ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วแต่พอมีโอกาส ก็หาเรื่องมาให้ไม่หยุดหย่อน จนฉันอ่อนใจเต็มที ถึงกับถามเขาตรงๆเลยว่า

“ถามจริงๆเถอะ คุณเป็นโรคจิตหรือเปล่านี่ หรือว่า กลัวจะไม่มีใครรัก ถึงได้ขยันหาเรื่องมาให้ไม่หยุดหย่อนอย่างนี้ ฉันเบื่อคุณเต็มทนแล้วนะ” 

แต่ตัวเขาหาได้สำนึกไม่ กลับเห็นว่า 

มันเป็นเรื่องเล็กไม่น่าจะเดือดร้อนอะไรมากมายเลย 

ตอนนี้ชีวิตคู่ของฉันเริ่มคลอนแคลนเต็มทีแล้ว 

ความคิดเราสวนกันตลอดเวลา ฉันพยายามพูดคุยกับเขาชี้นำแนวทางให้เขาทำความดี 

แต่เขาเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นเลย 

ตอนนั้นฉันคิดถึงลูกสาว ฉันเป็นห่วงลูกสาวมาก เพราะถ้าพ่อของลูกยังทำตัวแบบนี้อยู่อีก อนาคตของลูกสาวจะมืดมนลงทันที 

เขากำลังหลงใหลอยู่กับ สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร มองหาแต่หนทางแห่งความเสื่อม เขาไม่คิดถึงอนาคตลูกเลยสักนิด  

สำหรับฉันเมื่อความรัก ความคิดถึงลูก ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน 

ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจลาออกจากงานแล้ว ขอกลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดกับลูก 

เขาเองก็ต้องลาออกจากงานเช่นกัน 

เรามาเริ่มต้นกันที่บ้านของน้องสาวของเขา ฉันเป็นคนเกรงใจคน 

เมื่ออยู่อาศัยกับน้องสาวเขาได้ไม่นานก็หาทางออกมาเช่าบ้านอยู่เอง สร้างความไม่พอใจให้แม่เขาเป็นอย่างมาก แม่เขาอยากให้เราทั้งหมดอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา 

แต่ฉันไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้น 

ในเมื่อเราเองก็มีครอบครัวของเราอยู่แล้ว ก็ควรจะดูแลตนเองได้

เมื่อกลับมาอยู่บ้านแล้ว ฉันจึงได้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาช่างเป็นผู้ชายอ่อนแอ ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่มีความเข้มแข็ง และนิสัยของเขาเหล่านี้นี่เองที่นำพาให้ครอบครัวเราลงเอยด้วยการแตกแยกกัน 

แม่ของเขามักจะพูดกับฉันด้วยถ้อยคำรุนแรงเสมอ เมื่ออยู่ลับหลังคนอื่น 

เธอเคยพูดว่า ฉันเป็นผู้หญิงที่มาแต่ตัว ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมาเลย เธอรู้สึกผิดหวังที่ฉันไม่ร่ำรวยอย่างที่เธอคิด 

ฉันอึ้งเมื่อได้ฟังคำนี้ แต่เมื่อฉันบอกเรื่องนี้กับเขา ว่าแม่ของเขาพูดอะไรกับฉันบ้าง 

เขากลับไม่เชื่อว่าแม่เขาจะพูดอย่างนั้นกับฉันจริงๆ 

รอยร้าวระหว่างเขากับฉัน เริ่มก่อตัวขึ้น ที่บ้านเกิดของเราเอง ฉันไปทำงานเป็นครูสอนเด็กอนุบาลต้องพาลูกสาวไปฝากน้องสาวของเขาให้พาไปส่งโรงเรียน  เมื่อกลับจากงานฉันก็จะแวะไปรับลูกสาวที่บ้านน้องสาวเขา เป็นเช่นนี้อยู่ตั้งแต่เริ่มแรกที่ไปอยู่ที่บ้าน  โดยฉันให้ค่าตอบแทนแก่แม่ของเขาเดือนละ 500 บาททุกเดือน แต่แม่ของเขาอยากได้มากกว่านั้น  แต่เงินเดือนของฉันนั้นมันน้อยนิดเสียเหลือเกิน ต้องกระเบียดกระเสียร จึงจะอยู่รอด ฉันจึงให้มากกว่านี้อีกไม่ได้ 

สร้างความไม่พอใจให้กับแม่ของเขาเป็นอย่างมาก

จนกระทั่งต่อมาไม่นาน ฉันก็เริ่มระแคะระคายเรื่องผู้หญิงที่เขาไปติดพันด้วยอีก เป็นผู้หญิงที่ทำงานอยู่สายงานเดียวกัน  แต่ฉันก็ยังไม่แสดงท่าทีอะไรออกมา เพราะตอนนั้นกำลังคิดว่า 

ถ้ามีเรื่องชู้สาวอีก ฉันคงแยกทางกันอย่างจริงจังเสียที 

ฉันเบื่อที่จะต้องเผชิญกับเรื่องไร้สาระเหล่านี้ 

เบื่อกับถ้อยคำโกหกหลอกลวง หน้าไหว้หลังหลอกแบบนี้อีก 

ไหนจะเรื่องแม่เขาอีก 

เขาเองก็ไม่คิดจะแก้ปัญหาหรือแก้ไขอะไรเลย ปล่อยให้ความไม่เข้าใจของแม่เขาที่มีต่อฉันคาราคาซังอยู่แบบนี้เรื่อยไป 

ไหนจะเรื่องที่ฉันห่วงใยเรื่องลูกสาวของฉันอีกนั่นคือเรื่องที่ว่า น้องสาวของเขาอยากรับลูกสาวของฉันเป็นลูกบุญธรรม  ฉันปฏิเสธเรื่องนี้ไป  เพราะถ้าฉันยอมรับคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือลูกของฉันนั่นเอง 

...สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ต้องปกป้องลูก เริ่มขึ้นอย่างชัดเจนมากที่สุดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา... 

ฉันย้ายชื่อของฉันและลูกสาวออกจากทะเบียนบ้านของเขา แล้วจัดการเปลี่ยนชื่อของลูกสาวและชื่อของฉันทันที ฉันเป็นแม่ มีสิทธิ์ตามกฎหมายทุกอย่าง ไม่ต้องให้พ่อห่วยๆ อย่างเขามารับรู้เรื่องเหล่านี้เลย และแล้วสิ่งที่ฉันคาดคิดไว้ ก็เริ่มมีเค้าลางของความเป็นจริง 

เมื่อฉันได้รู้จักและพูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เขาติดต่อด้วย ที่ฉันรู้ก็คือ เขากำลังคบหากับผู้หญิงถึง 2 คนพร้อมกัน  

ฉันจึงได้รู้ว่าเมื่อเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่น เขาพูดถึงฉันอย่างไรบ้าง ทั้งๆที่ฉันเป็นแม่ของลูกเขา แต่เขาไม่เคยให้เกียรติฉันบ้างเลย 

ฉันเสียความรู้สึก และเจ็บปวดใจอย่างที่สุด  แล้วยังต้องมาปวดหัวกับเรื่องราว ที่เขาขยันสร้างเรื่องอย่างไม่หยุดหย่อนอีก  

และระยะหลังมานี้  เขาไม่เคยหยิบยื่นเงินให้แก่ฉันเลย  ฉันต้องรับภาระทุกอย่างคนเดียว ไหนจะทำงาน ไหนจะเลี้ยงลูก 

เขาเคยพูดกับฉันว่า “มีหน้าที่เลี้ยงลูกก็เลี้ยงไปสิ ส่วนเรื่องส่วนตัวของผมคุณอย่ามายุ่ง! ”

เขากล้าพูดออกมาอย่างนี้ได้อย่างไรกัน? ฉันเองเริ่มคิดได้หลายอย่าง ทุกอย่างมันเริ่มชัดเจนมากขึ้น ชีวิตคู่ของฉันเริ่มมาถึงทางตันเสียแล้ว 

จนกระทั่งวันหนึ่งฉันได้มีโอกาสพูดจากับผู้หญิงหนึ่งในสองคนนั้นว่า 

ฉันยอมยกเขาให้พวกเธอแล้ว มารับตัวเขาไปเลย เพราะคนอย่างนี้ฉันไม่สนใจแล้ว 

แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับตอบฉันมาว่า 

ให้ฟรีแถมข้าวสารอีกกระสอบก็ไม่เอา 

ฉันจึงว่า ให้ฟรีก็ไม่เอา แล้วจะโทร.มาหาเขาทำไมกันล่ะ อยากได้ก็ยกให้แล้วไง จะเอาอะไรอีก 

ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจบอกพ่อของฉันในทุกเรื่องที่ฉันเผชิญอยู่ 

ไม่มีความรักไหนจะยิ่งใหญ่เท่าความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก เมื่อพ่อแม่เห็นลูกทุกข์ใจ คนที่ทุกข์ใจกว่า คือพ่อแม่ของเรานั่นเอง 

พ่อปลอบใจและกอดฉันไว้ในอ้อมอก 

พ่อสัญญาว่าพ่อจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ลูกเอง 

ฉันร้องไห้โฮซุกในอ้อมกอดพ่อ 

พ่อแม่มีพระคุณต่อลูกอย่างหาที่สุดไม่ได้ ฉันซาบซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้

แล้วในวันนั้นเป็นงานศพของยาย ฉันจึงได้มีโอกาสหารือ เรื่องต่างๆกับพ่อแม่อีกมากมาย หลายเรื่องทำให้ฉันเริ่มสบายใจมากขึ้น 

เมื่อฉันกลับไปหาลูกของฉัน ความหวังของฉันที่จะนำพาลูกของฉันให้พบเจอความสุขในวันข้างหน้าเริ่มมีมากขึ้น 

ฉันเก็บข้าวของทุกอย่างทันที 

เขาตกใจมากเมื่อเห็นฉันของ เขาพูดว่า 

“ถ้าจะไปก็ไปแต่ตัวองสิ ห้ามพาลูกไป” 

ฉันจึงบอกเขาว่า 

“ขอไปพักผ่อนที่บ้านก่อน ตอนนี้ฉันเบื่อหน่ายเต็มทนแล้ว และคงจำได้นะว่าเราเคยตกลงเรื่องอะไรกันไว้”

คราวนี้เขาเงียบ ชนักติดหลังเขาอยู่ สิ่งที่เขาก่อไว้ กำลังรอวันทำลายชีวิตของเขาเอง 

ฉันรีบพาลูกสาวกลับมาอยู่บ้านทันที โดยมีพ่อและน้องชายของฉันตามมาช่วยขนของกลับบ้าน 

ก่อนกลับพ่อกับแม่ของฉันแวะไปบอกกล่าว เรื่องนี้ให้พ่อแม่ของเขาได้รับทราบ 

พ่อของเขานั้นเป็นคนดี เขายอมรับได้ว่า ลูกชายของตนเองเป็นคนเช่นไร แต่สำหรับแม่ของเขานั้น ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้เลย 

เพราะเธอคิดว่าอย่างไรเสียลูกชายของตนเองก็ต้องดีที่สุด ไม่เคยทำอะไรผิดเลย 

ซึ่งวิธีการเลี้ยงลูกของเธอแบบนี้นี่เองที่เรียกกันว่า “ให้ท้าย”  คือไม่เคยสอนให้รู้จักว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก ลูกชายทำอะไรก็ดีก็ถูกไปเสียทั้งหมด ไม่เคยว่ากล่าวตักเตือนให้รู้ดีรู้ชั่ว 

จนในที่สุดเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็กลายเป็นคนไม่รู้จักตนเอง เป็นคนที่ไม่มีคุณภาพ 

เมื่อมีครอบครัว ก็เป็นหัวหน้าครอบครัวที่นำพาครอบครัว ไปสู่ความหายนะ 

ฉันหย่าขาดจากเขาตอนที่ฉันอายุ 32 ปีพอดี 

นับว่าเป็นบุญของฉันที่เขายอมหย่าให้ฉันอย่างง่ายดาย 

นั่นเป็นเพราะเขามีที่หมายใหม่ที่สวยกว่า 

รวยกว่าอย่างที่เขาคิดไว้... 

ตอนนั้น ฉันโล่งใจที่หลุดพ้นจากนรกขุมนั้นเสียได้  แรกทีเดียวฉันก็คิดอย่างผู้หญิงคนอื่นว่า 

ไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ  แต่เมื่อคิดในหลายๆเรื่องแล้ว การที่ให้ลูกเห็นตัวอย่างของพ่อที่ไม่ดีแบบนี้ ฉันยอมตัดใจเสียดีกว่าที่จะปล่อยให้เรื่องมันยุ่งยากวุ่นวายมากกว่านี้  ก่อนที่ฉันจะคิดตัดสินใจเรื่องหย่าร้างนั้น 

ฉันเคยนั่งร้องไห้คนเดียวอยู่หลายคืน  แต่เมื่อเริ่ม เห็นสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่เขาแสดงออกมามากขึ้น ในที่สุดฉันก็ตัดใจได้ 

ไม่มีความอาลัยอาวรณ์หลงเหลืออยู่อีกเลย  

จากเรื่องราวที่ฉันเผชิญมาอย่างสาหัสสากรรจ์ตามความคิดของฉันนั้น นรกบนดินนั้นมีจริง เพราะฉันเองเคยผจญมาแล้ว 

ชาติก่อนฉันอาจจะทำอะไรกับพวกเขาไว้ ชาตินี้พวกเขาจึงทำกับฉันแบบนี้ คิดเสียว่ามันเป็นเวรกรรมของฉันเอง แต่ตอนนี้ฉันได้ชดใช้ให้พวกเขาหมดแล้ว 

อะไรที่ติดค้างกันอยู่ฉันจะไม่เอาคืน 

พอกันทีกับคนในตระกูลนั้น 

เพราะ นับตั้งแต่นี้ไปฉันกำลังก้าวเดินไปสู่หนทางสว่างในวันข้างหน้า 

ความสุขกำลังรอคอยฉันอยู่ 

ต่อไปนี้ฉันต้องดูแลลูกสาวเพียงลำพังคนเดียว 

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเองก็ดูแลเธอมาตามลำพังอยู่แล้ว 

ฉันยอมรับเรื่องนี้ได้ ฉันรักลูกของฉัน และจะต้องพยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะให้ลูกของฉันเป็นคนดีของสังคม แม้ว่าเธอจะมีเพียงฉันคนเดียวที่ปกป้องดูแลเธออยู่เพียงลำพังก็ตาม

...เป็นอย่างไรบ้างคะ  เรื่องราวเหล่านี้ เป็นชีวิตของคน จริงๆ ไม่ใช่ละครหลังข่าวนะคะ ฉันว่าในละคร มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ !  

ฉันเองก็เกือบต้องตายทั้งเป็นตลอดกาลเหมือนกัน  ถ้าไม่รีบตัดสินใจในวันนั้น

และวันนี้ คือการตัดสินใจครั้งนั้น คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดค่ะ  

-------------------------------------------

ปล.ณ ปัจจุบัน ฉันได้พบเจอผู้ชายใจดีคนหนึ่ง ที่มาเติมเต็ม ให้ขีวิตมีความหมายมากขึ้น คอยเป็นกำลังใจให้ฉัน เพื่อที่ฉันจะแข็งแกร่ง จูงมือลูกก้าวเดินต่อไป อย่างแข็งแรงต่อไป...

 

มีจุดมุ่งหมาย ที่ปลายทางฝัน

หวังว่าสักวัน  ที่ฝันเป็นจริง...

จบบริบูรณ์.

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store