NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
หมวด: Business

ธปท.กำชับแบงก์ เกณฑ์ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ช่วยหนุนเอสเอ็มอี

  • 0
  • 0
การเงินธนาคาร

ธปท.ผลักดันสถาบันการเงินช่วยลูกหนี้เอสเอ็มอี ธปท. ออกหนังสือเวียนถึงสถาบันการเงินซักซ้อมความเข้าใจหลักเกณฑ์และแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ทั้งจากเรื่องสงครามการค้าโลก และภาวะภัยธรรมชาติในประเทศที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SMEs ธปท. จึงได้สื่อสารไปยังสถาบันการเงินผู้ปล่อยสินเชื่อ ให้ช่วยลูกหนี้แก้ไขปัญหาหรือปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบและยังมีศักยภาพให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ออกหนังสือเวียน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 ไปยังสถาบันการเงิน เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวนโยบายการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะในส่วนที่สถาบันการเงิน (สง.) จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (IFRS 9) ที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2563 เพื่อส่งเสริมให้ สง. ปรับการจัดชั้นลูกหนี้ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น

โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่มีแนวโน้มเครดิตดีขึ้น โดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจ SMEs ให้สามารถขอสินเชื่อใหม่เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยสาระสำคัญของหลักเกณฑ์และแนวนโยบายการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวมีดังนี้

ตามมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (IFRS 9) ที่จะประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม 2563 จะมีการแบ่งชั้นลูกหนี้แบบใหม่เป็น 3 ระดับชั้น ได้แก่ Stage 1 กลุ่มที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงด้านเครดิต, Stage 2 กลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ Stage 3 กลุ่มลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ธปท. จึงได้สื่อสารให้สถาบันการเงิน ดังนี้

1. การปรับโครงสร้างหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL : ไม่ถือว่าเป็นหนี้ที่มีปัญหา (Troubled debt restructuring: TDR) และไม่ต้องรายงานเครดิตบูโร โดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ใน stage 2 หากลูกหนี้ชำระหนี้ติดต่อกัน 3 เดือน หรือ 3 งวด ให้ปรับขึ้นเป็น stage 1 ได้

2. การปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็น NPL :

2.1 หาก สง. ปรับปรุงโครงสร้างหนี้สามารถเลื่อนชั้นลูกหนี้จาก stage 3 เป็น stage 2 ถ้าลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ติดต่อกัน 3 เดือน หรือ 3 งวด ตามเงื่อนไขใหม่ได้ และหลังจากนั้น หาก สง. พิจารณาว่าลูกหนี้จะสามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาและไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สง. สามารถพิจารณาลูกหนี้ขึ้นเป็น stage 1 โดยไม่ต้องรอครบ 9 เดือนตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด

2.2 หาก สง. เห็นว่าการให้สินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน (working capital) แก่ลูกหนี้ NPL เพิ่มเติมจะช่วยให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ให้ สง. พิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้นั้นได้โดยใช้แนวทางเดียวกับในข้อ 2.1

ทั้งนี้ ธปท. มีความมุ่งหวังให้ภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เพื่อใช้ในการดำเนินงานและต่อยอดธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน

“ที่ผ่านมาแนวโน้ม NPL ยังเพิ่งขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสถาบันการเงินได้มีการบริหารจัดการมาโดยตลอด ทั้งนี้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมีความผันผวน สถาบันการเงินยังคงต้องบริหารจัดการหนี้มากขึ้นทั้งหนี้ของภาคธุรกิจและหนี้ส่วนบุคคล รวมถึงควรบริหารตั้งแต่ลูกหนี้ยังไม่เป็น NPL ทั้งนี้ ธปท. คาดหวังว่านโยบายการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะช่วยให้ NPL ลดลงและช่วยให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพสามารถเดินต่อไปได้”

นายจาตุรงค์ เปิดเผยต่อว่า เพื่อให้แนวนโยบายในการพิจารณาการปรับชั้นลูกหนี้ของแต่ละสถาบันการเงินสอดคล้องกับประกาศของธปท. และข้อกำหนดของมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง ธปท. ได้จัดทำแนวทาง SICR ที่เป็น guideline และตัวอย่างในการพิจารณาข้อบ่งชี้ว่าลูกหนี้จะมีการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างมีนัยสำคัญจนนำไปสู่การพิจารณาปรับชั้นสินทรัพย์

ทั้งนี้ธปท. ให้สถาบันการเงินเป็นผู้กำหนดนโยบายภายในเกี่ยวกับข้อบ่งชี้ SICR ซึ่งควรพิจารณาข้อบ่งชี้ที่จะส่งผลต่อการลดลงของความสามารถในการชำระหนี้หรือการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี 2 ด้าน ซึ่งครอบคลุมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วและอาจเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่

1. ด้านการค้างชำระ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้บ่อยครั้ง

2. ด้านฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และการค้างชำระหนี้ เช่น ผลประกอบการณ์ของลูกหนี้มีแนวโน้มเสื่อมถอยชัดเจน

อย่างไรก็ตามหากข้อบ่งชี้ส่งสัญญาณเตือน สถาบันการเงินควรพิจารณาผลที่มีต่อการลดลงของการชำระหนี้หรือการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างมีนัยสำคัญเพื่อปรับชั้นสินทรัพย์จาก state 1 เป็น state 2 ทั้งนี้ หากพิจาณาแล้วคงการจัดชั้นเดิมควรมีหลักฐานประกอบการพิจารณาไว้

“แนวนโยบายในการพิจารณาการปรับชั้นลูกหนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของธปท. ที่อยากให้สถาบันการเงินช่วยปรับโครงสร้างลูกหนี้ที่มีศักยภาพ และตรงกับความต้องการของสถาบันการเงินในการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเมื่อมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ต่างๆ”

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store