NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
หมวด: Business

เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3/2562 กดดันทางการจีนออกมาตรการกระตุ้นเพิ่ม

  • 0
  • 0
การเงินธนาคาร

เศรษฐกิจจีนขยายตัวร้อยละ 6.0 (YoY) ในไตรมาส 3 ปี 2562 ซึ่งเป็นอัตราเติบโตที่ต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปี โดยชะลอลงจากร้อยละ 6.2 (YoY) ในไตรมาส 2 ปี 2562 ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แย่ลงและอยู่ที่กรอบล่างของกรอบเป้าหมายของทางการจีนจะเป็นปัจจัยกดดันให้ทางการจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 6.0-6.5 (YoY)

ทั้งนี้ อุปสงค์ภายในและภายนอกที่อ่อนแรงลงต่างเป็นปัจจัยฉุดรั้งให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ทางการจีนนำออกมาใช้อาจไม่เพียงพอในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงในภาคการเงินจากหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ทางการจีนจำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้นโยบายการเงิน

เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3/2562 ขยายตัวที่ร้อยละ 6.0 (YoY) โดยการส่งออกหดตัวอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ (-)0.4 (YoY) ในไตรมาส 3/2562 และทรุดตัวลงในอัตราที่เร่งขึ้นอย่างมากในเดือนกันยายน 2562 ที่ร้อยละ (-)3.2 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลง และสงครามการค้าที่คุกรุ่นขึ้น ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มเติมในวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ในสินค้าจีนมูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนไปแล้วทั้งสิ้น 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ หดตัวในอัตราที่เร่งขึ้นที่ร้อยละ (-)15.1 ในไตรมาส 3/2562 หลังจากที่หดตัวที่ร้อยละ (-)8.2 ในไตรมาส 2/2562 การส่งออกของจีนที่ชะลอลงส่งผลให้ภาคการผลิตของจีนชะงักงันไปด้วย

โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production) เติบโตในอัตราที่ชะลอลงที่เฉลี่ยร้อยละ 5.0 (YoY) ในไตรมาส 3/2562 เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยที่ร้อยละ 5.6 (YoY) ในไตรมาส 2/2562 ขณะที่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของภาคอุตสาหกรรมจีน แม้ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในเดือนกันยายน แต่คาดว่าตัวเลขที่ดีขึ้นนี้น่าจะเป็นปัจจัยเพียงชั่วคราว ซึ่งถูกผลักดันด้วยคำสั่งซื้อจากภายในประเทศเป็นหลัก แต่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ของคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ (New Export Order) กลับบ่งชี้ทิศทางหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ของคำสั่งจากต่างประเทศ (New Export Order) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนอยู่ที่ระดับ 48.2 ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

เศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงส่งผลกระทบทางลบต่อความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจจีน และส่งผลให้การบริโภค และการลงทุนในประเทศชะลอลงไปด้วย โดยการลงทุน (Fixed asset investment) ชะลอตัวลง โดยขยายตัวที่ร้อยละ 5.5 (YoY) ในไตรมาส 3/2562 ลดลงจากอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 5.8 (YoY) ในไตรมาส 2/2562 สำหรับการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่าตัวเลขยอดค้าปลีก และดัชนีคำสั่งซื้อภายในประเทศจะดีขึ้นในเดือนกันยายน แต่ไม่ได้แสดงถึงโมเมนตัมการบริโภคภายในประเทศที่ดีขึ้น และน่าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น โดยหากดูทั้งไตรมาส 3/2562 ยอดค้าปลีกเติบโตชะลอลงที่ร้อยละ 7.6 (YoY) เมื่อเทียบกับร้อยละ 8.5 (YoY) ในไตรมาส 2/2562

นอกจากนี้ การใช้จ่ายในสินค้าคงทนชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายรถยนต์ในจีนในเดือนกันยายนหดตัวเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกัน ขณะที่ การนำเข้าของจีนในเดือนกันยายนก็หดตัวเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน โดยหดตัวถึงร้อยละ ( -)8.5 (YoY) แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์ภายในประเทศจีนนั้นอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากอุปสงค์ที่อ่อนแรงลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตจีนจำเป็นต้องขายสินค้าในราคาที่ถูกลง ซึ่งสะท้อนได้จากการที่การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนอยู่ในแดนลบเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปีในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการจีน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ในไตรมาส 4/2562 ทางการจีนน่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้นโยบายการคลัง ส่งผลให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 4/2562 น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับไตรมาสก่อนหน้าที่ร้อยละ 6.0 (YoY) และทั้งปี 2562 เศรษฐกิจจีนน่าจะเติบโตที่ร้อยละ 6.2 (YoY) อย่างไรก็ดี ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลง และสงครามการค้าที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไป เศรษฐกิจจีนจะเผชิญความเสี่ยงเชิงลบที่เพิ่มขึ้น

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนในปี 2563 จะชะลอลงต่ำกว่าในปีนี้ โดยอาจขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 6 ซึ่ง IMF ได้ปรับลดประมาณการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเหลือ 5.8 แล้วในปีหน้า โดยความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อและประสิทธิผลในการดำเนินนโยบายแบบขยายตัวของทางการจีนที่น่าจะมีจำกัดมากขึ้นจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

การส่งออกจีนมีแนวโน้มที่จะชะลอลงอย่างต่อเนื่องท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา และสงครามการค้าที่ยังคงหาจุดจบไม่ได้ ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า สงครามการค้าน่าจะยังคงยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2564 โดยแม้ว่าสหรัฐฯ จะเลื่อนการขึ้นภาษีในสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านออกไปก่อน แต่ข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ น่าจะยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในระยะอันใกล้ และทั้งสองฝ่ายน่าจะยังคงมีมาตรการตอบโต้กันอีกในอนาคต ส่งผลให้ยังคงมีแรงกดดันต่อการส่งออกจีนอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า การส่งออกจีนในปีนี้น่าจะไม่ขยายตัวจากปีก่อน ขณะที่การส่งออกในปีหน้าน่าจะมีโอกาสที่จะทรุดตัวลงอยู่ในแดนลบ

ขณะที่ อุปสงค์ภายในประเทศจีนก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนแรงลง แม้ว่าทางการจีนอาจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทั้งนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งทางการคลังและทางการเงินอาจจะทำได้จำกัดมากขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจจีนที่มีความเปราะบางสูง ทั้งนี้ ทางการจีนอาจใช้นโยบายทางการคลัง เช่น การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐในโครงการพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลท้องถิ่น ในปริมาณที่สูงขึ้น รวมถึงอาจออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านทางช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดกฎเกณฑ์ในการซื้อรถยนต์ หรือใช้มาตรการอุดหนุน (Subsidy) เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าคงทนต่างๆ

อย่างไรก็ดี นโยบายเหล่านี้อาจมีประสิทธิผลจำกัดและต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล อีกทั้ง การใช้จ่ายภาครัฐในโครงการพื้นฐานต่างๆ อาจช่วยกระตุ้นแค่ในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง แต่ไม่สามารถช่วยภาคการส่งออกที่ชะลอตัวอย่างมากได้ นอกจากนี้ ทางการจีนอาจใช้นโยบายทางการเงินในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดอัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง (RRR) เพิ่มเติมในปีนี้และปีหน้า รวมถึงอาจลดอัตราดอกเบี้ยผ่านทางดอกเบี้ย Loan Prime Rate อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพของนโยบายเหล่านี้อาจมีจำกัด ท่ามกลางระดับหนี้ที่อยู่ในระดับสูงและอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store