NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
CSI Effect ซีรี่ย์สืบสวนเปลี่ยนทัศนะคติคุณได้อย่างไร
หมวด: Campus

CSI Effect ซีรี่ย์สืบสวนเปลี่ยนทัศนะคติคุณได้อย่างไร

  • 589
  • 1
  • 0
Effect-today

 

คุณชอบดูซีรี่ส์ CSI หรือซีรี่ส์สอบสวนอะไรบ้างไหม แล้วคุณคิดว่านิติวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสามารถทำได้อย่างซีรี่ส์หรือเปล่า หากคุณได้ฟังการพิพากษาคดีอาญาต่างๆ คุณคิดว่าต้องมีหลักฐานอะไรบ้างในการตัดสินคดีว่าจำเลยมีความผิด วันนี้เรามาดูปรากฏการณ์ CSI Effect กันว่า ซีรี่ส์สอบสวนส่งผลกระทบอะไรกับเราบ้าง

ที่มาของปรากฏการณ์ CSI Effect

CSI Effect เป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากซีรี่ส์โทรทัศน์ CBS ในอเมริกาที่ชื่อ CSI: Crime Scene Investigation ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซีรี่ส์เรื่องนี้ถูกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ. 2000 โดยซีซั่นแรกเป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการทำงานของทีมนักสืบและนักนิติวิทยาศาตร์ของเมืองลาส เวกัส รัฐเนวาดา เมื่อซีรี่ส์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จึงมีภาคแยกอื่นๆตามมา เช่น CSI:Miami CSI:NY และ CSI:Cyber และซีรี่ส์เรื่องนี้ได้เป็นแรงบันดาลในให้ซีรี่ส์สืบสวนคดีอื่นๆอีกมากมาย เช่น American Justice, Cold Case Files, Cold Squad, Exhibit A: Secrets of Forensic Science, Forensic Files, Silent Witness, Waking the Dead, Bones, Cold Case, Criminal Minds, Crossing Jordan, NCIS, Numb3rs, Wire in the Blood และ Without a Trace ปัจจุบันทีวีซีรี่ส์เรื่องนี้ได้จบไปแล้วในปี ค.ศ. 2015

CSI Effect สามารถเรียกอีกชื่อว่า CSI syndrome หรือ CSI infection ซึ่งเคยถูกพูดถึงครั้งแรกในบทความของ USA Today ปีค.ศ. 2004 บทความได้กล่าวอ้างว่า ปรากฏการณ์ของของซีรี่ส์ CSI นี้ได้ส่งผลกระทบต่อคณะลูกขุนของศาลเกี่ยวกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เหล่าคณะลูกขุนที่ได้ดู CSI มักจะมีความต้องการที่จะเห็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในคดีอาชญากรรมต่างๆมากกว่าหลักฐานแวดล้อมของคดี ทำให้ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายอัยการต้องหาหลักฐานนิติเวชที่มีความน่าเชื่อถือและแน่นหนามากขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานของการพิจารณาคดี 

 

 

แล้วการที่ CSI Effect ส่งผลกระทบต่อคณะลูกขุนนั้นสำคัญแค่ไหน

สำหรับคนไทยนั้นอาจไม่คุ้นเคยกับระบบลูกขุนเท่าไร เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นไม่ได้ใช้กระบวนการทางกฎหมายระบบนี้ หากจะให้เข้าใจได้ง่ายๆ เราต้องทำความเข้าใจเรื่องระบบกฎหมายเสียก่อน ระบบกฎหมายในโลกนี้แบ่งออกเป็น ระบบประมวลกฎหมาย (civil law system) หรือแบบเป็นลายลักษณ์อักษร และระบบกฎหมายจารีตประเพณี (common law system) หรือแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

ระบบกฎหมายแบบประมวลกฎหมายนั้น จะเป็นเหมือนระบบที่ประเทศไทยใช้ คือ ใช้ระบบไต่สวน ผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสินคดีและตัดสินโทษ เพราะ ถือว่าผู้พิพากษานั้นเป็นตัวแทนของประชาชนและมีความชำนาญในตัวบทกฎหมายมากกว่าประชาชนทั่วไป

ส่วนระบบกฎหมายแบบจารีตประเพณีนั้น จะมีผู้พิพากษาทำหน้าที่ควบคุมการไต่สวน คณะลูกขุนจะมีหน้าที่พิจารณาข้อมูลจากทั้งอัยการและทนายความจากฝ่ายจำเลยว่า จำเลยมีความผิดหรือไม่ ปกติแล้วจะลูกขุนมีจำนวน 6-12 คน หากผลการพิจารณาว่าจำเลยมีความผิดจริง ผู้พิพากษาจะเป็นผู้พิจารณาโทษโดยอ้างอิงจากการคำพิพากษาคดีที่เคยพิพากษามาแล้ว ตัวอย่างประเทศที่มีการใช้ระบบนี้ คือ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

ประเทศที่มีการใช้ระบบกฎหมายแบบจารีตประเพณีจะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกลูกขุนเป็นอย่างมาก โดยยึดหลักที่ต้องให้ประชาชนทุกระดับอาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสิน ซึ่งอาจมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและเพศ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการตัดสิน ขณะเดียวกันกระบวนการคัดเลือกลูกขุนต้องให้ความระมัดระวังไม่ให้ลูกขุนนั้นถูกซื้อตัวด้วยเช่นกัน การคัดเลือกลูกขุนนั้นจะเป็นการสุ่มจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ใน ณ ที่นี้จะไม่ได้คำนึงถึงว่าประชาชนที่มาเป็นลูกขุนนั้นจะมีความรู้ทางกฎหมายหรือไม่

 

 

การตัดสินของลูกขุน เมื่อลูกขุนจะได้รับฟังการสืบพยาน แต่เนื่องจากความรู้ทางกฎหมายของลูกขุนของแต่ละคนไม่เท่ากัน ความเข้าใจในหลักฐานและพยานของลูกขุนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการอธิบายความของทนาย หลังจากสืบพยานทั้งหมดแล้ว ลูกขุนจะประชุมกันในห้องประชุมอีกห้องเพื่อลงคะแนนเสียงในการพิพากษา จากนั้นประธานลูกขุนจะเป็นผู้อ่านผลการตัดสิน หากการลงคะแนนไม่เป็นเอกฉันท์ก็จะปล่อยจำเลยไป และจะสามารถส่งฟ้องศาลอีกรอบได้จนกว่าจะมีหลักฐานหรือพยานใหม่

การใช้ระบบลูกขุนนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากการใช้ระบบลูกขุนนั้น ถือเป็นการสะท้อนอำนาจประชาธิปไตยนั้นมาจากประชาชน และประชาชนได้มีส่วนร่วมกับกระบวนการยุติธรรม แต่ขณะเดียวกันการให้ประชาชนธรรมดาเป็นผู้ตัดสินนั้น คำตัดสินนั้นอาจเกิดจากความรู้สึกและอารมณ์ของลูกขุน หรือการถูกโน้มน้าวจากทนายจำเลย หรืออีกนัยนึงลูกขุนที่เคยได้ดูซีรี่ส์ทีวี CSI หรือซีรี่ส์สืบสวนต่างๆ อาจได้รับข้อมูลที่ผิดๆจากซีรี่ส์ ทำให้พวกเขามีความคาดหวังที่ฟังหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในการตัดสิน

แล้วความคาดหวังในหลักฐานในนิติวิทยาศาสตร์มันไม่ดีอย่างไรล่ะ

ปัญหาก็คือกระบวนการสืบสวนทางคดีในซีรี่ส์ไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้องในการสืบสวนคดีในความเป็นจริง กระบวนการสืบหาผู้กระทำผิดมักจะกระทำผิดวิธีทั้งในขั้นตอนการเก็บและวิเคราะห์หลักฐาน สืบหาตัวผู้ร้าย และหลักฐานในการยืนยันว่าเป็นผู้ร้าย ตัวอย่างเช่น
- โดยปกติแล้ว การเก็บ DNA หรือลายนิ้วมือไม่ใช่หลักฐานที่สามารถเก็บได้ง่ายๆ และถึงแม้ว่าจะสามารถเก็บ DNA หรือลายนิ้วมือได้ ขั้นตอนในการพิสูจน์นั้นต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ไม่ใช่สามารถพิสูจน์ได้เพียงในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเช่นเดียวกับเหมือนในซีรี่ส์ ยิ่งไปกว่านั้นหากหลักฐานที่ใช้ในการตรวจพิสูจน์อาจมีจำกัด การตรวจพิสูจน์ในบางครั้งอาจเป็นการทำลายหลักฐานที่เหลือทั้งหมดที่มีด้วยซ้ำไป

 


- ในการไขคดีหนึ่งในซีรีส์ของ CSI ได้มีการใช้หลักฐานของพิมพ์เสียง (Voice Prints) เป็นหลักฐานในการมัดตัวผู้กระทำความผิด ในความเป็นจริงแล้ว เป็นการยากมากที่นักนิติวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์หลักฐานชนิดนี้ เนื่องการที่จะจับคู่คลื่นความถี่ให้เหมือนกัน

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ให้ความเห็นว่า ภาพลักษณ์ของนิติวิทยาศาสตร์ในซีรี่ส์ CSI ที่สร้างไว้ ทำให้เทคโนโลยีนิติวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั้นล้ำหน้ามาก นักนิติวิทยาศาสตร์ Thomas Mauriello คาดการณ์ว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของเทคนิคของนิติวิทยาศาสตร์ในปรากฏในซีรี่ส์นั้นไม่มีอยู่จริง หลายองค์ประกอบที่มีความไม่แน่นอนนั้นถูกมองข้ามไป ทำให้ผู้ที่ดูซีรี่ส์ CSI นั้นมีความเข้าใจผิดว่า หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์นั้น สามารถระบุบุคคลได้ถูกต้องแน่นอน ดังนั้นเมื่อมีการฟ้องร้องในชั้นศาล เหยื่อ ครอบครัวของเหยื่อ หรือลูกขุนได้เคยได้ดูซีรี่ส์สืบสวนเหล่านี้ จึงต่างคาดหวังที่จะได้เห็นอย่าง DNA ลายนิ้วมือ วิถีลูกกระสุน คราบหรือเขม่าดินปืน เหมือนในซีรี่ส์ที่พวกเขาได้ดู ซึ่งเป็นความคาดหวังที่สูงจากความเป็นจริง

ข้อเสียของปรากฏการณ์ CSI Effect


1. เป็นการยากในการดำเนินคดีกับจำเลย เนื่องจากคุณลูกขุนต่างมีความคาดหวังที่จะเห็นหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ว่าจำเลยมีผิดด้วยหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วในบางคดีอาจไม่สามารถหาหลักฐานเหล่านั้นได้
2. ทำให้การหาลูกขุนเป็นการยาก จากปรากฏการณ์ CSI Effect ทำให้บางรัฐอนุญาตให้ทนายสามารถปฏิเสธลูกขุนที่ดูซีรี่ส์สืบสวนต่างๆ
3. ทรัพยากรที่จำกัดในการสอบสวนคดี เช่น กระบวนการในการเก็บหลักฐานและพิสูจน์หลักฐานต้องทำในงบการทำคดีที่จำกัด

 

 

4. การจัดฉากในคดี หากคุณสามารถเรียนรู้พื้นฐานการสืบคดีจากซีรี่ส์สืบสวนได้ ผู้ร้ายก็สามารถเรียนรู้ที่ลดข้อผิดพลาดของพวกเขาจากซีรี่ส์เช่นเดียวกัน ถึงแม้ซีรี่ส์สืบสวนจะมีกระบวนการสืบสวนหรือเทคโนโลยีที่ตรวจสอบหลักฐานที่เกินล้ำหน้าเกินความเป็นจริงไปบ้างก็ตาม เช่นว่า ผู้ร้ายมักจะพยายามที่จะลบลายนิ้วมือที่เขาอาจหลงเหลือไว้ในที่เกิดเหตุ
5. ทนายต้องใช้เวลาในการสืบพยานมากยิ่งขึ้น เพื่อปูพื้นความรู้ให้แก่ลูกขุนให้มีความเข้าใจในพยานและหลักฐานที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานที่มีความซับซ้อนอย่างคราบเขม่าดินปืน วิถีกระสุน เป็นต้น

ข้อดีของปรากฏการณ์ CSI Effect

1. เหล่าลูกขุนจะมีความรู้มากขึ้นการได้ดูซีรี่ส์และได้ความรู้ที่ถูกต้องจากการได้เป็นลูกขุนและฟังการสืบพยาน แต่บางครั้งการที่ลูกขุนมีความรู้ที่มากเกินไปนั้น อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป เพราะ พวกเขาอาจเข้าใจว่าพวกเขามีความเข้ามากกว่าความรู้จริงๆที่พวกเขามี ทำให้พวกเขาอาจตัดสินใจพิพากษาได้คลาดเคลื่อนจากความเข้าใจผิด
2. ช่วยให้ประชาชนทั่วไปมีความตระหนักรู้ในการสืบสวน สอบสวนคดีและการพิสูจน์หลักฐาน

และแม้ว่าปรากฏการณ์นี้อาจไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากกับคนไทยเท่าไร แต่การที่เราให้ความสนใจเรื่องนี้ก็สามารถช่วยให้มีการตรวจสอบการคดีของตำรวจจากความไม่สุจริตในการทำคดีหรือพิจารณาคดี และคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความคาดหวังในการหลักฐานช่วยส่งเสริมมาตรฐานการทำคดีให้มีความรอบคอบและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

 

สามารถติดตามผ่านทาง https://www.facebook.com/Effect-Today-515254122617363/ หรือผ่านทาง noozup หรือ blockdit

 

อ้างอิง

https://en.m.wikipedia.org/wiki/CSI_effect
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%AD:_%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%8C%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99

https://www.thebalancecareers.com/csi-effect-1669447

https://www.rasmussen.edu/degrees/justice-studies/blog/ways-csi-effect-is-altering-our-courtrooms/

https://microbiologysociety.org/publication/past-issues/microbiology-in-popular-culture/article/managing-the-myths-the-csi-effect-in-forensic-science.html

https://www.mccrone.com/mm/csi-effect-forensic-microscopy/
https://www.facebook.com/englishforlawyers/photos/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-jury-%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-1%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%9A-%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-ron/510167809009752/
https://www.facebook.com/Theeratbunnag/posts/588999874812496/
https://www.judicialaccountability.org/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99/

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store