NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
ฝากไว้ให้คิด: คดีของ โอ๊ค พานทองแท้
หมวด: Life

ฝากไว้ให้คิด: คดีของ โอ๊ค พานทองแท้

  • 557
  • 0
  • 2
ทิมแทม

วิเคราะห์แง่มุมทางกฎหมาย ในคดีของ โอ๊ค พานทองแท้ 

น่าจะเป็นที่สมหวังของกองเชียร์ แต่ผิดหวังของกองแช่งทั้งหลาย ที่ศาลท่านยกฟ้องในคดีดังกล่าวเพราะน้ำหนักพยานไม่น่าเชื่อถือ แต่สิทธิการวิพากษ์วิจารณ์ก็ขอให้เป็นไปตามกฎหมายนะครับ ส่วนในแง่มุมทางกฎหมายที่ผมอยากจะเสนอ คือ หลัก presumption of innocence แปลเป็นไทยก็คือ ให้สันนิษฐานว่า จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษา ตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 มาตรา 29 วรรค 2 ความว่า “... ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษา อันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้...” เท่ากับว่า ตลอดเวลาที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่า ผิดจำเลยย่อมถูก(กฎหมาย)สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะเห็นว่าจำพเลยกระทำผิดจริง และในคดีที่พานทองแท้ถูกตัดสินว่าไม่ผิด เพราะเหตุว่า พนานหลักฐานที่อัยการกล่าวหานั้นยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ศาลเชื่อ เท่ากับว่าคุณโอ๊คย่อมไม่ต้องรับผิดใดๆทางกฎหมาย แม้ว่าคนบางกลุ่มจะพิพากษาแล้วว่าผิด แต่ศาลท่านมองว่าไม่ผิด ในฐานะเป็นผู้ชม เราก็ต้องยอมตามคำพิพากษาของศาลหรือเปล่า? เพราะความยินยอมของเรานั้นได้มอบให้รัฐโดยแบ่งแยกการใช้อำนาจเป็นสามององค์กร คือ นิติบัญญัติ บริหารและตุลากร เมื่ออำนาจตุลาการตัดสินแล้วคดีย่อมเป็นที่สุด เสมือนเรากำลังชมฟุตบอล แม้กองเชียร์จะเชียร์ทีมของตัวเอง แต่เมื่อทีมของตัวเองแพ้เพราะถูกยิงประตูก็ดี กรรมการเป่านกหวีดแล้วก็ดี เกมก็ต้องจบลงหรือไม่ครับ? ส่วนการวิเคราะห์ผลการเล่นก็เป็นเรื่องภายหลัง แต่เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลการตัดสินได้? เว้นแต่ เราจะยื่นอุทธรณ์ ในคดีนี้ก็เฉกเช่นเดียวกันอัยการย่อมมีสิทธิ์อุทธรณ์ขึ้นไปยังศาลสูงได้ ตามที่ อ.วิษณุกล่าว 

เท่ากับว่า กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลสูงอาจจะเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นตามใดที่คดียังไม่สิ้นเวลาให้จำเลยต่อสู้ เราต้องยังคงต้องคอยติดตามและให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย

ผมทราบดีว่าบางครั้งคำพิพากษาอาจจะไม่ถูกใจ แม้จะถูกต้อง แต่เราต้องไม่ลืมว่าการพิจารณาคดีของศาลนั้นมันต้องชอบด้วยสบัญญัติและวิธีสบัญญัติ หรือกล่าวง่ายๆคือ ชอบตัวเนื้อหากฎหมายและวิธีพิจารณาความ – รวมถึงพยานหลักฐาน เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย เราต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยนะครับ

ตัวอย่าง คำพิพากษาฎีกาที่ 609/2537 ที่ว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีประเด็นในชั้นฎีกาเฉพาะปัญหาข้อ กฎหมายว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์ส่งศาลปิดอากรแสมป์แล้ว แต่ไม่ขีดฆ่า อากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่เพียงใด ข้อเท็จจริง ฟังได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ตาม เอกสารหมาย จ.1 แล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่โจทก์ โจทก์จึงนำเอกสารดังกล่าวมาเป็นหลักฐานในการฟ้องคดีนี้ พิเคราะห์แล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดี แพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราใน บัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว ..." และมาตรา 103 อธิบายว่า "ปิดแสตมป์บริบูรณ์" หมายความว่า (1) ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือการ ได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำ ตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย และได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว คดีนี้ปรากฏว่าสัญญากู้อันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานตามเอกสาร หมาย จ.1 ปิดอากรแสตมป์แล้วแต่ไม่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ จึงถือว่าสัญญา กู้ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ปัญหานี้ จำเลยยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้จริง ศาลไม่จำต้องอาศัยสัญญา กู้เป็นพยานหลักฐานต่อไปนั้นก็ปรากฏว่า จำเลยให้การปฏิเสธลายมือชื่อ ในสัญญากู้เงินว่าไม่ใช่ของจำเลย เท่ากับปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงแห่ง เอกสารและกล่าวอ้างว่าหนี้นั้นไม่สมบูรณ์ ศาลต้องใช้สัญญากู้มาเป็นพยาน หลักฐานในคดี เมื่อสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์อ้างไม่อาจรับฟัง เป็นพยานหลักฐานได้ อันเป็นผลให้คดีโจทก์ไม่มีหลักฐานที่จะรับฟังว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ดังฟ้อง ส่วนที่จำเลยเบิกความว่าลายมือชื่อในสัญญากู้ เป็นของจำเลยนั้น เป็นเรื่องในชั้นพิจารณา ข้อเท็จจริงในประเด็นที่จำเลย ต่อสู้ไว้ว่าไม่ได้ทำสัญญากู้นั้น ฟังได้เพียงใด ไม่ใช่กรณีที่ไม่ต้องใช้เอกสาร สัญญากู้หมาย จ.1 เป็นพยานหลักฐาน ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

*** เท่ากับคดีนี้ จำเลย แพ้เพราะลืมขีดฆ่าอากรณ์แสตมป์ หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือ จำเลยแพ้ในส่วนวิธีสบัญญัติ หาใช่กฎหมายสารบัญญัติไม่ *** ดังนี้ คดีของคุณ โอ๊ค พานทองแท้ก็เช่นกัน หากเขาชนะในส่วนของวิธีสบัญญัติ เราควรต้องชมเชยทนายฝั่งคุณโอ๊คที่ต่อสู้แทนตัวลูกความได้อย่างดีจนทำให้ศาลท่านไม่เชื่อว่าคุณโอ๊คผิดจริง แต่อย่างไรก็ดีคดีคุณโอ๊คยังไม่จบ (อย่าเพิ่งรีบนับศพทหาร) 

ผมจึงเรียนขอย้ำเตือนผู้อ่านทุกท่านให้ใช้เหตุผลนำอารมณ์ เพื่อให้เกิดปัญญานะครับ 

เมื่อเราเปรียบศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย (the Court of Last Resort) เมื่อคำพากษาจะไม่ถูกใจ แต่ถูกต้อง เราจำเป็นต้องยอมรับนะ #บางครั้งเรามักจะมองว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม แต่กฎแห่งกรรมเป็นธรรมเสมอนะครับ

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store