NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
ชวน Solitude Is Bliss คุยเจาะลึกอัลบั้มเต็ม Please Verify That You Are Not A Robot
หมวด: Entertainment

ชวน Solitude Is Bliss คุยเจาะลึกอัลบั้มเต็ม Please Verify That You Are Not A Robot

  • 0
  • 0
Fungjai

หลายคนที่ซื้ออัลบั้ม Please Verify That You Are Not A Robot คงได้ฟังเพลงของ Solitude Is Bliss ชุดที่สองจนอิ่มอกอิ่มใจกันไปแล้ว และวันนี้ก็เป็นดีเดย์ที่ได้ฤกษ์เอาเพลงมาลง streaming มาลองไปฟังและอ่านถึงการทำงาน และเรื่องราวเบื้องหลังแต่ละเพลงกันเลย

งาน Cat Expo ที่เพิ่งผ่านไปเป็นยังไงบ้าง ลงมาทุกปีเลย

เฟนเดอร์ : 4 ปีติดกันแล้วมั้ง

แฟรงค์ : ทั้งอันนี้และ Cat T-Shirt เหมือนว่ามีงานแคตเมื่อไหร่เราก็ได้ลงมา

เบียร์ : ถ้าเทียบกันเป็นปีต่อปีคนเยอะขึ้นเรื่อย ปีนี้เยอะสุด เบียดกันจนหายใจไม่ออกเลย

คิดยังไงที่ศิลปินทุกคนตั้งหมุดหมายว่าต้องออกอัลบั้มให้ทัน Cat Expo

เฟนเดอร์ : ด้วยความที่ Cat Expo มันเป็นตลาดใหญ่มาก ที่ประสบความสำเร็จ คนที่เข้ามาคือเขาพร้อมมาจับจ่ายอยู่แล้ว ( แฟรงค์ : มันก็เลยเป็นเดดไลน์ที่ดีของศิลปิน ) เป็นนิมิตหมายที่ดีของการออกโปรดักต์ใหม่ ก็ชื่อมันก็ expo แล้วในมุมมองของศิลปินคนนึงที่ขึ้นงานนี้ ความจริงปีล่าสุดมันดีขึ้นเรื่อย ซาวด์ซิสเทม มอนิเตอร์ ความชัด ความเคลีย ปีนี้ดี ( แฟรงค์ : มีรถขนของให้เราด้วย )

เบียร์ : อีกอย่างเราว่ามันดีต่อการขายงานของศิลปินมาก เพราะจำนวนคนที่ไปก็เยอะมาก แล้วมันช่วยส่งเสริมวงหน้าใหม่อยู่ดี คือวงพวกนี้ถ้าเขาได้มีโอกาสได้มาเล่น คนก็อยากซื้อแผ่น

เฟนเดอร์ : แต่ความจริงถ้าวงรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเริ่มมาแล้วเอา Cat Expo เป็นหมุดหมายเลยเราว่ามันก็ไม่จำเป็นต้องขนาดนั้น ความจริงตัว Solitude Is Bliss เองก็ไม่ได้วางแผนว่าต้องแคตเท่านั้น ความจริงต้องเสร็จก่อน แต่พอดีขั้นตอนมันก็รวบรัดจนเสร็จพอดีงานแคต วงส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ได้วางแผน แต่มีแคตเป็นเชื้อในการลนตูดอยู่พอดี ( แฟรงค์ : มันไม่รีบทำก็ต้องรีบทำ )

แฟรงค์ : แล้วปีนี้ความที่เราอายุเยอะขึ้น คนฟังใหม่ มันก็มีเยอะ เด็กที่อายุห่างเรามาก ก็มีโอกาสได้มาเจอเราแล้ว บางคนอายุ 18 แล้วมาบอกเราว่าฟังตั้งแต่ตอนอายุ 16 แต่ไม่ได้มาดูพี่ นี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้ดูพี่เล่น ( เบียร์ : ทางเข้ามาตรงเวที Solitude is Bliss จะเล่นคือคนต่อคิวยาวมาก ) เห็นแล้วขนลุก มันก็เลยช่วยเราให้อยากทำแบบนี้ต่อไป

หลายคนมองว่า Solitude is Bliss เป็นวงดนตรีของยุคสมัยนี้

เฟนเดอร์ : วันนึงถ้าจะให้เรารู้สึกแบบนั้น คงต้องเป็นตอนที่เราทำทุกอย่างได้โดยที่ไม่ต้องแคร์กฎเกณฑ์ใด ทั้งสิ้นของซีนดนตรี

เบียร์ : เหมือนที่เราทำเพลงแล้วไปเปลี่ยนเทรนด์คนฟังได้ อันนี้ผมว่ามันประสบความสำเร็จ

เอาแรงบันดาลใจอะไรมาทำให้เลือกเรียบเรียงเพลงสไตล์นี้

เฟนเดอร์ : ความทรมานจากความจนครับ ( หัวเราะ ) ล้อเล่น น่าจะเป็น timing มันกว้าง ถ้านับตอนทำเดโมแรก มันคือสามสี่ปีแล้ว แล้วมันก็ไม่ได้วางแผนมาเพื่อที่จะ ตู้ม ! เป็นอันสุดท้าย มัน develop มาเรื่อย ( แฟรงค์ : เหมือนเรามีเวลาอยู่กับเพลงมากขึ้น แล้วก็โตขึ้นด้วย )

โด่ง : เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน

เบียร์ : อิทธิพลยังเป็นการรับความรู้สึกจากสิ่งแวดล้อมต่าง แบบชุดก่อน อย่างเพลง 3.00 AM ก็รับมาจากเหตุการณ์เพื่อน อัลบั้มนี้ก็เหมือนกัน แต่การสร้างสรรค์ sound design มันสนุกกว่า เราอยากทำตามใจฉันขึ้นมาหน่อย

เฟนเดอร์ : เราว่าวิธีการทำงานด้วย ตั้งแต่โปรดักชัน เราทำ แล้วเลือกพี่เจ Penguin Villa ให้เป็นโปรดิวเซอร์คนแรก และเป็นการทำงานกับคนอื่นครั้งแรก อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนนึง แล้วเราก็ได้มาตรฐานการทำงานที่มีคุณภาพของพี่เจเข้ามา ทั้ง source การเล่น sound design ต่าง คนมิกซ์ก็เป็นคนนอก ( เจ มณฑล ดิลกชวนิศ ) แต่ก่อนทำเองหมด พี่โด่ง ( มือเบส ) เป็นคนมิกซ์ มาสเตอร์

เบียร์ : ผมว่ามันดีตรงที่มีคนช่วยตัดสินใจด้วย ถึงแม้จะไม่ได้ช่วยคิด หรือเปลี่ยนอะไรทั้งหมด แต่บางทีอัลบั้มที่แล้วเกิดการถกเถียงกันบ่อย บางทีเสียเวลา

เฟนเดอร์ : การถกเถียงมันปกติอยู่แล้ว แต่บางทีมันไม่มีคนกลางมันก็จะไม่เชื่อกันสักคน มันก็ต้องสรุปที่ตรงกลางของเพลง ซึ่งบางทีก็ทำให้ทิศทางมันอาจจะไม่ถูกต้องที่สุด ซึ่งเราก็ตอบไม่ได้ว่าควรเป็นแบบไหน เพราะเราเป็นคนที่หมกมุ่นกับงาน มันก็ต้องถอยออกมามอง หรือเป็นคนที่มองจากข้างนอกเข้ามา แล้วเขาจะรู้ว่าไป direction นี้ดีกว่า มีตัวเลือกให้ บอกวิธีแก้ไขมาให้เราเลย นอกจากเรื่องโปรดักชันก็มีเรื่องการพัฒนาทีม มีพี่พอล พี่จ๋า เข้ามาช่วยจัดการวง แล้วก็มีการร่วมงานกับศิลปิน ( แฟรงค์ : packaging แผ่นเราก็ไม่ได้ออกแบบเองแล้ว ) เราใช้วิธีทำเอกสารขึ้นมาเก็บข้อมูล แจกให้ทุกคนตอบแบบสอบถามว่า ฟังแล้วรู้สึกอะไรบ้าง เห็นเป็นสีอะไร แล้วรวมไว้ที่เดียวแต่ไม่ให้แต่ละคนได้อ่านของกันและกัน แล้วส่งข้อมูลนี้ให้ศิลปิน แล้วให้เขาไปฟังเพลงทั้งหมด บวกกับข้อมูลของพวกเรา มีการ reference ว่าส่วนนี้ของงานเขา quote มาจากสิ่งที่คนนี้เขียน แล้วให้เขาตีความออกมา

แฟรงค์ : อย่างเบียร์เขียนว่าอัลบั้มนี้เป็นเหมือนเพลงไทยในอีกร้อยปีข้างหน้า ( หัวเราะ ) ของแฟรงค์มองว่าอัลบั้มนี้เป็นรูบิกที่สีไม่ได้สดแบบรูบิกปกติ แต่มันสามารถบิดได้ทุกที่ทิศทาง จะประกอบกันเป็นหน้าสีไหนก็ได้ หรือกลับมาเป็นหน้าเดิมก็ได้

เบียร์ : แนะนำว่าถ้าเมา อะไรสักอย่างแล้วไปจ้องปกอัลบั้ม มันจะเห็นอะไรซ้อน กันเยอะ สนุกครับ

เฟนเดอร์ : artwork มาจาก เขาทำงานออกมา 6 ชิ้น เป็นขนาดไวนิล 12” เราวางแผนไว้ว่าถ้าทำขนาดไวนิลแล้ว artwork มันจะมีสี texture และสเกลเท่ากับงานของจริง เป็น 1:1 เลย ( แฟรงค์ : คนที่ซื้อไวนิลไปก็เหมือนได้งานพี่เขาไปด้วย ) แล้วก็มีปกหน้า ปกหลัง ใน booklet ด้วย เขาตีความว่าเป็น ‘Back to basic. Back to raw. คือต้องมีความรู้สึก และมีความไร้เดียงสาของเด็ก เพราะชื่ออัลบั้ม Please Verify That You Are Not A Robot มันมาจาก Captcha เวลาเราจะโพสต์อะไร หรือสมัครสมาชิกอะไร แล้วระบบมันให้เรายืนยันตัวตนว่าเป็นคนจริง ไม่ใช่โปรแกรม การที่มาฟังเพลงของเราก็คือการตรวจเช็กว่า คุณยังรู้สึกกับเรื่องพวกนี้ที่เราพูดในเพลงหรือเปล่า

จ๋า : คอนเซ็ปต์เขาได้จากการฟัง กับข้อมูลของเรา รวมถึงจากชื่ออัลบั้ม เขาก็ตัดสินใจใช้ไม้ แทนที่จะใช้ผ้าใบ เพื่อจะได้ขูดขีดได้ ให้รู้สึกถึงความเป็นคนที่จะคราฟต์งานขึ้นมา merchandise จะออกมาในทางที่พยายามสื่อสารถึงความเป็นมนุษย์

แฟรงค์ : ตอนถ่ายเขาถึงพยายามบอกว่า ขอให้ถ่ายให้ติดส่วนที่ขูดออกไปให้หน่อย ( จ๋า : ใช่ เพราะมี texture)

ใช้เวลาทำทั้งหมดกี่ปี ชุดนี้

เฟนเดอร์ : ถ้ารวมทำเดโม่ด้วยก็สามปี แต่โพรเซสอัดจบไปเมื่อเดือนมีนาคม ด้วยความที่พี่เจติดทำคอนเสิร์ต เราก็มีงานเล่นอะไรตลอด ก็ใช้เวลาอีกแปดเดือนสำหรับ post production

เบียร์ : แล้วเราก็ทำในสตูดิโอเดียว แต่มันมีคนอื่นมาใช้สตูเราด้วย

แฟรงค์ : ตารางทำงานเราเลยดูแน่นไปหมด แต่เราอยู่กับพี่เจเต็มที่ประมาณ 45 วัน

เฟนเดอร์ : ตอนแรกคิดว่าจะกดดันกว่านี้ แต่แกเป็นคนประเภทเดียวกับพวกเรา มุขก็มุขสไตล์เดียวกัน ( เบียร์ : เขาเหมือนเป็นสมาชิกคนที่ 6 ของเรา ) ( แฟรงก์ : จริง เป็นฟีลนั้นเลย คือเคมีตรงกันมาก ) ถ้าปัญหาที่เราเห็นใน process การอัดก็มีอยู่อย่างเดียวคือเรายังไม่มีเวลามากพอ คือไม่สามารถทิ้งเวลาไปทั้งวันแล้วมาอยู่รวมกัน 3-4 วันได้ แต่ละคนก็ยังมีภาระรายวันอยู่ ก็ใช้วิธีสลับกันเข้ามาสตูดิโอ

ในอนาคตจะทำงานกับคนนอกอีกไหม

แฟรงค์ : เดี๋ยวดูอัลบั้มหน้าก่อน แต่ที่ผ่านมาเราคิดว่ามันดีมาก โอเคเลยแหละ แต่ EP อาจจะทำกันเอง มันเหมือนเป็นสนามทดลอง แบบ เชี่ย สนุกว่ะ ซึ่งอัลบั้มเนี่ยมณฑลช่วยในระดับนึงเลย

เฟนเดอร์ : แต่อัลบั้มมันเหมือนเป็นการเอาผลลัพธ์การทดลองมาสรุป มันก็เลยต้องมีความจริงจังเข้ามา

เบียร์ : รูปแบบการมิกซ์มันก็ถือเป็นอะไรที่ใหม่ของพี่เจ มณฑล เหมือนกันนะ

ซึ่งก่อนจะวางขาย วงก็เปิด pre order ไปก่อน ซึ่งยอดจองถล่มทลายมาก

จ๋า : ทำทั้งวันเลยค่ะตั้งแต่เที่ยงถึงเที่ยงคืน ไม่หยุดเลย นั่งอยู่หน้าคอม ( หัวเราะ )

เบียร์ : ก็ดีใจครับ มีคนเชื่อมั่น บางคนยังไม่ได้ฟังแต่ซื้อเป็นเซ็ตใหญ่เลย

เฟนเดอร์ : ถึงจะดูเหมือนล่กแต่การทำงานละเอียดกว่า Her Social Anxiety เพราะเราวางขั้นตอนไว้เยอะ คนที่ไม่ได้ติดตามวงตลอดจะรู้สึกว่าการทำงานของเรากระโดดมาก เพราะมาทีก็ปล่อยอัลบั้มเลย แต่อันนี้มันเลยผ่านวิธีการทำงานเยอะ ไม่ใช่ทำทีละเพลง ๆๆ เสร็จแล้วรวม ๆๆๆ มาใส่อัลบั้ม

แฟรงค์ : ซึ่งก็รู็สึกสะใจทุกครั้งที่ได้ปล่อยงานมาก อย่างเราดูซีรีส์ ถ้าปล่อยมาทีละ EP มันก็น่าหงุดหงิด ต้องมารอตามต่อ สู่ปล่อยทีเดียวครบทุก EP ไปเลย เพราะว่ามันได้ความต่อเนื่องด้วย เราไม่ชอบ 3 เดือนปล่อยเพลงนึง มันไม่โอเคสำหรับแฟรงค์นะ แล้วพี่ ศิลปินชอบมาบ่นให้เราฟังว่าพวกมึงโชคดีนะได้ออกทีเดียวเป็นอัลบั้ม พวกกูต้องปล่อยเป็นซิงเกิ้ลอยู่เลย แต่นั่นก็เป็นแผนการตลาดของค่ายอื่น

เฟนเดอร์ : ในความรู้สึกของเรามันคือสบายใจที่จะปล่อยงานแล้ว หมายความว่ามันเสร็จหมดแล้ว ไม่ต้องห่วงว่าเพลงต่อไปจะเข้ากับที่ทำไปก่อนหน้าไหม เราสรุปไปหมดแล้ว

เบียร์ : อัลบั้มนี้สบายใจกว่าอัลบั้มที่แล้ว ไม่ค่อยรีบ คุณภาพซาวด์ก็ดีกว่า

รู้สึกยังไงที่อยู่ Minimal Records มาตั้งแต่แรก จากค่ายเล็ก ก็เริ่มเป็นระบบเข้มแข็งขึ้น

แฟรงค์ : ช่วงนี้ค่ายก็เริ่มมี full time มาแล้ว มีเซ็ตระบบหลังบ้าน จากที่เมื่อก่อนมีเฮียแกคนเดียว ( สุเมธ ยอดแก้ว ) ตอนนี้ก็เริ่มมีคนมาแบ่งเบา เริ่มมีคนมาซัพพอร์ตในหลาย เรื่อง หวังว่าอนาคตจะโตกว่านี้เรื่อย เทียบเท่าค่ายกรุงเทพ ให้ได้ ไม่ต้องถึงกับค่ายใหญ่ก็ได้

เนื้อหาเพลงในอัลบั้ม Please Verify That You Are Not A Robot พูดถึงอะไรบ้าง

เฟนเดอร์ : เราว่าก็เหมือนกับชุดที่แล้วแหละ แต่จากอันเก่าตะโกนถามโลกว่าเกิดอะไรขึ้นวะ แต่ข้างนอก ความคาดหวังมันพังทลายลงแล้ว ก็กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าความสามารถของคนคนนึง แท้จริงมันคืออะไร ส่วนเรื่องการเมืองก็ค่อนข้างลดความแข็งกร้าวลงไปเยอะ มันสโคปไปที่คนหนึ่งคน ไม่ต้องไปคาดหวังคนอื่นแล้ว แต่ว่าจะทำยังไงกับชีวิตของตัวเองต่อไป

ความจริงเดโมมี 14 เพลง แต่เราคาดหวังว่าจะลงไวนิลแน่นอน ซึ่งไวนิลมันมีเนื้อที่จำกัด มีแค่ 45 นาที เลยต้องตัดสองเพลงออก พี่เจก็คิดหนักว่าจะตัดเพลงไหนดี เพราะชอบหมด แกเข้ามาทำก็บอกว่าไม่รู้จะเปลี่ยนอะไรดี มีเพลง Take Me กับ Black Hole ซึ่งไม่น่าจะปล่อยออกมาแยก ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำอะไรต่อ มันเป็นดราฟมาก

เบียร์ : Take Me จริง จะให้เป็นเพลง 1.00 AM แต่น่าจะยังไม่เหมาะกับอัลบั้มนี้ แล้ววง Sirimongkol ก็มาดีล ( หัวเราะ ) เขาสนใจก็มาถาม แต่เรายังไม่ได้เอาไปที่ไหน ทิ้งไว้ก่อน

Show Time

เฟนเดอร์ : หลัก แล้วมันเป็นเพลงปลุกใจสำหรับคนหนึ่งคน คือผมไม่รู้ว่าจะเคลื่อนไหวทางการเมืองยังไงแล้ว สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดคือการโดดเข้าไปในหน้าที่ของตัวเอง สิ่งที่เราคิดว่าจะรับผิดชอบและทำให้มันดีที่สุด มันก็เลยมีท่อนที่ร้องว่า ‘Jump into your tea cup. Do it’ เน้นว่าไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน อยู่ในหน้าที่อะไร ลุกขึ้นมาทำและตัดสินใจไปเลย

แฟรงค์ : ตอนนั้นเราขอเบียร์ไว้ว่า ท่อนโซโล่ขอแจ๊ส

Dream On, Ice Cream

เบียร์ : เพลงนี้มาจากการไปทัวร์ แต่งเพลงนี้ตอนนั่งเครื่องบินกลับ แล้วนึกถึงคำพูดของ John Lennon ว่าคุณต้องลองตัวเนี้ย ซักครั้ง แล้วผมก็เมาตัวนั้นด้วย เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมา เกี่ยวกับว่า ความเมาพาเราไปได้ทุกที่ แล้วก็เลิกคาดหวังกับอะไรหลาย อย่าง เป็นหลายเรื่องอยู่ในเพลงเดียว

เพียงสิ่งเดียว

เบียร์ : เนื้อหามาจากการไม่ชอบตัวเอง ผมเจอประโยคนึงที่พูดประมาณว่า การมีชู้ก็เหมือนการเปิดประตูนรก ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง เหมือนการทำร้ายอีกคน แต่มันทำร้ายตัวเองที่สุด ไม่มีใครชนะในสิ่งนี้เลย นี่คือความแย่ของความเจ้าชู้ เป็นเพลงที่ผมแต่งมาด่าตัวเองว่ามึงต้องเลิกแล้ว ทุกวันนี้ผมเลยกลายเป็นคนดีครับ ( หัวเราะ ) นอกจากต้นเรื่องที่บอกไปแล้ว เพลงนี้ตั้งใจให้คนฟังไปนึกว่าเรื่องนึงที่ทำให้ตัวเองแย่ คือเรื่องอะไรบ้าง ( เฟนเดอร์ : อะไรคือสลิงที่เกี่ยวเราไว้ไม่สามารถปล่อยทิ้งบางอย่างไปได้ ) ส่วนดนตรีก็มาจากการอิมโพสไวส์ ทำให้คอร์ด 2-5-1 แปลกไปกว่าเดิมซิ ก็ลองใส่เมโลดี้ร้อง แล้วเพลงนี้ก็เลือกเอามาเล่นก่อนปล่อยอัลบั้มเพราะมันเล่นง่าย

เฟนเดอร์ : แต่สำหรับผมไม่ง่ายเลย เพลงพี่เบียร์ที่แต่งให้เราร้องมันจะเป็นคีย์ที่สูงกว่าปกติ แล้วเหมือนร้องตลอด ไม่มีช่องว่างให้สร่างเลย แล้วเพลงนี้คือเรานึกถึงบรรยากาศของคริสต์มาส ทางคอร์ดมันมี่กลิ่นแบบเสียงกระพรวนอยู่

Real Robot

เฟนเดอร์ : เกิดมาจากช่วงนั้นเราวิตกจริต อาการซึมเศร้าช่วงนั้นค่อนข้างหนัก เพลงนี้เป็นเพลงแรก ที่คิดเมื่อสามปีก่อน ยังอยู่หอเก่าอยู่ แล้วความความพวก เครื่องมือก็ไม่มี เราต้องไปยืมคนนั้นคนนี้ ตังค์ก็ไม่มีจ่าย คิดจะรีแลกซ์ตัวเองก็ออพชันน้อยเหลือเกิน ก็มีแต่เว็บโป๊ที่พอจะทำได้ ก็เสือกโทรศัพท์พังอีก ทำอะไรไม่ได้เลย รู้สึกว่าในอีกมุมนึงการที่ผมต้องการปัจจัยเหล่านี้มาป้อนให้ตัวเอง รู้สึกเป็นหุ่นยนต์มาก ต้อง feed เข้าไปเรื่อย เหมือนหัวรถจักรที่ต้องใส่ถ่านไฟเข้าไป แต่มันเป็น artificial fuel แรกสุดเราอยากได้คอร์ดสไตล์พี่เจ ซึ่งเราไม่รู้จะเรียกยังไง ( หัวเราะ ) นึกถึง Penguin Villa มาความซื่อ ตรง แล้วพอปูมาอย่างนั้นแล้วก็อยากหักมุมไป เหมือนถีบประตูไปเจอโลกเวิ้งว้างอะไรบางอย่าง มันมีหลายสไตล์ มีลูกคอมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ออกมา สไตล์ดนตรีเขาเป็นยังไง ใช่เครื่องดนตรียังไง จังหวะยังไง ถึงกับต้องไปฟังเพลงเขาอะ แต่ไม่ได้เอามาทั้งหมด แค่อันที่ได้กลิ่นตรงนั้น เช่น guiro

แฟรงค์ : เพลงนี้ถ้าฟังดี จะมีเสียงคลอพระธิเบต เป็นเสียงที่แฟรงค์ชอบมาก ตอนแรกถามเฟนว่ามึงใส่มาทำไม แต่ตอนอัดกลายเป็นว่าพี่ขอเพิ่มอีกสองแทร็คเข้ามา ( หัวเราะ ) จู่ ก็ได้เฉยเลย มันเป็นความเหงาเหมือนเราภาวนาในความเศร้า ความรันทดของตัวเอง ( เฟนเดอร์ : เหมือนความตรมและจ่อมจมในความรันทดของตัวเอง ) แล้วเขาสวดให้เราดีขึ้น

เฟนเดอร์ : แล้วตอนหลังเหมือนเป็นหนักขึ้น ตบหน้าตัวเองไม่ให้ไปจมกับตรงนั้นมาก

ทิ้ง (Glory Will Come Last)

เฟนเดอร์ : ด้วยความที่ชื่อมันบอกอยู่แล้ว เราเคยเจอคำนึงว่า เวลานี้ มันเป็นวัยที่เราไม่สามารถรักหรือเกลียดใครได้แบบสุดใจแล้ว เรารู้สึกว่าความฝันสีสวย หรือความทุกข์ตรมสีดำ มันเป็นตัวฉุดรั้งเรา เราต้องทิ้งมันไปที่ใหม่ ฟีลเพลงนี้มันจะมีความเฉลิมฉลอง มีเสียงระฆัง ยินดีด้วย มึงจะไปที่ใหม่แล้ว ( แฟรงค์ : เราจะทิ้งสิ่งที่เราไม่ spark joy) Marie Kondo ก็มา คอนเซ็ปต์เบื้องต้นประมาณนี้แหละ ส่วนเรื่องไลน์สวนมันเหมือนวงฉ่อย พ้อก่อนนน โต๊ะตึ่งตึง ไรงี้ ภาพมันมา เรารู้สึกว่ามันเป็นตัวอย่างของร่องรอยที่เราได้รับมา มันเป็นวัฒนธรรมเก่าที่เราก็ไม่ได้ชอบหรอก แต่ก็ใส่เข้ามาในหัว วัฒนธรรมไทย ไทยเดิม มันคือสิ่งที่เราคิดจะทิ้งไป แต่สุดท้ายเราอาจจะทิ้งมันไปไม่หมดก็ได้ แล้วเราก็หยิบมาใช้ในเพลงอยู่ดี

แฟรงค์ : ตอนคุยกับเบียร์แรก แฟรงค์นึกถึงอัลเตอร์เก่า พวก Saliva Bastard

Apple

เฟนเดอร์ : เป็นการตั้งคำถามถึงนิยามของความรัก คล้าย เพลง Luke อันนั้นเราพูดถึงความรักที่เป็นพลังที่มัน drive ชีวิตเราให้ไปข้างหน้า แต่อันนี้เราตั้งคำถามกับคำว่ารักที่เราสามารถให้กับคนต่อคน มันเป็นนิยามอื่นบ้างได้ไหมที่ไม่ใช่อีโรติกอย่างเดียว เราสามารถบอกรักเพื่อน หรือคนคนนึง อาจจะเพศเดียวกัน แต่เราแค่รักในตัวตน รักในความคิด รักในจิตวิญญาณของเขา แต่ด้วยความที่กำแพงของความสงสัยมันไปติดที่จริยธรรม คติของสังคม ค่านิยมสังคมอยู่ มีความไม่กล้าแหกกฎ แล้วความไม่กล้าแหกกฎมันทำให้เราไปจมอยู่กับความเศร้า มีความรู้สึกผิด แต่เราก็อธิบายให้มันเป็นบรรยากาศมากกว่า เราใช้แอปเปิ้ลเพราะตามพระคัมภีร์ มีอดัม กับ อีฟ มันเป็นผลไม้ที่กินแล้วรู้ผิดชอบชั่วดี แล้วมันทำให้เกิดความทุกข์ ความสุข อารมณ์ต่าง ก็คือ sin ( บาป ) เพราะเราไปเห็นดีเทลของมันเยอะเกินไป เราก็เลยเกิดความดีความชอบในใจ มันอารมณ์ว่าเราไม่กล้าบอกแฟนว่าเรามีคนนี้อยู่ในใจ แต่เราไม่ได้ต้องการไปอีโรติกกับคนนั้น เราอยากให้เข้ามีความสุขไปเลยในทางของเขา เพราะเรารักเขาจริง แค่นั้นเอง ( แฟรงค์ : เรื่องราวขนาดนี้แต่ดนตรีมุ้งมิ้งมาก )

หลังจากทำเดโมเราได้อ่านหนึ่งสือชื่อ ‘The Power of Now’ ของ Eckhart Tolle เขาพูดถึงแก่นของศาสนาในแบบจิตวิทยาโมเดิร์น เขาเอา reference จากทุกศาสนา จากคัมภีร์ บันทึกทั้งหลาย เซ็นก็มี มาพูดในภาษาจิตวิทยาที่เรียบง่ายมาก แล้วคำว่า God ของเราไม่ได้เป็นตัวตน แล้วเราสงสัยว่าทางที่กูจะไปสัมผัส God ได้คือกูต้องผ่านความเศร้า ความหนักหนาสาหัสของความรู้สึกขนาดนี้เลยหรอวะถึงจะรับรู้ถึงรายละเอียดที่โลกนี้มีอยู่ หรือสัมผัสดินแดนของพระเจ้า ดินแดนความรู้สึกที่มันว่างเปล่า แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอิบ God ของเขาคือความเงียบงัน คือทุกอย่าง คือเสียงของต้นไม้ คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา มันยากที่จะไปถึงสภาวะตอนนั้น ซึ่งเราเราคิดว่าถึงจุดนึงมันอาจจะมีทางอื่น อีกก็ได้

หนังสือเล่มนี้มันเป็น guidebook ทางปฏิบัติ เขาบอกให้ทำเดี๋ยวนั้นทันที แล้วจะยกตัวอย่างเวลาเขาไปบรรยายตามสถานที่ต่าง แล้วคนจะถามคำถามว่า แล้วการที่ฉันไม่สนใจปัญหาอื่น ที่มันอยู่ในใจของฉัน หรือฉันไม่ต้องรับผิดชอบ แล้วมา focus กับปัจจุบัน ไม่เท่ากับฉันเห็นแก่ตัวหรอ เขาก็อธิบายว่ามันไม่เกี่ยวกัน พวกนั้นยังอยู่ คุณก็ยังจัดการมันได้อยู่ อยู่ที่ว่าคุณต้องดึงจิตของคุณออกมา ปัจจุบันให้ได้ ดินแดนของพระเจ้าอยู่ตรงนี้

Note From the Garette (2.00 AM)

เบียร์ : ต้นเรื่องมาจากหนังสือ บันทึกจากใต้ถุนสังคม ’ (Notes from Underground) ของ Fyodor Dostoevsky แล้วรู้สึกว่ากำลังอ่านตัวเองอยู่ ในนั้นมันพูดถึงความอัดอั้น ความโรคจิต อยากออกไปจากตรงนี้ แล้วช่วงนั้นอินหลายเรื่อง การเมืองต่าง ก็ได้เป็นความรู้สึกจากที่เราอ่าน ประจวบกับช่วงนั้นฟังเพลง Susperium ของ Thom Yorke แล้วอินมาก ก็เลยเอากีตาร์มาลองเล่น อารมณ์มันส่งต่อมาจากตรงนี้ แล้วเราก็คิดว่าทำไมถึงให้มันเป็นตีสอง อยู่ที่ห้องใต้หลังคาและอยากออกไปไหนสักที่ ก็คือเราตั้งใจให้สตอรี่มันโยงกัน คือเรื่องก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุข้างนอก ( เฟนเดอร์ : ทำได้อีก 21 อัลบั้มอะ ทำ ตีสี่ ตีสาม ไปละ )

Flow State

เบียร์ : ผมชอบหยิบ reference มาจากเพลงที่ฟังตลอดเวลา เวลาจะคิดงานอะไร มันไม่ได้ตั้งใจว่าฟังอันนี้แล้วอยากเป็นอย่างนี้นะ แต่มันจะตกผลึกเองจากที่เราฟัง แล้วเราก็อยากจะทำอะไรในอัลบั้มนี้ด้วย เพลงนี้ผมอยากทดลอง แต่ไม่ได้ตั้งใจให้มันอยู่ในอัลบั้ม เพราะ process แรกที่มันจะมาอยู่ในอัลบั้ม ผมกับเฟนโพสต์เดโมในเพซแล้วมาเลือก กัน แล้วเพลงนี้มาทีหลัง ( เฟนเดอร์ : มาตอนทำดราฟ ) ( FJZ: ฟังแล้วนึกถึง Tomorrow Never Knows ) ใช่ มาจากเพลงนั้น แล้วเนื้อหาค่อนข้างจะใกล้ กัน ผมกะพูดเป็นเรื่อง ให้จบเป็นตอน แล้วใส่ดนตรีทดลองเข้าไปในแบบที่อยากใส่ นั่นคือซึงที่เอามาทำรีเวิร์ส เฟนเดอร์ใส่เพอร์คัสชันเข้าไป

แฟรงค์ : มันจะ world music นิดนึงใส่ซีตาร์เข้าไป

Yellow Line

แฟรงค์ : ชอบกลองเพลงนี้ที่สุดแล้วในบรรดาทั้งหมด

เฟนเดอร์ : คล้าย กับ Apple ตั้งคำถามของกำแพงศีลธรรมบางอย่าง คือเส้นกันสถานีรถไฟ ‘Please stand behind the yellow line’ คือพอนานวันเข้าเรา eductae ตัวเอง มีความรู้ความเข้าใจ มรความเชื่อมโยงมากขึ้น ว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นมันเชื่อมโยงยังไงในสเกลของจักรวาล พอเห็นความเชื่อมโยงนั้นมากขึ้น บางครั้งการที่เราเห็นแล้วของคนคนนึง มันทำให้คนคนนั้นรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จู่ มาเจอกันแล้วคุยเข้าเรื่องนามธรรมทันที มันเป็นเรื่องที่กว่าจะเปิดประเด็นกันมันก็ยากอยู่ แล้วเรารู้สึกว่ามันยังมีคนที่รู้สึกแบบนี้อีกเยอะมาก ในความโดดเดี่ยวนั้นดันมีคนที่เป็นแบบเดียวกันเยอะมาก ความรู้สึกนี้พอรู้ว่าจะมีคนที่คิดเหมือนกันอยู่มุมใดมุมนึงก็อาจจะอุ่นใจขึ้นมานิดนึงว่าก็ก็มีเพื่อน เพลงนี้ก็อยากจะสื่อสารว่าคนที่รู้สึกแบบเดียวกัน อย่างน้อยก็มีกู

เบียร์ : ถ้าพูดถึงในแง่คนฟัง ไม่ได้ตีความแบบเฟน ผมตีความไปเป็นเรื่องของความเจ้าชู้ เธอมีอีกคน แล้วก็มีอีกคนในนั้นด้วย ซึ่งความรู้สึกนี้ก็ชัด แล้วพี่เจ Penguin Villa บอกว่าอัลบั้มนี้มีความเกรียน ซึ่งความเกรียน

เฟนเดอร์ : ผมว่ามันเป็นต้นทางของความคิดสร้างสรรค์ได้เยอะแยะมากมาย ( แฟรงค์: ไม่งั้นเราจะอยู่กับสิ่งที่เราเคยทำ ไม่งั้นมันก็จะไม่ไปไหนซักที ) แต่ก็ต้องแยกแยะว่าความเกรียนนี้ต้องไม่ไปอยู่บนความเดือดร้อนของคนอื่น

มณสิชา

เบียร์: น่าจะเป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่คล้ายเพลง 4.00 AM ที่ผมรู้สึกและเขียนจบในรอบเดียว มันเกิดมาจากช่วงที่ผมเป็นครูในโรงเรียนเอกชน ผมมีครูพี่เลี้ยงที่เขาดีกับผมมาก เขาเห็นเราทำผลงานในโรงเรียน อายุเกือบ 60 แล้ว ช่วงที่ผมอยู่โรงเรียนก็จะมีปัญหาตรงที่ผมลาเล่นคอนเสิร์ตบ่อย เลยคิดว่าลาออกดีกว่า แล้วมีวันนึงครูมณเดินเข้ามาในห้องดนตรี เข้ามานั่งคุย จับมือบอกว่าอย่าเพิ่งออก ขอให้อยู่ต่อ น้ำตาคลอ เหมือนเขาพูดแทนโรงเรียน ว่าสิ่งที่เราทำไม่เคยเกิดกับโรงเรียนนั้นมาก่อน เพลงนี้ก็เลยเขียนให้ครู

เป็นเรื่องของครูผสมกับยายที่บ้าน ยายอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่ที่เป็นบ้านตกทอดมานาน ซึ่งอยู่คนเดียว เหงามาก ไม่ค่อยมีใครไปหา พอได้ข่าวว่าลูกกลับก็พยายามโทรหาลูก มันน่าจะเป็นเพลงที่เขียนเพื่อคนสูงวัยเพลงนึง ( เฟนเดอร์ : เป็นความสะเทือนใจที่มองคนแก่ ) เราเลยคิดแทนว่า เธอมองดู และคอยส่งรอยยิ้มมา เมื่อรักของฉันสลาย คงกลายเป็นดาวในนิทานของเธอ ที่เขียนไปเรานึกถึงยายเล่านิทานตอนเด็ก ซาวด์ในเพลงนี้จะยาน เก่า หน่อย

เฟนเดอร์ : เหมือนเป็นเพลงเดียวจากบุคคลที่สาม เล่าจากมุมมองข้างนอกเข้าไป แล้วท่อนสูง ไม่ร้องเอง เป็นเพลงที่สูงสุดที่เคยร้องละ ใช้แรงเยอะมาก

สกุณา (Golden Whistle)

เบียร์ : เพลงนี้เขียนหลังจากช่วงรัฐประหาร ม็อบนกหวีด ประมาณปีนึง แล้วก็คิดว่ามันมีอะไรมันดีขึ้นมาบ้างวะ แล้วไอ้ที่ไปเป่านกหวีดไล่ มันนำพามาสู่อะไรวะ อันนี้ใช้จินตนาการของตัวเองเชื่อมโยงไปด้วยให้มันปะติดปะต่อกัน ท่อนที่ผมเขียนแล้วชอบ คือ แล้วเจ้านกก็บิน พูดถึงฝูงนก ตามเกาะต้นไม้ คือผมหมายถึงม็อบนกหวีด แล้วที่มันเป็นต้นไม้เพราะผมเห็นมันเป็นทหาร สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ลอยไปในอากาศ ในแววตาเห็นแค่เพียงทหาร

เฟนเดอร์ : เหมือนเป็นการจำลองความวุ่นวายของ 5 ปีที่ผ่านมา เอาเหตุการณ์หลังเคอร์ฟิวมายำ มีเรื่องเสือดำ เราเป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ อย่างท่อนฮุกบอกว่า ฉันได้ยินเสียงต่าง มาจากออนไลน์ ‘How she worked hard till die’ มันเป็นข่าวที่ผู้หญิงทำงานหนักจนตาย แล้วก็มีอีกท่อน ‘I forgot to get rid all questions of my head’ ลืมไปว่าต้องลืมคำถามพวกนี้ไปให้หมด ไม่ต้องเอามาเก็บไปคิดก็ได้ แล้วกลับไปที่แอคชันตัวเอง เนื้อหาคล้าย Show Time แต่เป็นในเชิงตัดพ้อ

เบียร์ : มีส่วนที่หักไปหักมาในด้านดนตรี มีหลายพาร์ตที่บอกว่า progressive เราก็ตั้งใจบอกถึงความวุ่นวายของบ้านเมือง แล้วก็นึกถึงเพลง ระบายกับเสียงเพรียก แล้วก็คิดว่าจะทำยังไงให้ระบายหดลงเหลือแค่นี้ เลยกลายมาเป็นเพลงนี้

Actions Speak Louder Than Words

เฟนเดอร์ : มันเกิดมาจาก เราคิดมากไป แต่ปฏิบัติน้อยมาก แล้วเรารู้สึกว่าความคิดอันเลิศเลอที่เราคิดออกมาได้ หรือคิดได้เหนือกว่าคนอื่น มันจะไม่เกิดผลเลย ถ้าไม่ปฏิบัติ แต่ในเพลงก็มีการตัดพ้อว่าบางทีด้วยความ introvert เราก็พูดได้เบามาก ได้แค่กระซิบ ไม่สามารถสื่อสารได้ แต่อยากให้คนอื่นได้ยิน ช่วยฟังเราหน่อยได้ไหม อาจจะไม่ต้องช่วยทำก็ได้เพราะเราก็พยายามทำของเราอยู่ action มันเป็น ideal ที่เราแทบจะทำไม่ได้ด้วยซ้ำ พอเวลาผ่านไปเรื่อย เราอาจจะบอกได้แค่ความคิดที่เราอยากจะทำ เราแค้น เราเศร้า เราอยากระบาย ขอแค่มีคนมารับฟัง บางทีความ suffer จากการที่ฉันไม่ได้ action มันอาจจะบรรเทาได้จากแค่การมีใครสักคนมาฟัง

รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนกล้าวิจารณ์การเมืองเยอะขึ้นเนาะ

เฟนเดอร์ : เรารู้สึกว่าเป็นมาตลอดนะ อย่าง ทรัพย์สินออกไป โทรทิปไตย เงี้ย ของ อพาร์ตเมนต์คุณป้า แต่ตอนนี้มันเป็นการยอมรับได้มากขึ้น คนรุ่นใหม่กล้าวิจารณ์ทางออนไลน์มากขึ้น และเขาก็กล้ารับสาส์นที่สมัยก่อนมันอยู่ใต้ดิน ให้ขึ้นมาอยู่บนดินมากขึ้น online มากขึ้น อยู่บนฟ้าด้วยซ้ำไป

คิดว่าร็อกจะกลับมาไหม

แฟรงค์ : ตอนนี้มันเป็นดรีมป๊อปนะ

เฟนเดอร์ : เราเพิ่งคุยเล่น ๆ ไปว่า เทรนด์พวก surf, lo-fi มันจะคึกคักอีกนานแค่ไหน พี่โด่งบอกว่ามากสุดก็สองปี เรามา มึ้ง ’ ( กระจ่างแจ้ง ) ตอนมาบรีฟช่วงท้าย ๆ กับพี่เจ มณฑล ตอนจะบรีฟดาวน์ ว่าวงส่วนใหญ่เขาจะขอซาวด์ฉ่ำ ๆ more reverb แต่วงเรามาขอแห้ง

เบียร์ : เรามองว่ามันเป็นเอกลักษณ์ของพี่เจ Penguin Villa ว่าเขาเอาความคลีนมาให้เรา เป็นเราเราจะใส่นะ แต่พี่เจเขาใส่น้อยมาก แทบจะไม่รู้สึก

รู้สึกยังไงว่าลงมากรุงเทพ ฯ ทีนึงแล้วเล่นทัวร์ยาวยังกับไปทัวร์ยุโรป

เฟนเดอร์ : ก็รอบนี้แหละอยู่ยาว สนุกดี ถ้าของเราไม่ติดปัญหาป่วยก็โอเค นี่เป็นพารานอยเรื่องคอ

แฟรงค์ : เราลงมาทีก็อยากทัวร์ซัก 4 ที่ จะได้คุ้ม ไม่ใช่บินไปกลับไปกลับ เราแฮปปี้กับแบบนี้มากกว่า

เบียร์ : หรือไม่ก็ไปโผล่ที่คลื่นวิทยุที่ไหนซักที่ ปีนี้ Solitude is Bliss ก็พยายามชนคลื่นวิทยุ ( แฟรงค์ : เออ เราสามปีก็ไม่ได้มีงานใหม่ )

แล้วจะมีแพลนไปต่างประเทศบ้างไหม

แฟรงค์: ล่าสุดก็ไปฮ่องกงมา Asia Pacific Youth Band Competition ที่ Bomb At Track ก็เพิ่งไปมา เป็นงานที่ไปต่างประเทศของพวกเรา

จ๋า: อินเตอร์ 6 วง ฮ่องกง 7 เขาแข่งกันมาแล้วในประเทศ ส่วนเราถูกเชิญไปรอบชิง

เฟนเดอร์: รางวัลมีสามอันใหญ่ ๆ อันแรกก็คือวงฮ่องกงไปเลย อีกอันวง international รวม 13 วง แล้วก็อีกรางวัลก็เป็น best players ซึ่งเราได้แชมป์นานาชาติมา และได้ best keyboardist

แฟรงค์: ตอนเล่นเสร็จลงมา ปอนด์บอกว่า ‘พี่ ผมว่าผมน่าจะได้ว่ะ’ มีวงใช้คีย์บอร์ด 3 วง (หัวเราะ)

เฟนเดอร์: แล้วเราก็ได้ไปโชว์ ไปสถานีวิทยุ ไปเล่นคลับของเขา เราก็หาของเราเอง

แฟรงค์: ซึ่งเราหวังตรงนั้นมากกว่ารางวัล วันที่เราไปเล่นเราได้เล่นช่วงทุ่มครึ่ง สองทุ่ม มันมี lighting show เล่นตรงอ่าวพอดี cultural center

จ๋า: ตอนแรกเขาจะตัดเพลงเรา คือคนอื่นเขาดีเลย์ แล้วต้องตัดตอนสองทุ่ม เพราะจะโชว์แสงสีเสียง แล้วเราก็อยู่ตรงนั้นพอดี เราก็ไม่ยอม เราเป็นวงชนะนะ ยูจะมาตัดได้ไง ก็เล่นครึ่งนึง เบรก มีไลท์ติ้ง แล้วก็กลับมาเล่นต่อ ซึ่งคนก็เยอะสำหรับช่วงนั้นเพราะคนมาดูไฟ ดูเสร็จแล้วก็มาดูเราต่อ

เฟนเดอร์: แต่แรกสุดเราเดาไม่ถูกเลยว่าวงต่างประเทศจะเป็นยังไง กลายเป็นว่าในความคิดของเราแค่นี้คือไทยเป็นรองแค่ญี่ปุ่น ในรุ่นราวคราวเดียวกัน ในแง่ความล้ำของวัฒนธรรมของเขา วินัยเขาเข้มข้นมาก

แฟรงค์: วงที่ญี่ปุ่นที่มาดีมาก ชื่อ The Tiva เป็นเด็กผู้หญิงสองคน 18 กับ 22 กีตาร์ กลอง เพลงเขาน่ารักมาก แฟรงค์คุยกับเฟนว่าถ้าจะปล่อยอัลบั้ม อยากชวนเขามาเล่นให้ เราไม่อยากให้วงไทยเปิด แล้วเขาได้รางวัลมือกีตาร์ยอดเยี่ยม

เฟนเดอร์: เออ แล้วเราไปติดอยู่ในม็อบฮ่องกงครึ่งชั่วโมงด้วย อยู่ในรถ ( แฟรงค์: ผมติดอยู่ในถนน ตำรวจหวอมาแล้วเอารั้วกั้น แล้วมาชาร์จเราออกไป)

จ๋า: วีคก่อนที่เราไปเดือดมาก พอเราไปก็ซา แล้วตอนเรากลับมาก็เดือดอีก

เบียร์: แต่ตอนนี้สะใจมาก ฝ่ายประชาธิปไตยชนะแล้ว

เร็ว ๆ นี้จะมีงานอะไรให้ได้ดูบ้าง

เฟนเดอร์: เดี๋ยวเราจะมีงานในช่วง Chiangmai Design Week วันที่ 11 ที่ Weave Artisan Society ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ แต่จะเป็นโชว์วันแรก ในงานเปิด แล้วก็มี exhibition ตลอดทั้งสัปดาห์ ศิลปินเขาจะมี live painting แล้ววงก็เล่นไปด้วย เป็นแบบที่เราไม่เคยเล่น กึ่ง ๆ experimental เอาเอเลเมนต์ในอัลบั้มมาลองลูป

ฝากผลงาน

เฟนเดอร์: เป็น LP ที่สองของวง ขอฝากไว้ด้วยพัฒนาการ หรือสาส์นที่เราอยากให้ฟัง หรือความอารมณ์ขัน หรือความใหม่ การสำรวจดินแดนทางดนตรีใหม่ ๆ ของเรา เราอยากลอง เราตื่นเต้นที่ทุกคนจะได้ฟัง ได้รู้สึก และได้ถามตัวเองว่ารู้สึกยังไงกับคุณรู้สึกยังไงกับเพลงของเรา คุณเป็นคน หรือคุณเป็นหุ่นยนต์ ฝากด้วยครับ

เดี๋ยวเร็ว ๆ นี้ Solitude Is Bliss จะมีกิจกรรมสนุก ๆ ของอัลบั้ม Please Verify That You Are Not A Robot ในแฟนเพจด้วย ให้ติดตามไว้ดี ๆ ว่าจะมีกติกายังไงบ้าง ได้ลุ้นอัลบั้มเต็มของพวกเขาไปฟังกันได้เลย

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store