NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
The Boy Who Never Grows ชวนให้อ่านหนังสือดีของศิลปินดัง แม็กซ์เจนมานะ
หมวด: Life

The Boy Who Never Grows ชวนให้อ่านหนังสือดีของศิลปินดัง แม็กซ์เจนมานะ

  • 529
  • 1
  • 0
Thi.tha

เรื่องประหลาด ๆ ที่จะสอนให้เราเติบโต จากหนังสือ เด็กไม่รู้จักโต

 ประโยคหนึ่งจากหนังสือ ( เด็กไม่รู้จักโต , 2559) ผมจะเป็นเด็กไปอย่างนี้ ไปจนกว่าโลกจะล่มสลาย

              ประโยคข้างต้นอาจอธิบายความรู้สึกของใครหลาย ๆ คนได้อย่างดี ไม่ว่าใครก็ต้องผ่านช่วงเวลาแห่งการเติบโตกันทั้งนั้น แต่บางครั้งเมื่อเรากำลังเติบโตขึ้นเรากลับรู้สึกว่า “ไม่อยากโต” เพราะเหตุผลมากมายหลายอย่าง  การเปลี่ยนแปลงของตัวเองและสิ่งรอบตัว การจัดการกับความรู้สึก การมีเรื่องที่ยากขึ้นให้ต้องตัดสินใจ รวมไปถึงภาระหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ทุกอย่างดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นตามการเติบโต  

              หนังสือเล่มหนึ่งวรรณกรรมเยาวชนแนว Coming of age ที่อยากชวนให้อ่าน “The boy who  never grows เด็กไม่รู้จักโต” เป็นเรื่องราวของเด็กไม่รู้จักโตคนหนึ่งสะท้อนถึงเบื้องลึกความรู้สึกในจิตใจของผู้ใหญ่ไม่อยากโตหลาย ๆ คนเอาไว้ซึ่งเมื่อเราได้อ่านจบแล้วจะรู้สึก ว่าเราได้เติบโตขึ้น หรือไม่ก็พร้อมที่จะโตขึ้นไปอีกขั้นนั่นเอง

      หนังสือเล่มนี้เราอยากแนะนำเพราะค่อนข้างอ่านง่าย น่าติดตาม สนุก ที่สำคัญไม่ยาวมากด้วย แถมยังรู้สึกได้อะไรดี ๆ กลับมา

 

นักเขียน?

เครดิตภาพ : https://www.instagram.com/p/Bf_OjMqFrmO/?igshid=rqtmljc5iyj8

             ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นศิลปินหนุ่มเจ้าของบทเพลงอินดี้ที่โด่งดังอย่าง “วันหนึ่งฉันเดินข้าป่า” แม็กซ์ เจนมานะ หรือนามปากกา เจนมานะ ชื่อเสียงของเขามักเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นศิลปินจากรายการประกวดร้องเพลง The Voice Thailand เขาเป็นทั้งนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลงที่มีฝีมือมีผลงานทางดนตรีมากมาย แต่อันที่จริงแล้วความฝันที่เขาอยากทำที่สุดก็คือการเป็นนักเขียนและตอนนี้เขาก็ได้เป็นนักเขียนอย่างที่ใจปรารถนาแล้ว  แม๊กซ์ เจนมานะ มีผลงานหนังสือด้วยกัน 2 เล่มคือ Strange to meet you และ The boy who never grow งานเขียนของเขาก็ทำได้ดีไม่แพ้กับงานดนตรี

 

เครดิตภาพ : https://www.instagram.com/p/B6NBOhTFY7V/?igshid=fos52ckzfmdx

เขาพึ่งจะเปิดตัวลูกชายสุดน่ารักไป "น้องชัดเจน" เมื่อเปิดหน้าแรกของหนังสือ ก็ทำให้เราเข้าใจและรู้สึกกับหนังสือเล่มนี้ยิ่งขึ้น

     The boy who never grows นวนิยายเรื่องแรกของเจนมานะ จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือเนื้อหาเรื่องราวที่แปลกและแฝงความหมายประกอบกับแง่คิดให้เราได้ฉุกคิดมากมายระหว่างอ่าน  อีกทั้งยังเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่เขียนโดยคนไทย แต่ เมื่ออ่านแล้วรู้สึกได้กลิ่นอายของวรรณกรรมแปลของต่างประเทศ ด้วยการเขียนบรรยายของนักเขียน การใช้ภาษาของเขาอ่านแล้วรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายกระชับไม่ยืดยาว เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้คล้ายกับว่าเรากำลังได้ฟังบทเพลงบรรเลงของเขาอยู่ในขณะเดียวกัน เพราะภาษาแสดงออกถึงความเป็นตัวเขาได้ดีเช่นเดียวกับเพลงเลย

          เปิดหนังสืออ่านบทแรกก็วางไม่ลง เรื่องถูกเล่าผ่านมุมมองของตัวละคร “ผม” ตัวเอกของเรื่อง เรื่องราวเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายเด็กชายตัวจ้อยไม่ยอมนอนคนหนึ่งออกไปเดินเล่นยามค่ำคืนท่ามกลางอากาศหนาวและหิมะตกปรอย แต่เมื่อเรื่องดำเนินถึงบรรทัดที่ว่า  “ข้าง ๆ กันนั้นก็คือหลุมศพของผมเอง ”

ประโยคจบของบทแรก  ได้ทิ้งปริศนาให้สงสัย กระตุ้นความอยากรู้จนต้องอ่านต่อจนจบ 

 

เรื่องย่อ

           เรื่องราวแปลก ๆ เริ่มต้นขึ้น เด็กชายคนหนึ่งฟื้นขึ้นมาจากความตาย การตายของเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อเขาหายตัวไปรวมทั้งแม่ของเขากลับกลายเป็นปฏิบัติต่อของอย่างเย็นชา สิ่งที่เขาได้มาแลกกับการมีชีวิตต่ออีกครั้งไม่รู้จะเรียกว่า “พร” หรือ  “คำสาป” สี่อย่างที่ผิดแปลกไปก็คือ 1.จำไม่ได้  2.ไม่หลับ 3.ไม่หลับ 4.ไม่ตาย ในที่สุดแม่ของเขาก็ทนไม่ได้และหนีไปอีกคน เมื่อไม่มีทั้งพ่อและแม่แล้วเขาจึงตัดสินใจออกตามหาความจริงและความทรงจำที่หายไปด้วยหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ 8 ชิ้น

ทำไมถึงน่าอ่าน ?

มีเหตุการณ์ที่ ชวนให้สงสัย ทำให้ตื่นเต้น พร้อมเอาใจช่วยตัวละครตลอดเวลา เกิดอะไรขึ้นกับเด็กประหลาดคนนี้กันแน่ ? ทำไมถึงนอนไม่หลับ ? ทำไมถึงไม่โต? ตอนที่เขาค้นพบว่าเขามีความเป็นอมตะยิ่งทำให้เราอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ ปมเหล่านี้เป็นจุดสำคัญที่นำตัวละคร “ผม” เข้าสู่ปัญหาทั้งยังมีตัวละครอื่นเข้ามาทำให้ชีวิตของเขาวุ่นวายเข้าไปกันใหญ่ ในที่สุดเมื่อชีวิตของเขาไม่เหลืออะไรจึงตัดสินใจออกผจญภัยตามหาสิ่งที่เขาต้องการเพื่อตอบทุกข้อสงสัย วิธีที่จะได้สิ่งที่ต้องการคือการผจญภัยไปเพื่อตามหาอดีต

            ในการผจญภัยมีสิ่งประหลาดมากมายที่ดูมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น ชายขี้เมาที่ดูเหมือนจะสติไม่ดีแต่กลับเชียวชาญในหน้าที่ของเขา  ห้องสมุดแห่งสถานที่ซึ่งมีประตูนำพาคุณไปที่ไหนก็ได้ , ห้องสมุดแห่งเวลา , หนังสือของชีวิต , เหล่าโทรล หีบวิเศษที่ทำให้คุณลืมทุกอย่าง  

            ในที่สุดเขาก็ค้นพบความจริงที่ให้ทุกความกระจ่างแก่เขา แต่ความจริงนั้นอาจเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากนัก เรื่องราวหักมุมในตอนท้าย เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกลับเป็นผลจากการกระทำของเขาเองมันจบลงด้วยดี แต่จบอย่างไรต้องไปตามอ่านกันเอง

 

Interest เราจะหยิบประเด็นที่น่าชวนขบคิดมาให้ลองอ่านกันเผื่อว่าอยากจะไปหาอ่านหนังสือเล่มนี้ตาม

     ชื่อหนังสือบอกใบ้อยู่แล้วว่า เด็กไม่รู้จักโต แต่ที่แน่ ๆ แก่นของหนังสือเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงเด็กเพียงอย่างเดียว แต่พูดถึง “ความเป็นเด็ก” ในตัวของทุกคนมากกว่า ในแง่ของ วรรณกรรม Coming of Age นวนิยายเรื่องนี้ก็ไม่ใช่วรรณกรรม Coming of Ageสำหรับเด็ก ซะทีเดียว แต่เป็นวรรณกรรมแห่งการเติบโตสำหรับผู้ใหญ่ด้วย 

  • หากคุณสามารถลืมทุกอย่างเหมือนเอามันใส่ไว้ในหีบ? ในเรื่องมีฉากที่ตัวเอกเดินทางไปตามหาความทรงจำของพ่อที่หายไปและพบกับโทรลกับหีบวิเศษของโทรล ที่สามารถทำให้ลืมทุกอย่างได้  “ใส่ทุกอย่างเข้าไปในหีบวิเศษของข้า ไม่ว่าอะไรที่เข้าไปอยู่ในหีบนี้จะถูกลืมเลือนจนหมดสิ้น และเจ้า...  เจ้าจะลืมเรื่องราวทุกอย่าง”   

 

 

           หลายคนอาจถามหาหีบวิเศษใบนั้นที่สามารถลบล้างให้ลืมเรื่องราวทุกอย่างไปได้จนหมดสิ้น ถ้าหากมันมีจริงเราคงนำเรื่องราวเจ็บปวดมากมากใส่ลงไปในหีบเพื่อที่จะลืมมัน และไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป  แต่ถ้าหากว่ามันมีจริงหล่ะ ?

              ที่ตัวละครเอกความจำเสื่อมไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญ แต่เป็นเพราะเขาเลือกที่จะลืมมากกว่าซึ่งตีความหมายว่าเป็นการกระทำแบบเด็ก ๆ การก้าวหนีจากความจริง การยอมรับเรื่องราวที่เจ็บปวดไม่ได้ การผลักไสความรับผิดชอบสิ่งที่ทำ การเลือกจำไม่ได้คงจะดีกว่า

สุดท้าย “ผม”ก็ได้รู้ความจริง เขายอมรับอดีตและกลับไปเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ เพราะในสิ่งที่เลือกจะลืมไม่ได้มีแค่ความเจ็บปวดแต่ยังมี “ความรัก” โอบล้อมอยู่เสมอ และความรักนี้เองเป็นแรงจูงใจและแรงขับเคลื่อนที่ซ่อนอยู่ เขาเลือกที่จะจำคนที่เขารักที่สุดเพียงคนเดียวไว้

  • คนทุกคนมีหนังสือของชีวิต        ในเรื่องพูดถึง “หนังสือของชีวิต” คือหนังสือที่เก็บบันทึกเรื่องราวชีวิตของผู้คนทุกเหตุการณ์ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละคนมีหนังสือชีวิตเป็นของตัวเอง หนังสือชีวิตแต่ละคนมีเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป บ้างเป็นเรื่องธรรมดา บ้างเป็นเรื่องตลก บ้างเป็นเรื่องโศกนาฏกรรม น่าคิดตามเหมือนกับเป็นสิ่งที่อธิบายความเป็นจริงได้เห็นภาพว่าชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันและแต่ละคนมีเรื่องราวของตัวเอง คล้ายกับหนังสือของชีวิตในนวนิยายเรื่องนี้ "อ่านชีวิตจริงอาจจะยิ่งกว่านิยาย"

 

  • เวรกรรม ตามทันกันในชาตินี้       อีกประเด็นที่น่าคิดที่หนังสือเล่มนี้สอดแทรกไว้ คือ “เวรกรรมมีจริง” เวรกรรมในที่นี้หมายถึง “ผล”ของการกระทำ ในเรื่องเห็นของผลจากการกระทำมากมายทั้งเล็กน้อย รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นกับเข้าทุกอย่างก็เป็นผลจากการกระทำของเขาทั้งนั้น

"ลูกดอกพุ่งไปยังเจ้านกตัวร้าย....และพบว่าลูกดอกที่ยิงออกไปได้ตกลงมาบนหัวของผมเองเสียแล้ว"  

            ถึงในหนังสือจะมีประโยคเด็ดที่กล่าวไว้อย่างโดนใจว่า  “ผมจะเป็นเด็กไปอย่างนี้ ไปจนกว่าโลกจะล่มสลาย” เช่นเดียวกันเราหลาย ๆ คน ก็ไม่อยากจะเติบโตเมื่อโลกมันยาก แต่วรรณกรรมเรื่องนี้แสดงให้เห็นแง่มุมของการก้าวข้ามผ่านไปถึงการเติบโตในชีวิตที่ต่างออกไป

 

 

ทำให้เราเห็นว่าเมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องโตอยู่ดี ทั้งร่างกาย ความคิด และ จิตใจด้วย ทุกสิ่งจะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตเสมอ ความจริง ความเสียใจ ความเจ็บปวด ความยาก ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง แต่อย่าลืมว่าไม่ได้มีแต่สิ่งแย่ ๆ เสมอไป มีสิ่งดีๆมากมาย ความรัก ความสุข เสียงหัวเราะ ก็เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเติบโตได้ดีเช่นกัน เราต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและก้าวต่อไป เพราะการเติบโตก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว

 

หลังอ่าน “เด็กไม่รู้จักโต” แล้ว แน่นอนว่าคุณเองก็จะเติบโตขึ้นด้วย

 

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store