NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
KOFFEE KULTURE  ประวัติศาสตร์กาแฟแบบรวบรัด ตอนที่ 2
หมวด: Food & Travel

KOFFEE KULTURE ประวัติศาสตร์กาแฟแบบรวบรัด ตอนที่ 2

  • 6
  • 2
Eddy Chang

เรื่อง  Eddy Chang

 

ประวัติศาสตร์กาแฟแบบรวบรัด ตอนที่ 2

ทำไมกาแฟต้องใส่นม?

สัปดาห์ที่แล้วผมเล่าค้างไว้เรื่องของการค้าทาสในบราซิลว่า มันมีผลอย่างมากต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมกาแฟของบราซิล สัปดาห์นี้ขอเล่ากันต่ออีกนิดเรื่องของกาแฟของบราซิลว่า พวกเขาทำอย่างไรจนกระทั่งยังคงความยิ่งใหญ่อยู่จนถึงวันนี้

ในฐานะผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก อิทธิพลของกาแฟในบราซิล มีมากแค่ไหน เราสามารถดูได้จากขนาดของเมืองที่ใหญ่ขึ้น กาแฟทำให้เมืองเล็กๆ อย่างเซา เปาโลที่มีประชากรแค่ 70,000 คนในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 พอสิ้นศตวรรษ เซา เปาโล กลายเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่า ริโอ เดอจาเนโร ไปแล้วคือมีประชากรกว่า 2.4 แสนคนและยังเป็นศูนย์กลางทางด้านการซื้อขาย กาแฟที่สำคัญของโลกและในปี 1930 เซาเปาโล ก็มีประชากรเกินหนึ่งล้านคนเป็นที่เรียบร้อย

น่าแปลกใจว่าหลังจากการเลิกทาสในปี ค.ศ.1888 การเลิกทาสไม่ได้ส่งผลให้ แรงงานที่มีอยู่มากมายไหลออกจากภาคการผลิต บทบาทของบราซิลต่อการเป็นผู้นำในด้านการปลูกกาแฟนั้นก็ยังคงอยู่ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากในตอนนั้นกาแฟนั้นเริ่มเป็นที่นิยมในยุโรปแล้วและเมื่อเปรียบเทียบการปลูกพืชชนิดอื่น กาแฟก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า นั่นทำให้บราซิลยังคงความยิ่งใหญ่ของการเป็นผู้ปลูกกาแฟรายใหญ่ของโลกจนถึงทุกวันนี้

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปเสียหมด ชีวิตคนเรายังมีช่วงเวลาแย่ๆ นับประสาอะไรกับธรรมชาติของธุรกิจ ซึ่งไม่เคยมีอะไรแน่นอน

ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1930 การส่งออกกาแฟเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพราะสมัยนั้นการดื่มกาแฟในบ้าน ยังไม่เป็นที่นิยมเท่ากับการดื่มกาแฟนอกบ้าน เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำลง คนก็เริ่มลดค่าใช้จ่าย ประกอบกับเริ่มมีผู้ค้ารายใหม่เข้าในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าชื่นชมก็คือบราซิลพยายามเอาชนะอุปสรรคนี้ด้วยการส่งเสริมให้คนในประเทศดื่มกาแฟกันมากขึ้น ในหลากหลายวิธี พูดภาษาการตลาดสมัยใหม่ก็น่าจะเป็นเหมือนการเพิ่มช่องการหาลูกค้ากลุ่มใหม่ สิ่งหนึ่งที่ต่อมากลายเป็นธรรมเนียมการดื่มกาแฟที่แพร่หลายไปทั่วโลกก็คือ การรณรงค์ให้คนดื่มกาแฟใส่นม

เรื่องนี้จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ก็มีการบันทึกไว้โดยนักเดินทางของอังกฤษว่า มีการจัดแคมเปญส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในประเทศ เพราะนอกเหนือจากกาแฟแล้ว วัวยังเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกอย่างของบราซิล การให้คนบราซิลดื่ม ‘กาแฟใส่นม’ เพื่อเหตุผลง่ายๆ คือ ส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองสามารถอยู่ได้ด้วยคนในประเทศเอง

ปัจจุบันแม้จะมีผู้ผลิตกาแฟรายใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทว่าบราซิลก็ยังคงส่งออก กาแฟเป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่ดี ร้อยละ 60 ของสินค้าที่บราซิลส่งออกก็ยังคงเป็นกาแฟโดยเฉพาะตอนนี้เมื่อตลาดกาแฟโตขึ้นอย่างมากผู้ปลูกกาแฟและนักคั่วรุ่นใหม่ๆ เห็นช่องทางการทำตลาดมากขึ้น โดยเจาะตลาดคอกาแฟตัวจริงที่สรรหากาแฟจากแหล่งปลูกที่หายากขึ้น ปลูกในที่สูงขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น แหล่งปลูกใหม่ๆ ที่คนไทยเราอาจจะยังไม่คุ้น ก็เช่นในหุบเขาคาปาเรา (Caparao Mountain) ซึ่งกลายเป็นที่ต้องการของคนคั่วกาแฟรุ่นใหม่ๆ กาแฟเหล่านี้หากคั่วและนำออกมาจำหน่าย ราคาอาจเพิ่มจากตอนที่เป็นผลเชอร์รี่เกิน 300% เลยทีเดียว ฉะนั้นผู้ผลิตกาแฟที่มีเงินหนาหน่อย ก็มักมองหา ‘ผู้ช่วย’ ในบราซิล หรือเราอาจจะเรียกว่าคนพวกนี้ว่าเป็น coffee hunter ในการควานหาแหล่งปลูกกาแฟดีๆ เพื่อให้ตนได้เมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดเอามาจำหน่าย หลายยี่ห้อใหญ่ๆ ในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็น illy หรือ Lavazza ก็ใช้กาแฟจากบราซิลเป็นส่วนผสมหลักในการผสมกับกาแฟจากถิ่นอื่น และแน่นอน รวมถึงสตาร์บัคส์ เจ้าพ่อกาแฟโลกตอนนี้

ช่วงแกะถุง

Chicco D’Oro

            ผมเพิ่งรู้ไม่นานมานี้ว่า Chicco D'Oro มีมาเปิดคาเฟ่ที่เมืองไทยด้วย (ที่สยามพารากอน แต่ตอนนี้อาจจะเจ๊งไปแล้ว) แบรนด์นี้มาจากสวิส และขายกาแฟมานานมากแล้วตั้งแต่ก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่สอง บุคลิกของแบรนด์ก็เหมือนคนสวิสเลย นั่นคือจริงจัง ไว้ใจได้ แต่บางทีก็ดูทื่อๆ ขาดเสน่ห์ไปนิดหน่อย

            ในสมัยสมัยก่อนสวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่ไม่มีอะไรเลย เพราะทรัพยากรในประเทศไม่ได้มีมาก พื้นที่ส่วนมากเป็นภูเขา ปลูกอะไรก็ไม่พอต่อการบริโภค แต่สวิสมีดีที่ ”พลเมือง” ที่มีคุณภาพ เขาโด่งดังมากเรื่องความซื่อสัตย์ อาชีพเป็นทหารรับจ้างผู้มีความอดทนเป็นเลิศ เอาจริงเอาจังและรักนายจ้างมาก เรียกว่าไว้ใจได้หายห่วง

            กาแฟของ Chicco D'oro ก็แบบนั้นนะครับ

            คือมันเป็นกาแฟที่ไม่ได้มีอะไรหวือหวามากมายนัก แต่ก็เป็นกาแฟที่ไว้ใจได้เหมือนๆ กับสินค้าที่มาจากสวิสอื่นๆ คือคุณภาพดี ตั้งแต่ถุงไปเลย ถุงนี้เป็นกาแฟคั่วกลางเกือบจะเข้ม ใช้สำหรับชงเอสเพรสโซ่ แต่เอามาชงผ่านน้ำ หอม ให้กลิ่นโกโก้ แล้วก็หญ้าแห้งๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ไม่ได้แย่
แต่ก็นั่นแหละสวิสไม่ได้ดังเรื่องกาแฟนี่เขาดังเรื่องนาฬิกา

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store