NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Sweetener) มีแต่ประโยชน์จริงหรือ ? 2
หมวด: Health

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Sweetener) มีแต่ประโยชน์จริงหรือ ? 2

  • 634
  • 10
  • 2
Suwannahong Brand

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Sweetener) ต่อ

ในส่วนนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะแอสปาแตม (Aspartame) สตีเวีย (Stevioside) และซูคราโลส (Sucralose) ที่เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Sweetener) ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนี้เท่านั้น

1. แอสปาแตม (Aspartame)

เป็นสารเคมีที่เป็นที่ถกเถียงในประเด็นของความปลอดภัยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1965 หลายๆ คนอาจมองว่า แอสปาแตม (Aspartame) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ปลอดภัยในการบริโภค เนื่องจากได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐบาลอย่างถูกต้อง ทว่า 5 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแอสปาแตม (Aspartame) ดังต่อไปนี้ อาจทำให้ต้องหันกลับมาคำนึงถึงความเสี่ยงในการบริโภคอีกครั้ง

1.1 สารประกอบในแอสปาแตม (Aspartame) สามารถเปลี่ยนเป็นสารก่อโรคมะเร็งได้

แอสปาแตม (Aspartame) เป็นสารให้ความหวานที่เกิดขึ้นจากการรวมสารเคมี 3 ชนิดเข้าด้วยกันคือ กรดแอสปาติก (Aspartic Acid) ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) และเมธานอล (Methanol) แม้ว่าสารทั้งสามจะสามารถกำจัดออกจากร่างกายได้ตามปกติ แต่หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

โดยเฉพาะเมธานอล (Methanol) ที่สามารถแตกตัวให้กลายเป็นฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) และกรดฟอร์มิก (Formic Acid) ได้ ซึ่งเมธานอล (Methanol) ที่อยู่ในแอสปาแตม (Aspartame) มีความแตกต่างกับเมธานอล (Methanol) ที่พบในอาหารตามธรรมชาติทั่วๆ ไป เช่น ในผัก และผลไม้ เนื่องจากการผลิตเมธานอล (Methanol) ไม่ได้มีการเติมเอธานอล (Ethanol) ลงไปเพื่อป้องกันความเป็นพิษของเมธานอล (Methanol) ดังนั้นหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จนร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้หมด อาจจะไปทำลายเนื้อเยื่อที่มีชีวิต และทำให้ DNA ในเซลล์ได้รับความเสียหาย จนอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งต่างๆ ได้

1.2 แอสปาแตม (Aspartame) ก่อให้เกิดโรคอ้วน และความผิดปกติเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ ก่อนหน้านี้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Sweetener) เคยถูกมองว่า เป็นทางเลือกที่ดี และปลอดภัยในการบริโภคแทนน้ำตาล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้บริโภคเริ่มรับรู้ว่า หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้

อย่างไรก็ตาม รายงานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นได้ทำการศึกษา และพบว่า แอสปาแตม (Aspartame) ทำให้น้ำหนักตัวของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับปริมาณที่รับประทานเข้าไปแต่อย่างใด

เมื่อเปรียบเทียบแอสปาแตม (Aspartame) กับน้ำตาลซูโครส ซึ่งเป็นสารให้ความหวานที่ได้จากธรรมชาติ พบว่า แอสปาแตม (Aspartame) มีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า และจากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านชีววิทยา และการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเยล รายงานว่า แอสปาแตม (Aspartame) ทำให้ระดับการผลิตฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้อยากอาหาร และต้องการน้ำตาลในปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม

1.3 ยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้ แม้จะมีรายงานเกี่ยวกับความอันตรายจากการบริโภค

แอสปาแตม (Aspartame) เป็นสารเคมีที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญระหว่างการพัฒนายาเพื่อรักษาแผลเปื่อยของบริษัท G.D. Searle & Company (ต่อมาถูกซื้อกิจการโดยบริษัท Monsanto ในปี 1985) เมื่อค้นพบว่า สารดังกล่าวให้รสชาติหวานที่ใช้ทดแทนน้ำตาลได้ บริษัทจึงเข้ายื่นขอรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ทันที

นักวิทยาศาสตร์ที่ FDA ทำการตรวจสอบสารเคมีดังกล่าวกับสัตว์ทดลอง และพบว่า เมื่อให้ลิงบริโภคเข้าไปทำให้เกิดอาการชักอย่างรุนแรง และเสียชีวิตในท้ายที่สุด การทดลองดังกล่าวจึงถูกระงับโดย FDA ขณะที่บริษัท G.D. Searle & Company ใช้วิธีการรอจนกว่าคณะกรรมการ FDA ชุดใหม่ที่แต่งตั้งโดย โรนัลด์ เรแกน จะเข้าทำงาน และส่งแอสปาแตม (Aspartame) เข้ากระบวนการอนุมัติอีกครั้ง

ด้วยกระบวนการในการคอร์รัปชัน และเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทเหล่านี้ ทำให้แอสปาแตม (Aspartame) กลายเป็นสารเคมีที่แม้จะไม่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย 100% แต่ก็สามารถใช้ผสมในอาหารได้อย่างถูกกฎหมายกว่า 9,000 ชนิด

1.4 วัตถุดิบในการผลิตได้จากของเสียที่เกิดจากแบคทีเรีย E.Coli ตัดต่อพันธุกรรม

ในการผลิตแอสปาแตม (Aspartame) องค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ซึ่งนำมาจากของเสียที่เกิดจากการขับถ่ายของแบคทีเรีย E.Coli ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมด้วยยีนชนิดพิเศษ ทำให้แบคทีเรีย E.Coli สร้างเอนไซม์ในปริมาณสูงกว่าปกติเพื่อให้ได้ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) มาใช้ในการผลิตแอสปาแตม (Aspartame) ต่อไป

การเปิดเผยที่มาของฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) เกิดจากการรับรองสิทธิบัตรแอสปาแตม (Aspartame) ที่ได้รับการรับรองในสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 1999 โดยได้รับการเผยแพร่ในสื่อต่างๆ เมื่อปลายปี 2013

1.5 สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์สมอง และก่อให้เกิดอันตรายได้

เนื่องจากแอสปาแตม (Aspartame) ประกอบด้วยสารเคมี 3 ชนิดในปริมาณแตกต่างกัน โดยมีกรดแอสปาติก (Aspartic Acid) มากที่สุดคือ 40% ซึ่งกรดชนิดนี้เป็นกรดอะมิโนที่สามารถเดินทางผ่านตัวกรองที่กั้นระหว่างเลือด และสมอง (Blood-Brain Barrier) ได้ หากได้รับกรดแอสปาติก (Aspartic Acid) เข้าสู่เซลล์สมองในปริมาณมากๆ จากการบริโภคแอสปาแตม (Aspartame) จะส่งผลให้เซลล์สมองได้รับความเสียหายจากปริมาณแคลเซียมที่สูงเกินไป และอาจทำให้เซลล์ประสาทเสียหายจนเกิดความผิดปกติกับสมองได้

ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด หากได้รับสารชนิดนี้ในปริมาณที่มากจนเกินไป อาจทำให้เกิดโรคทางระบบประสาทอย่างลมบ้าหมู, อัลไซเมอร์, โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis: MS – โรคที่เกิดจากปลอกไมอีลินรอบเซลล์ประสาทได้รับความเสียหาย ทำให้การเดินทางของกระแสประสาทไม่ดีเท่าเดิม) , ภาวะสมองเสื่อม และความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่อาจทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติอีกด้วย

2. สตีเวีย (Stevioside)

หรือหญ้าหวาน (Stevioside) ที่รู้จักกันทั่วไป มีการใช้กันอย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนานโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาใต้ เมื่อปี ค.ศ.1887 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีรายงานว่า เป็นอันตรายแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมาในปี ค.ศ.1985 ได้มีผลงานวิจัยทางด้านลบของหญ้าหวาน (Stevioside) ออกมา โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่ชื่อว่า John M. Pezzuto และคณะ ซึ่งได้สรุปผลการวิจัย และตีพิมพ์ลงในวารสาร Proc. Nati. Acad. Sci. โดยระบุว่า หญ้าหวาน (Stevioside) เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะทำให้เกิดการ Mutagenic สูงมากในหนูทดลอง ซึ่งจากผลงานวิจัยนี้เอง ส่งผลให้องค์การอาหาร และยาของสหรัฐ (FDA) ออกมาประกาศว่า หญ้าหวาน (Stevioside) ไม่ปลอดภัย และห้ามใช้เป็นสารปรุงแต่งในอาหาร และเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยรวมถึงประเทศไทยด้วย

ต่อมาในปี ค.ศ.1991 นักวิทยาศาสตร์ชื่อว่า Emily Procinska และคณะ ได้ออกมาค้นคว้ารายงานวิจัยของ John M. Pezzuto ว่า อาจมีข้อผิดพลาด โดยตีพิมพ์ในวารสาร Mutagenesis ระบุว่า หญ้าหวาน (Stevioside) ไม่มีผลทำให้เกิด Mutagenic แต่อย่างใด ทั้งนี้ได้ทำการทดลองซ้ำอยู่หลายครั้ง หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้มีรายงานต่าง ๆ ออกตามมาอีกมากมายที่ระบุว่า ผลของ Mutagenic ในสารสกัดจากหญ้าหวาน (Stevioside) มีผลน้อยมาก และต่อมาได้มีการตรวจสอบความเป็นพิษพบว่า หญ้าหวาน (Stevioside) ไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยันว่า อาจจะทำให้เกิดข้อบกพร่องทางร่างกาย หรือทำให้เกิดโรคมะเร็งแต่อย่างใด

แต่กระนั้นก็ตาม FDA ของสหรัฐ ก็ยังไม่สั่งระงับการห้ามใช้หญ้าหวาน (Stevioside) แต่อย่างใด จนในที่สุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย และรายงานการประเมินผลอย่างละเอียดจากงานวิจัยต่างๆ โดยได้ระบุว่า หญ้าหวาน (Stevioside) ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด และต่อมาในปี ค.ศ.2009 FDA ของสหรัฐฯ ได้มีการประกาศว่า หญ้าหวาน (Stevioside) เป็นพืชที่ปลอดภัย และให้การยอมรับว่าเป็น GRAS (Generally Recognized As Safe)

ต่อมาได้มีการวิจัยโดยทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวาน (Stevioside) มีความปลอดภัยในทุกกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้อย่างปลอดภัยคือ 7,938 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มต่างๆ ถึง 73 แก้วต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะคนส่วนใหญ่กินกันประมาณวันละ 2 - 3 แก้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานอย่างปลอดภัย คือ ใช้ประมาณ 1 - 2 ใบ ต่อเครื่องดื่ม 1 แก้ว ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสม และไม่หวานมากจนเกินไป

โดยในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) ได้มีการขึ้นทะเบียนให้สามารถใช้หญ้าหวาน (Stevioside) เพื่อการบริโภคแทนน้ำตาลได้แล้ว เพราะมีความปลอดภัยสูง มีพิษเฉียบพลันต่ำ ไม่เป็นอันตราย หรือมีผลข้างเคียงต่อร่างกายแต่อย่างใด นอกจากนี้หญ้าหวาน (Stevioside) ยังถูกจัดให้อยู่ในหมวดพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งอีกด้วย

ฤทธิ์ในการออกรสหวานของหญ้าหวาน (Stevioside) จะไม่เหมือนกับน้ำตาล เนื่องจากหญ้าหวาน (Stevioside) จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายขาวเล็กน้อย และรสหวานของหญ้าหวาน (Stevioside) จะจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทรายขาว โดยหญ้าหวาน (Stevioside) นั้น ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการแต่อย่างใด เพราะมีแคลอรีต่ำมาก จนแทบจะไม่มีเลย และจะไม่ถูกย่อยให้เกิดเป็นพลังงานต่อร่างกาย ซึ่งถือว่า เป็นจุดเด่นที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิต, โรคอ้วน และโรคหัวใจ

โดยสรรพคุณของหญ้าหวาน (Stevioside) นั้นมีอยู่มากมาย อาทิเช่น ช่วยเพิ่มกำลังวังชา, ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น, ช่วยในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, ช่วยลดไขมันในเลือด, ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน, ช่วยบำรุงตับ และช่วยสมานแผลทั้งภายใน และภายนอกร่างกาย เป็นต้น

เคยมีความกังวลกันว่า สารสกัดจากหญ้าหวาน (Stevioside) สามารถทำให้เป็นหมันได้หรือไม่ และจะไปขัดขวางการดูดซึมของสารอาหารอื่นๆ ในร่างกายด้วยหรือไม่ เนื่องจากเคยมีรายงานระบุว่า ชายชาวปารากวัยได้กินหญ้าหวาน (Stevioside) เข้าไป แล้วเป็นหมัน หรือไปลดจำนวนอสุจิของชายคนดังกล่าวลง จนทำให้ประเทศไทยได้ใช้ประเด็นนี้ในการอ้างไม่อนุญาตให้มีการใช้หญ้าหวาน (Stevioside) ซึ่งจากรายงานต่าง ๆ ที่ได้ทำการวิจัย ได้สรุปข้อมูลต่างๆ ออกมา โดยยืนยันว่า หญ้าหวาน (Stevioside) เมื่อป้อนในหนูทดลองมากถึง 3 ชั่วอายุ โดยในจำนวน 3 รุ่น ไม่พบว่าก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ในหนูทดลองแต่อย่างใด นั่นก็หมายความว่า หนูทดลองยังคงขยายพันธุ์ได้เป็นปกติ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีการห้ามใช้ หรือกลัวประเด็นนี้แต่อย่างใด เพราะได้มีการใช้หญ้าหวาน (Stevioside) มาอย่างยาวนานถึง 17 ปีแล้ว ซึ่งไม่พบว่า มีความเป็นพิษแต่อย่างใด

3. ซูคราโลส (Sucralose)

เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Sweetener) ที่สังเคราะห์ขึ้น โดยถูกสร้างขึ้นจากการใช้น้ำตาลซูโครสเป็นสารตั้งต้น แล้วแทนที่กลุ่มไฮดรอกซิล 3 ตำแหน่ง ด้วยอะตอมสารคลอไรด์ จึงทำให้มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับน้ำตาล แต่ร่างกายไม่สามารถย่อยซูคราโลส (Sucralose) ได้เหมือนกับน้ำตาล

ซึ่งซูคราโลส (Sucralose) เป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน โดย 1 ส่วนของซูคราโลส (Sucralose) นั้น ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวประมาณ 600 เท่า ดังนั้น ถ้าชงกาแฟ 1 ถ้วย ปกติถ้าใช้น้ำตาลทรายขาว 2 ช้อนชา ก็จะให้ความหวานเท่ากับซูคราโลส (Sucralose) 0.00333 ช้อนชา (หรือเท่ากับน้ำตาลทรายขาวเพียง 5 เม็ดเท่านั้น) แต่ยังคงให้รสชาติหวาน และไม่มีรสขมติดลิ้นเหมือนกับสตีเวีย (Stevioside) โดยซูคราโลส (Sucralose) นั้น มีลักษณะเป็นผลึกแข็งสีขาวร่วน ละลายน้ำได้ดี และสามารถใช้ปรุงอาหารร้อนบนเตาได้โดยไม่สูญเสียความหวานไป

องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ให้การยอมรับความปลอดภัยของซูคราโลส (Sucralose) ทำให้เป็นที่ยอมรับในประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยของซูคราโลส (Sucralose) มากกว่า 100 ชิ้น ทั้งศึกษาในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งรวมไปถึงการศึกษาเรื่องเภสัชจลนศาสตร์, การก่อกลายพันธุ์, ความเป็นพิษต่อการสืบพันธุ์, ผลต่อทารกในครรภ์, ผลต่อการเกิดมะเร็ง, ผลต่อระบบประสาท และผลต่อระบบภูมิต้านทาน จากการทดลองซูคราโลส (Sucralose) ในระดับต่างๆ ไม่พบความเป็นพิษ และไม่เป็นสารก่อโรคมะเร็ง แม้ว่าโครงสร้างของซูคราโลส (Sucralose) จะคล้ายกับน้ำตาล แต่ก็ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด หรือระดับอินซูลิน และไม่ทำให้ฟันผุ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังควบควมน้ำหนัก และผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของซูคราโลส (Sucralose) ต่อสิ่งแวดล้อมอีกกว่า 40 ชิ้น ซึ่งก็พบว่า ซูคราโลส (Sucralose) ไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์แต่อย่างใดอีกเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตามซูคราโลส (Sucralose) ก็ยังมีข้อเสีย คือ ในการผลิตซูคราโลส (Sucralose) โดยการเพิ่มคลอรีนเข้าไปในโมเลกุลน้ำตาล นั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้กระเพาะอาหารไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ด้วยในบางคน นอกจากนี้สิ่งที่ควรระวังเกี่ยวกับซูคราโลส (Sucralose) ก็คือ คุณธรรมของผู้ผลิตว่า ใช้ซูคราโลส (Sucralose) ผลิตจริงๆ หรือไม่ เนื่องจากมีข่าวออกมาว่า มีผู้ผลิตบางรายต้องการลดต้นทุนในการผลิตจึงใช้แอสปาแตม (Aspartame) แทน เพราะซูคราโลส (Sucralose) มีต้นทุนในการผลิตที่สูง ดังนั้นผู้บริโภคควรเลือกใช้ และอ่านฉลากอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะซื้อ

การเลือกบริโภคอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Sweetener) นั้น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลลงได้ โดยสารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Sweetener) แต่ละชนิดนั้น มีคุณสมบัติ และข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป

โดยซูคราโลส (Sucralose) ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด สำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือเป็นโรคเบาหวาน แต่อย่างไรก็ตามเราควรใช้ตามความจำเป็น ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store