NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
5 หนังชอบปี 2018
หมวด: Entertainment

5 หนังชอบปี 2018

  • 223
  • 0
  • 3
Kanchat

ตามวาระช่วงท้ายปีที่เราต้องมาสรุปชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ รวมไปถึงท็อปเท็นสารพัดศิลปะและความบันเทิงที่เราผ่านหูผ่านตามาตลอดทั้งปี ดังนั้นผมเลยขอใช้โอกาสนี้เล่าสู่กันฟังถึง ‘5 หนังชอบ’ ประจำปี 2018 โดยเลือกเฉพาะภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรงบ้านเราหรือหนังที่หาชมได้ไม่ยากนัก

 

Hereditary

ปกติแล้วผมเป็นคนที่ไม่ดูหนังในโรงซ้ำ แต่ Hereditary เป็นหนังไม่กี่เรื่องในชีวิตที่ยอมดูในโรงถึงสองรอบ รอบแรกที่ดูผมตื่นเต้นไปกับ ‘ความไม่เหมือนใคร’ ของหนังถ้าเทียบในแนวทางหนังสยองขวัญ อย่างเช่นการที่หนังแทบจะไม่มีมุขตกใจเฝือๆ แต่เน้นที่ความหลอน หรือเนื้อหาของหนังที่ว่าด้วยการวิพากษ์ระบบครอบครัว และสำคัญที่สุดคือการแสดงชนิดน่ากราบของ โทนี คอลเลตต์

รอบที่สองผมไปดูเพื่อเก็บรายละเอียดด้านเทคนิคของหนัง เริ่มสังเกตถึงการใช้ภาพอัตราส่วน 2:1 ที่ทำให้ภาพมีความกว้างในแนวขวางแต่บีบตามแนวตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับนำเสนอภาพราวกับเหล่าตัวละครอยู่ในบ้านตุ๊กตาเกือบตลอดทั้งเรื่อง ส่วนในด้านเสียง นอกจากมุขเดาะลิ้นที่ชวนขนลุกแล้ว ดนตรีประกอบที่แสนจะรบกวนจิตใจยังมีธีมที่ปรากฏซ้ำๆ และน่าทึ่งมากที่มันเป็นเสียงของแซ็กโซโฟน

ดังนั้น Hereditary จึงหนังที่เข้มข้นทั้งด้านภาพ เสียง เนื้อหา และการแสดง ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่คือผลงานหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ อาริ แอสเตอร์ (แต่ก่อนหน้านี้เขาก็ทำหนังสั้นมาหลายเรื่อง) และคงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งหากออสการ์จะเพิกเฉยต่อคอลเลตต์

 

Burning

การกลับมาในรอบแปดปีของอีชางดอง คนทำหนังชาวเกาหลีใต้คนสำคัญ ด้วยการดัดแปลงเรื่องสั้น Barn Burning ของฮารูกิ มูราคามิสู่จอเงิน สร้างความฉงนกับคนไปทั่ว เนื่องด้วยตัวหนังสือมีความยาวไม่กี่สิบหน้า แต่ผู้กำกับกลับดัดแปลงให้กลายเป็นหนังยาวสองชั่วโมงครึ่ง แถมยังกวาดคำชมไปอย่างท่วมท้น

เรื่องราวของหนังว่าด้วยความสัมพันธ์แสนประหลาดของสองหนุ่มหนึ่งสาว พวกเขามีความต่างกันสุดขั้วทั้งนิสัย บุคลิกภาพ และฐานะทางการเงิน ในขณะที่จงซู-พระเอกของเรื่อง-เป็นชายหนุ่มชนชั้นล่างที่ต้องดิ้นรนอย่างไร้จุดหมาย ชายหนุ่มลึกลับอย่างเบนกลับร่ำรวยชนิดที่ไม่มีทางเข้าใจได้ เหมือนกับที่จงซูนิยามว่าเขาคือ ‘เดอะ เกรท แกตสบี้’

เสน่ห์ของ Burning คือการทิ้งช่องว่างหลายๆ อย่างให้กลายเป็นปริศนา นี่คือหนังทริลเลอร์ที่ผู้ชมสามารถตีความได้สารพัดรูปแบบ แต่อย่างหนึ่งที่ชัดเจนในหนังคือเรื่องการปะทะกันระหว่างชนชั้นที่ทวีความตึงเครียดเรื่อยๆ จนนำไปสู่ฉากจบที่รุนแรงและหลอกหลอนอย่างน่าประหลาด

 

One Cut of the Dead

หนังที่ครองตำแหน่ง ‘หนังโคตรฮาแห่งปี’ ในใจผู้คนได้ไม่ยาก นี่คือหนังทุนต่ำที่ลงทุนเพียง 3 ล้านเยน แต่กวาดรายได้ไปถึง 800 ล้านเยน (!!) เปิดฉากด้วยหนังซอมบี้ความยาว 38 นาทีที่ถ่ายยาวแบบไม่ตัดต่อ เป็นหนังกะโหลกกะลาที่ดูไม่มีทั้งคุณภาพและความตลกใดๆ จนชวนอึดอัดใจอย่างยิ่ง แต่หลังจากอดทนอยู่พักใหญ่ หนังก็ตอบแทนคนดูด้วยเรื่องราวเบื้องหลังของหนังแสนห่วยที่เราเพิ่งดูจบไป กลายเป็นมหกรรมความฮาที่ไม่สามารถฉุดรั้งได้

นอกจากจะล้อเลียนขนบของหนังซอมบี้แล้ว หนังเรื่องนี้ยังว่าด้วย ‘การทำหนัง’ ใครที่เรียนภาพยนตร์หรือเคยทำหนังน่าจะอินเป็นพิเศษ บ้างก็ถึงกับหัวเราะทั้งน้ำตาให้กับฉากจบของหนังเลยทีเดียว One Cut of the Dead เป็นหนังที่แสดงให้เห็นว่าแม้การทำหนังจะฉิบหายวายป่วงเพียงใด แต่มันก็มี ‘เมจิก’ พิเศษที่ทำให้คนดั้นด้นทำสิ่งนี้ต่อไป

 

Phantom Thread

บอกกันโต้งๆ ตรงนี้เลยว่าในช่วงฤดูกาลออสการ์ 2018 เมื่อต้นปี หนังที่ผมชอบที่สุดคือเรื่อง Phantom Thread (สุดท้ายแล้วหนังคว้าไปเพียงรางวัลเครื่องแต่งกาย) เอาเข้าจริงแล้วเนื้อเรื่องของหนังค่อนข้างจะน้ำเน่าราวกับละคร ‘จำเลยรัก’ มันว่าด้วยช่างตัดเสื้อสูงวัยที่มีอาการปากไม่ตรงกับใจ และชอบทำอะไรร้ายๆ ใส่นางแบบสาวผู้เป็นคนรักของเขา

แล้วทำไมหนังน้ำเน่าเรื่องนี้ถึงกลายเป็นหนังแห่งปีได้? คำตอบคือ Phantom Thread เป็นเหมือนการรวมตัวกันของยอดมนุษย์ ในฝั่งนักแสดง ทั้งแดเนียล เดย์-ลูอิส, วิคกี ครีพส์, เลสลี แมนวิลล์ ล้วนให้การแสดงที่น่าทึ่ง ส่วนดนตรีประกอบฝีมือ จอนนี กรีดวูด มือกีตาร์วง Radiohead ก็ช่างอ่อนหวานงดงาม แต่แน่นอนว่าคนที่น่าชื่นชมที่สุดหนีไม่พ้นผู้กำกับ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ผู้ทำหน้าที่ประหนึ่งวาทยกรควบคุมทุกองค์ประกอบของหนังได้ออกมาประณีตหมดจด

 

Annihilation

นี่คือหนังไซไฟที่ค่ายหนังตัดสินใจเอาลงเน็ตฟลิกซ์แทนที่จะฉายโรง ด้วยความที่ว่ามันน่าจะเข้าใจยากเกินไปจนไม่น่าทำเงินแน่ๆ ข้อสันนิษฐานนี้เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ยังต้องพิสูจน์กันต่อไป แน่นอนว่า Annihilation ไม่ใช่หนังดูง่าย แต่มันก็มีความพิศวงที่ยากจะต้านทาน

ผลงานกำกับเรื่องที่สองของ อเล็กซ์ การ์แลนด์ ถัดจาก Ex Machina ที่คราวนี้อัปเลเวลเพิ่มขึ้นไปหลายร้อยเท่า เรื่องราวของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าไปสำรวจในโดมสีรุ้ง ด้วยความเชื่อตั้งต้นว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมจากนอกโลก ตามชื่อหนังที่ว่าด้วย ‘การทำลายล้าง’ หนังนำเสนอเรื่องการทำลายในหลายรูปแบบ ทั้งการทำร้ายผู้อื่นและทำร้ายตัวเอง

แต่หัวใจหลักของหนังคือเรื่องการทำลายความเชื่อที่ยึดถือกันมา เราเคยเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ของเราคือความปกติ สิ่งใดๆ ที่ผิดแผกจากเราไปคือ ‘ความไม่ปกติ’ แต่เมื่อวันที่ระบอบโลกาภิวัตน์ขยายตัวไปสู่จักรวาลภิวัตน์ แนวคิดเช่นนั้นอาจไม่ถูกต้องอีกต่อไป เราอาจเป็นความไม่ปกติในสายตาของ ‘คนอื่น’ จาก ‘ที่อื่น’ ก็เป็นได้

เช่นนั้นแล้วการยึดถือในความเชื่อโดยไม่พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงนี่เองที่อาจเป็นการทำลายล้าง (ตัวเอง) ขั้นสูงสุด

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store