NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
Stroke in the young (2)
หมวด: Health

Stroke in the young (2)

  • 793
  • 100
  • 24
ทิมแทม

ผู้เขียนขออนุญาตขอบคุณผู้อ่านทุกๆ ท่านที่แสดงความสนใจบทความสุขภาพของผม ซึ้งใจจริงๆ ครับ ทว่ามีผู้อ่านบางท่านอยากทราบว่าสาเหตุ หรือสัญญาณเตือนก่อนเป็นเส้นเลือดตีบมีไหม?

ตอบเลยครับไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าวันสองวันเลยครับ ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันผมยังไปฟิตเนสอยู่เลย นับว่าโชคดีนะครับที่เป็นที่บ้าน (อยู่คนเดียว) ถ้าเป็นระหว่างขับรถคงขึ้นสวรรค์หรือลงนรกไปแล้วครับ

อย่างที่กล่าวไปเมื่อบทความที่แล้วว่าตัวผมเอาชีวิตไปเสี่ยงมานานแล้วสมองเลยตู้มกลายเป็นโกโก้ครั้น นอกจากความเครียดและพักผ่อนน้อยแล้วยังมีสาเหตุอื่นด้วยนะครับ ได้แก่ สูบบุหรี่ ยาเสพติด เบาหวานและกรรมพันธุ์ ครับอันสุดท้ายนี่จริงๆ นะครับ เพื่อนบ้านผมอาป๊าเป็นเส้นเลือดแตก ลูกชายคนโตก็เสียด้วยเส้นเลือดแตก ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้ข่าวว่าลูกชายคนเล็กก็อ่อนแรง เพราะฉันนั้นหากผู้ใดมีญาติหรือบุพการีเป็นเส้นเลือดในสมอง คุณเสี่ยงนะครับ ผมย้ำนะครับว่าเสี่ยงอาจจะเป็นหรือไม่เป็นได้ แต่ผู้ใดไม่มีญาติก็อย่าประมาทนะครับ ดูผมเป็นต้น ไม่มีคนในครอบครัวเคยเป็นแต่ผมก็เป็นครับ (ถูกหวยเลยงี้) เพราะใช้ชีวิตเสี่ยงตลอดนี่แหละครับไม่ต้องโทษใครครับโทษตัวเองล้วนๆ

อาการของโรคนะครับถ้าเป็นมันจะอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่งทันที ลองคิดนะครับ รีโมทแอร์เบามากยังตกเลยครับ วันนั้นโชคดีน้องสาวผมนอนดึกผมโทรหาเธอทันที ก่อนหน้าผมโทรหาม๊าแต่เธอหลับไปแล้ว ผมรีบบอกน้องสาวว่าช่วยเรียกรถพยาบาลให้ทีไม่ไหวแต่ผมไม่แน่ใจว่าได้พูดออกไปหรือเปล่าว่ากำลังจะตาย แต่ในใจผมคิดว่าถ้าน้องไม่รับผมได้นอนตายคาบ้านแน่ๆ นับว่าผมยังมีแต้มบุญเหลืออยู่น้องสาวผมรับแล้วติดต่อรถพยาบาลได้ แต่เหตุการณ์มันแย่ลงครับเพราะฝนตก! เจ้าหน้าที่ก็ถามรายละเอียดที่พักครับ แต่ผมก็ได้แต่บอกว่าถ้าเรียกแล้วผมไม่ตอบ ช่วยปีนเข้ามาเลยนะครับ พูดตามตรงตอนนั้นกลัวตายสุดพลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์สิทธ์ที่ผมเคารพนี่เชิญมาหมดครับ อารมณ์แบบช่วยลูกด้วยบลาๆ ๆ เสียงสวรรค์ก็มาทันครับ รถโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรมารับถึงหน้าบ้าน ด้วยความงกก็แจ้งบุรุษพยาบาลว่าลืมกระเป๋าสตางค์และลืมปิดแอร์ แต่ผมก็ยังงงตัวเองจนถึงทุกวันนี้ว่าผมเดินเอากุญแจไปให้พวกเขาได้อย่างไร คุณผู้อ่านลองนึกนะครับอ่อนแรงด้านซ้ายทั้งซีก ก็คงจะกระดื้บๆ ไปมั้งครับ ไม่นานครับผมก็มาถึง รพ ผมได้ฟังเสียงม๊าเธอโทรมาที่ รพ. ถามเจ้าหน้าที่ เธอบอกกับผม (ผ่านโทรศัพท์) ว่าดึกแล้วม๊าขับไปไม่ได้เดี๋ยวมาหาตอนเช้า พอมาถึงตอนเช้าผมก็พบม๊าครับ ผมได้ยินคุณหมอคุยกะม๊าว่าโอกาสรอด 10% ครับฟังไม่ผิด 10% ม๊าผมถึงกับทรุดไปกับพื้น

นั่นแค่ตีบจุดเดียวนะครับ จริงๆ อาการมันทรุดอีกผมเป็นอีกหนึ่งจุดใกล้ระบบทางเดินหายใจครับ ถ้าโชคร้ายลิ่มเลือดเข้าไปอุดส่วนนั้นผมไปพบอากงอาม่าแล้วครับ ผลคือสะอึกไม่หยุดครับ ต้องให้ยาหยุดสะอึก พอให้แล้วดีขึ้นก็จริงแต่ก็ยังสะอึกต่อ แต่อ้วกพุ่งครับ พุ่งเหมือนท่อน้ำระปาแตกอ่ะครับไม่รู้สมองส่วนไหนควบคุมเรื่องการกินแต่รู้ว่าตอนนั้นหิวข้าวมากพอแม่บ้านมาเสิร์ฟอาหาร ด้วยความหิวผมซัดเรียบเลย แต่ม๊ากะน้องสาวก็กลับมา ณ บ้านที่เกิดเหตุกลับไปเอาของไรสักอย่างพอกลับมา รพ. ถาดอาหารเกลี้ยงด้วยฝีมือผม ก็คนมันหิว ผมจำได้ก่อนทานผมนอนหลับฝันว่าไปช่วยเค้าจัดงานบุญไรสักอย่างเห็นแตงโมอยากทานมาก แล้วก็ตื่นเพราะหิว อีกไม่กี่ชั่วโมงอาการผมทรุดอีกรู้สึกพูดไม่ค่อยจะชัด ปากเริ่มเบี้ยว (ม๊าบอก) ผมเลยกระซิบม๊าอยากเข้า รพ จุฬา คิดในตอนนั้นถ้าจะตายขอตายที่ที่ตัวเองจบ เป็นไงหล่ะเลือดชมพูเข้มข้นมาก! เห็นม๊ากะน้องสาววุ่นเรื่องส่งตัวผมเข้า กทม. เหมือนจะติดต่อรามากับจุฬาที่ไหนรับไปเลย โชคดีครับ รพ. จุฬารับพอดี คณะผู้บริหารที่ที่ผมทำงาน (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร) ท่านคณบดีอนุเคราะห์รถตู้ให้ไปส่งผมที่ รพ.จุฬา จากพิษณุโลก ถึง กทม.นะครับรถตู้ครับคุณผู้ชม ม๊าก็นั่งมาด้วยมีคุณหมอและวิทยุธรรมะอีก 1 เครื่อง ที่อดีตคณบดีให้มา...พอถึง รพ.จุฬา ก็ถูกส่งตัวเข้าห้อง ICU ผมอยู่ภายในห้อง ICU ร่วมเดือนครับ บอกเลยว่าหนักจริง ก้านสมอง ตีบสองจุด ควรจะตายป่ะครับแต่รอด บรรดาผู้มาเยี่ยมและญาติบอกเป็นเสียงเดียวกันครับว่าแย่มากจริงๆ (สุขภาพนะครับ ไม่ใช่เบ้าหน้า) ในใจก็แอบอุทานว่านี่มันโรคห.อะไร พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ กลืนไม่ได้ ทานทางสายยางอย่างเดียว ฟักทอง ไข่ต้มบดและนมผง ทุกมื้อ จมูกก็ใส่ออกซิเจน (โชคดีนะครับยังหายใจเองได้) ส่วนกำลังใจนี่พูดเลยล้นหลามจริงๆ นอกจากตัวผมเอง ก็ยังมีญาติ พี่ๆ น้องๆ ผู้ใหญ่หลายท่านทั้งที่มาที่ รพ. และส่งพลังใจมาให้ผมและครอบครัว พวกเราได้รับครับ ผมว่าพลังใจดังกล่าวน่าจะเป็นส่วนสำคัญให้ผมมีชีวิตรอดได้จนถึงทุกวันนี้....ขอบพระคุณมากนะครับ

ชีวิตใน รพ จุฬาผมพูดเลยไม่ใช่แค่กิน นอน หายใจครับ การกายภาพ คือ หัวใจของโรคนี้ เริ่มจากการฝึกกล้ามเนื้อข้างที่อ่อนแรงครับ เช่น กล้ามเนื้อปากเพื่อให้ควบคุมน้ำลายและออกเสียงได้

ขออนุญาตย้ำอีกครั้งว่า ผมกลืนอาหารไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นมันจะทรมานจิตใจมากเมื่อได้กลิ่นอาหารแต่เหนืออื่นใดผมอยากกินกาแฟมากครับ คุณหมอยังแซวว่าแปลกคนไข้ท่านอื่นมีอยากเหล้า-เบียร์ แต่ผมอยากดื่มกาแฟ จนมีอยู่วันหนึ่งเลือดผมออกในกระเพาะอาหารผมเบลอขนาดเห็นเลือดเป็นกาแฟครับ เพราะฉะนั้นคุณหมอเลยสั่งให้งดอาหารหนึ่งวันคุณพระ! หิวตาย เพื่อจะนำตัวไปส่องกล้อง ใจผมก็คิดนะครับว่าคงให้ผมกลืนกล้องขนาดChipsetจริงๆ ผมเห็นปุ๊บในใจอุทานว่า ให้กรูกลืน กล้อง canon เถอะ! ทรมานสุดครับ สุดท้ายพบครับว่าผนังกระเพาะเป็นขุยๆ จึงน่าจะเป็นเหตุให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร

นอกจากส่องกล้อง ก็มีเข้าอุโมงค์ หรือ MRI เพื่อตรวจสมองที่ได้รับความกระทบกระเทือน ผมบอกตรงๆ รำคาญเสียงมาก!!! มันก่อกวนโสตประสาทมากอยากจะกรี๊ดและตะโกนดังๆ ฆ่ากรูเถอะ และสุดท้ายก็มีฉีดสี ซึ่งก็แอบได้ยินนักเทคนิคบอกว่าไม่น่าเป็นเลยเพราะตรวจไม่พบ ผมก็คิดเล่นๆ อ้าว Stroke นี่มันเป็นเล่นๆ ได้ด้วยหรอ ต้องลงทุนขนาดนี้ไหม?

นอกจากการกายภาพ ก็มีคุณหมอจิตแพทย์ เข้ามาทำการพูดคุยกับญาติและผู้ป่วย ผมเลยเขียนแทนพูดว่า #ผมจะหายไหมครับ ดีนะครับผมยังเขียนได้ แค่ตอนนั้นมันยังพูดไม่ได้...บอกตามตรงว่าขณะนั้นอึดอัดครับ คิดได้แต่พูดไม่ได้!!! ระบายเลยครับ “ร้องไห้” แต่ม๊าแอบตกใจบอกว่าผมร้องไห้มีเสียงนะครับ ผมก็แบบแอบไม่เชื่อจะมีเสียงได้ยังไง

ระหว่างที่ผมยังพูดไม่ได้ ก็ ‘เขียน’ สิครับ เขียนแบบลาตายอ่ะครับ อาทิ ขอบคุณม๊า ขอบคุณน้องสาว

และแล้วปาฏิหาริย์ก็มีจริง หลังจากกายภาพปากมาสักระยะผมพูดคำว่า “เผ็ด” ได้ เห็นไหมครับว่าคำแรกก็เกี่ยวกับอาหารล่ะ ไม่รู้ที่พูดได้เพราะกายภาพหรือหิวมาก

จำได้เลยครับก่อนผมจะเรื่มพูดได้บุรุษพยาบาลจับผมไปนั่งดูรายการพี่ตี๋อ้วน เพื่อ????? จะทรมานผมไปถึงไหน จำขึ้นใจว่ามื้อที่พี่ตี๋อ้วนพาไปชิมคือ หูฉลามน้ำแดง!

ความพีคมันยังไม่จบเท่านั้น รุ่งเช้าประมาณตี 4 ตี 5 วันรุ่งขึ้น ผมเห็นเงาตะคุ่มๆ หลังม่าน เพราะห้องพักผม คือ ห้องเดี่ยวรวม หมายถึง ห้องผู้ป่วยที่อยู่รวมกันเพียงสามคนโดยมีม่านกั้นระหว่างเตียง แต่ญาติห้ามนอนเฝ้า

กลับมาที่เรื่องหลอนครับ สักพักผมก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ คิดในใจเอาแล้วเจ้าที่เล่นกรูแล้ว สรุปเตียงข้างๆ ลุกมาสวดมนต์ ลุงงงงงงง ผมก็นึกว่าผี! เตรียมย้ายห้องล่ะ แต่ดั้นไม่ใช่ผีเป็นคน เกือบได้โทรหา the shock ล่ะครับ

ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน ผมต้องนับถือใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้อง ที่เข้ามาสร้างเสียงหัวเราะ ซึ่งกำลังใจเหล่านั้นมีค่ายิ่ง เช่นประโยคที่ว่า “เมิงเห็นไหม เมิงโชคดีแค่ไหนที่มีแม่มาเยี่ยม ดูคนอื่น โน่น ไม่มีแม่มาเยี่ยมเพราะแม่เค้าตายไปหมดแล้ว” หรือ “ถ้าอีกเดือนเมิงไม่ลุกจากเตียง กรูจะเอาไฟแช็กรนที่เตียง” และ คลิปเสียงจากแดนไกล รวมถึง IPad จากร้าน Grounder (อย่าแจ้งสรรพากรนะครับเดี๋ยวผมโดนประเมิน)

อนึ่ง เมื่อเหล่าพยาบาลทราบว่าผมพูดได้ก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่อย่างกะผมเป็น celeb แต่ก็ดีใจนะครับ ได้ระบายสิ่งที่คิดได้สักที

ทว่า การกายภาพหามีแค่นี้ไม่ ผมมีความจำเป็นต้องฝึกกลืน เพราะร่างกายมันถูก freezed เอาไว้ เลยไม่ได้ใช้งานมันก็ต้องฝึกกันหน่อย และผมก็ได้ทราบว่า คนไข้อย่างผมมีโอกาส ‘สำลักน้ำลายตัวเอง’ เพราะมันกลืนไม่เป็นไงครับ น้ำลายบางครั้งก็มาเอ่อที่มุมปาก เยอะเข้าก็ย้อยก็หกเหมือนสุนัขเห็นของกินอ่ะครับ น้ำลายก็จะยืดๆ หน่อยถ้าผมจำไม่ผิดอาหารอย่างแรกที่ฝึกคือ ไข่ตุ๋น7-11 นุ่มๆ เหลวๆ ต่อมาเป็นน้ำส้มครับ และที่ยากที่สุด คือ คือ คือ น้ำ ครับเพราะมันลื่นไหลง่ายและเสี่ยงต่อการสำลักสูง ถ้ามันขึ้นสมองนี่ยุ่งนะครับ สูตรที่ใช้ฝึก คือ อม-ก้ม (หน้า) -กลืน ท่านผู้อ่านบางท่านอาจสงสัยว่าระหว่างวันไม่มีสำลักบ้างหรอครับ ผมมีสายอาหารและทีมพยาบาลมาดูดน้ำลาย บอกเลยทรมานมากกก (บางทีผมก็คิดในใจมันจะออกมาทำไมเยอะแยะแว้น้ำลายเนี่ยะ) มีอยู่คืนหนึ่งครับ อาหารที่ฟีดเข้าไปมันตีขึ้นมา ออกมาทางปากเลยครับ เหมือนขนมหมามาก เช้าวันนั้นนักกายภาพบำบัดก็มาแซวผมว่า อาเจียนหรือขรี้แตก? (แอบอายเบาๆ แต่มั่นหน้ามั่นโหนกก็เลยขำๆ)

แต่ที่สุดในสุดของการอยู่ รพ. คือ คนไข้ท่านหนึ่งสติไม่สมประดี โหวกเหวกโวยวายจนต้องถูกมัดมือมัดเท้าเพราะนางไปกดเรียกพยาบาลมาถีบ!!! ส่งผลให้ผมนอนหลับๆ ตื่นๆ และขวัญกระเจิง คุยกะม๊าและนักกายภาพบำบัดว่ากลัวสติฟั่นเฟือน (เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ-วิชาการเพื่อ?) พอได้รับการยืนยันว่าคนไข้คนดังกล่าวเขาเป็นอยู่ก่อนแล้ว ผมค่อยคลายกังวลหน่อย

เมื่อพัฒนาการผมค่อยๆ ดีขึ้นคุณหมอเจ้าของไข้ก็เข้ามาตรวจและถามความต้องการผม ผมรีบตอบทันที ‘อยากกลับบ้าน’ (คอนโด ที่ กทม.) แต่คุณหมอก็ต้องตรวจระดับความเข้มข้นของเลือดว่าอยู่ในระดับปลอดภัยหรือเปล่า แม้วิวห้องพักจะเห็นสวนลุมพินี แต่ใจผมอยู่บ้านแล้วครับ

แล้วฝันที่เป็นจริงคุณหมอบอกว่าค่าเลือดโอเค แปลว่าผมกลับบ้านได้! เย้!!! แต่ไม่มีรถพยาบาลไปส่งจึงต้องจ้างรถกู้ภัยไปส่งครับนอนบนรถเข็นขึ้นไปรถกู้ภัย ผมเชื่อว่าน่าจะมีคนคิดว่าผมตายแล้ว พอผมขึ้นรถกู้ภัยก็มองไปรอบๆ กลัวมีคนแปลกหน้า (ผี) ถึงกับวิ่งได้เลยทีเดียว ... ระหว่างเดินทางกลับก็แอบหยิกตัวเองว่าเจ็บไหม หยิกข้างขวานะครับ ถ้าหยิกข้างอ่อนแรงคงไม่เจ็บ ฮ่าๆ ๆ ๆ (เดี๋ยวมาต่อภาคสามนะครับ ชีวิตหลังออกจาก รพ.)

สุดท้ายนะครับ

1. เส้นเลือดในสมองเป็นภัยเงียบครับ หากไม่อยากเป็นก็อย่าเสี่ยง

2. ยิ่งส่งโรงพยาบาลเร็ว อัตราการเสียชีวิตและหรือการเป็นอัมพาต ก็ต่ำลงครับ

3.กายภาพและกำลังใจ คือ หัวใจของโรคนี้ ... ขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรคนี้ให้หายขาด

4.เกิด แก่ เจ็บตายเราหนีไม่พ้นก็จริง เมื่อเจอแล้วให้เผชิญหน้าอย่าวิ่งหนี

5.พวกเราทุกคนมีค่าในตัวเองแม้จะป่วย แค่เราลืมตามาอีกวันญาติๆ เราก็ดีใจแล้วครับ

6.เป็นได้ก็หายได้

7.ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store