NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
[How to] เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้ได้ผลจริงๆ #อ่านให้จบ
หมวด: Campus

[How to] เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้ได้ผลจริงๆ #อ่านให้จบ

  • 728
  • 50
  • 1
Shalyn™

เชื่อไหมคะว่าประเทศไทยติด TOP 5 ประเทศที่มีคนเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศมากที่สุดในเอเชีย (อ้างอิงจากแอปเรียนภาษาแอปหนึ่งที่มีผู้โหลดใช้กว่า 5 ล้านคนทั่วโลก) แต่พอมีการจัดอันดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษทีไร ไม่ว่าจะระดับอาเซียนด้วยกัน ระดับทวีป หรือระดับโลก เรากลับอยู่อันดับท้ายๆ เสมอ

นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า... คนไทยชอบภาษาอังกฤษแต่เรียนไม่ได้ผล

วันนี้ เราจะไม่โฟกัสไปที่การศึกษาในระดับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่จะมาพูดถึงการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองค่ะ เพราะว่าการเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัยนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้เราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ (It takes time) พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ใครอยากพูดภาษาอังกฤษได้เก่งๆ ไม่ควรหวังพึ่งโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่คนที่จะทำให้ภาษาอังกฤษของเราพัฒนาขึ้นได้ ก็คือตัวเราเองนี่แหละ! 

แล้วต้องทำอย่างไร? อ่านมาเยอะแล้ว ก็พูดเหมือนๆ กันหมด ลองทำตามมาแล้วด้วย ไม่เห็นจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นเลย เดี๋ยวก่อนซาร่า!! ขอให้ทุกคนใจเย็นๆ ก่อนนะคะ ^^ เพราะวันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับว่า "เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้ได้ผลจริงๆ" พร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ

 

#1 เรียนภาษาอังกฤษต้องใช้เวลา

อยากให้ทุกคนปรับความคิดใหม่ว่าการเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาอะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถ "เก่งได้ทุกเรื่อง" ภายใน 1-2 วัน มันมีเวลาบ่มเพาะของมัน ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจังของแต่ละคน เพราะฉะนั้น ถ้าอยากเก่ง ต้องอดทนเก่งก่อน 

 

#2 ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน

อย่าเรียนแบบล่องลอย ว่างเมื่อไหร่ค่อยอ่าน ค่อยฝึก แบบนี้ไม่ค่อยได้ผลค่ะ เพราะภาษาอังกฤษมันเป็นทักษะที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการฝึก ข้อแนะนำคือ เราต้องมีเป้าหมาย "ที่ชัดเจน" ลองตั้งวันที่ไว้เลยว่าจะเริ่มเรียนวันที่เท่าไหร่ จะใช้เวลากับมันมากแค่ไหนต่อวัน ระยะเวลาเรียนนานเท่าใด และที่สำคัญตั้งเป้าหมายไว้ด้วยว่า What do I see myself in 3 years? ประมาณว่า 3 ปีต่อจากนี้ภาษาอังกฤษเราต้องเป็นแบบไหน? เอาชัดๆ ไปเลย เช่น

วันที่เริ่มเรียน : วันที่ 23 มิถุนายน 2562 

จำนวนชั่วโมงที่เรียน :  4 ชั่วโมง/วัน (ตั้งแต่เวลา 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน)

สิ้นสุด : วันที่ 23 มิถุนายน 2563

เป้าหมาย 1 ปี : ต้องสามารถฟังบทสนทนาพื้นฐานออกและพูดโต้ตอบได้บ้าง (ยังไม่เน้นแกรมม่า)

เป้าหมายเพิ่มเติม : ท่องเที่ยวประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ใกล้ๆ ประเทศไทย (สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ) หรือจะไปไกลกว่านี้ก็ไม่ว่ากัน 

กฎเหล็กคือ ความต่อเนื่อง ใน 1 ปีนี้ ต้องทำทุกวัน! 

 

#3 มี Textbooks ได้แต่อย่าฝากความฝันไว้กับมันเพียงที่เดียว

"สวัสดีครับ สบายดีไหมครับ ขอให้มีวันที่ดีนะครับ" 

นี่คือประโยคสุดฮิตใน Textbook ภาษาไทยไว้สอนชาวต่างชาติที่กำลังเรียนภาษาไทยค่ะ แต่ถามว่าคนไทยแท้ๆ ใช้ประโยคเหล่านี้ในการทักทายกันในชีวิตประจำวันจริงๆ หรือเปล่า? แทบจะไม่! จริงไหมคะ? และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เขียนจึงไม่แนะนำให้เรียนภาษาอังกฤษจาก Textbook เพียงอย่างเดียว เพราะประโยคใน Textbook ส่วนมากใช้ไม่ได้จริงในชีวิตประจำวันค่ะ 

แต่ แต่ แต่! อย่าเพิ่งโยนมันทิ้งไปนะคะ เราควรมีติดตัวไว้บ้าง 1-2 เล่ม (ไม่ต้องเยอะ) หรือมีเวบไซต์สัก 1-2 เวบไซต์ ติวเตอร์ 1-2 คนที่น่าเชื่อถือ เอาไว้อ้างอิงเวลาที่เราต้องการดูเรื่องของแกรมม่านั่นเองค่ะ 

 

#4 ให้เรียนพูดก่อนค่อยเรียนเขียน 

เวลาเราพูดถึงทักษะภาษาอังกฤษเรามักจะพูดว่า ทักษะฟัง-พูด-อ่าน-เขียน ใช่ไหมคะ ไม่ค่อยได้ยินผิดลำดับไปจากนี้เท่าไหร่ และนั่นคือ ลำดับการเรียนรู้ นั่นเองค่ะ ที่ถูกต้องคือเราต้องเรียน ฟัง ก่อนแล้วค่อย พูด ต่อที่ อ่าน และ เขียน ตามลำดับ 

แต่สำหรับคำถามที่ถามว่าระว่าง เรียนเขียน กับ เรียนพูด ควรเริ่มที่ทักษะไหนก่อนดี ก็คงตอบได้ไม่ลังเลว่าให้เรียนพูดก่อนค่ะ เพราะทักษะการเขียน เป็นทักษะขั้นสูง มันยาก และจะพาลทำให้คนเรียนท้อไปเสียก่อน

ลองนึกถึงเด็กแรกเกิดดูนะคะว่าเด็กๆ พูดได้เพราะอะไร หนูน้อยเหล่านี้เริ่มเรียนภาษาจากการได้ยินเสียงคุณพ่อคุณแม่ หรือคนรอบข้างก่อน และหลังจากนั้นก็เลียนแบบคำง่ายๆ และพูดออกมาเป็นคำๆ และพัฒนาเป็นประโยค ตามลำดับ หลังจากนั้นก็เรียนการอ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ และฝึกเขียนตามเส้นประ ไม่ได้เริ่มจากการเขียนเลยสักนิด! จริงไหมคะ 

 

#5 เรียนภาษาอังกฤษผ่านสิ่งที่รัก

เคยได้ยินประโยคนี้ไหมคะ "You will never get tired of doing what you love" เราจะไม่มีวันเหนื่อยหน่ายที่จะทำในสิ่งที่เรารักเลย นี่เป็นข้อเท็จจริงเลยนะคะ ถ้าเป็นเรื่องเรียนภาษาอังกฤษ อยากให้ทุกคนลองนึกถึงสิ่งที่เราชอบและปรับให้เป็นภาษาอังกฤษดูค่ะ 

ชอบหนังหรือเพลง? ก็ลองดูหนังฟังเพลงที่มีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ

ชอบหนังสือ? ก็ลองอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

ชอบเขียนไดอารี? ก็ลองเขียนเป็นภาษาอังกฤษ

ชอบโพสต์? ก็ลองขึ้นแคปชั่นเป็นภาษาอังกฤษ

ติดมือถือ? ก็ลองตั้งค่าฟังก์ชั่นต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ

แต่ต้องใจแข็งพอที่จะอยู่กับมันอย่างน้อยหลักเดือนนะคะ เพราะไม่งั้น ภาษาอังกฤษ จะหนีไปจากเราค่ะ เพราะเขาชอบความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง 

 

#6 อย่าเพิ่งเลือกว่าต้อง accent ไหนดี ออกเสียงให้ถูกต้องก่อน

อย่างที่เรารู้กันดีว่าในโลกนี้มีภาษาอังกฤษหลายสำเนียงมากๆ มากจนนับไม่ไหว และหลายประเทศก็ proud มากๆ กับภาษาอังกฤษสำเนียงตัวเอง 

สิ่งที่อยากจะบอกทุกคนคือ เอาเรื่อง accent ไว้ทีหลัง เอาเรื่อง pronunciation มาก่อน เพราะการออกเสียงที่ถูกต้องต่างหากที่สำคัญกว่าสำเนียง

เจ้าของภาษาเขาเข้าใจเรามากๆ ค่ะ ว่ามันเป็นเรื่องยากมากสำหรับคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาที่จะพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนเขาแบบเป๊ะๆ เขาจึงไม่แคร์เรื่อง accent เลย สิ่งที่จะทำให้เขาเข้าใจหรือไม่นั้น คือการออกเสียงที่ถูกต้อง หรือที่เรียกว่า pronunciation นั่นเองค่ะ 

ผู้เขียนเคยถามเด็กคนหนึ่งว่า "น้องคะ น้องชื่อเล่นชื่ออะไร" "ผมชื่อ ไน้ คับ" น้องตอบ

ผู้เขียนเลยถามต่อไปว่า "ไน้ ไหน?" น้องถึงกับสตั๊นท์

ผู้เขียนเลยให้ชอยส์น้องไปว่า "ไน้ ที่แปลว่า อัศวิน หรือ ไน้ ที่แปลว่า ดี หรือไน้ ที่แปลว่า มีด หรือไน้ ที่แปลว่า กลางคืน" น้องสตั๊นท์หนักไปอีก พร้อมตอบกลับมาว่า

"ผมไปถามแม่ก่อน แม่เป็นคนตั้ง" 555

นี่เป็นเรื่องของ pronunciation นะคะ ในภาษาอังกฤษมันมีเสียงท้ายที่เราเรียกว่า Final sound ถ้าออกเสียงผิด ความหมายคำก็เปลี่ยนทันที knight, nice, knife, night คนไทยออกเสียง ไน้ หมด! แต่ในภาษาอังกฤษมันเป็นไปได้หลาย ไน้ มากๆ และตอนนี้ก็ได้คำตอบแล้วว่าน้องเค้าชื่อ Knight ที่แปลว่า อัศวิน แม่ตั้งให้เพราะน้องไนท์ตัวผอม เลยอยากให้แข็งแรงเหมือนอัศวินค่ะ 555 

 

#7 ต้องกล้า

กล้าพูด กล้าคุย กล้าเขียน กล้าที่จะทำข้อผิดพลาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับภาษา เพราะอย่างที่ได้พูดไปแล้วว่า คนเรามักเรียนรู้ได้ดีจากความผิดพลาด อยากพูดได้ก็ต้องกล้าที่จะพูด อยากเขียนเก่งก็ต้องกล้าที่จะเขียนออกไป และกล้าที่จะรับฟังข้อแนะนำ ข้อคิดเห็น และกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น เอาคำพูดที่ว่า "ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อ ภาษาแม่ของเรา" มามองมุมกลับให้มันมีประโยชน์ต่อเราดีกว่า คิดใหม่ว่า ก็เพราะมันไม่ใช่ภาษาพ่อ ภาษาแม่เราไง เราถึงไม่ต้องกังวลกับ accent แค่พยายามพูดมันออกไปและสื่อให้เขาได้เข้าใจที่สุดก็พอ ถ้าคิดและทำแบบนี้ได้.. คุณเก่งแน่ๆ ผู้เขียนรับประกัน ด้วยเกียรติเนตรนารีเก่าเลย! 

 

#8 มีเพื่อนหรือแฟนที่พูดภาษาอังกฤษได้ 

ผ่างงงงง!! นี่ล้อกันเล่นหรือเปล่า?? แรกๆ ฟังดูวิชาก๊าร วิชาการ น่าเชื่อถือสุดๆ แล้วอยู่ดีๆ มาหักมุมดื้อๆ ได้ไง? เดี๋ยวก่อนซาร่า!! นี่ไม่ได้มามุก อะไรทั้งนั้นค่ะ นี่อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนภาษาเลยด้วยซ้ำ!

"This might sound silly but works!"

ทำไมมีแฟนเป็นเจ้าของภาษาถึงเป็นวิธีเรียนภาษาที่ดีที่สุด? เพราะมันจะเข้าข่าย #4 คือ เรียนภาษาอังกฤษจากสิ่งที่รัก (ไม่รักได้ไง คนทั้งคนนิ อิอิ) แต่มีรายละเอียดลึกซึ้งกว่า 

ลองจินตนาการดูสิคะว่า ถ้าเรามีแฟนเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ เราจะได้ใช้ภาษาอังกฤษบ่อยแค่ไหนในแต่ละวัน ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกัน หรือรักแบบ long distance relationship เวลาเรารักใครสักคน เราก็มักจะอยากคุยกับคนๆ นั้นบ่อยๆ ใช่ไหมคะ และการได้พูดบ่อยๆ ก็เป็นการได้ฝึกแบบไม่รู้ตัว แถมฟีลกู๊ด เรียนแบบมีความสุขอีกต่างหาก วิธีนี้คือดจีย์ย์ย์ 

นอกจากการมีแฟนเป็นเจ้าของภาษาจะบังคับให้คุณมีเวลาให้กับภาษาอังกฤษอย่างมากแล้ว คุณยังจะมีคนช่วยแก้ประโยคผิดๆ ของคุณให้อย่างฟรีๆ และไม่รู้สึกอึดอัด และการแก้ไขประโยคเหล่านี้เองที่จะทำให้คุณเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ไวขึ้น! คนเรามักจะจำความผิดพลาดได้ดีกว่าความสำเร็จ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ใครอยากข้ามขั้นมาที่ #7 เลยก็ไม่ว่ากันเด้อ 555 

สำหรับใครที่สาย ฝ. ไม่ใช่สเป็ค ก็ลองหาเพื่อนต่างชาติดูค่ะ อยากบอกว่ามันช่วยได้มากจริงๆ เพราะวิธีนี้เราได้เรียนรู้จากเจ้าของภาษาโดยตรง คนทั่วไปต้องพูดแบบนี้แน่ๆ มันคือภาษาที่นำไปใช้ได้จริงค่ะ

 

โห! เล่าเพลินเลยยาวมาก! แต่แอบหวังเล็กๆ ว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหาวิธีฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเองอยู่นะคะ ถ้าคุณกำลังอ่านประโยคนี้อยู่ ผู้เขียนต้องขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ และสัญญาว่าจะสรรหาเรื่องราวที่เป็นประโยชน์มาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ แน่นอนค่ะ

 

Rome wasn't built in a day! ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน 

 

พบกันบทความหน้าค่ะ ^^ 

 

 

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store