NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
เธอต้องมีชีวิตอยู่ (Ep.1 of 4)
หมวด: Life

เธอต้องมีชีวิตอยู่ (Ep.1 of 4)

  • 550
  • 0
  • 0
RamonaSays

ฉันหยิบจดหมายของเพื่อนคนหนึ่งขึ้นมาอ่านซ้ำเป็นครั้งที่สอง ใจความในจดหมายไม่ได้คลาดเคลื่อนไปจากการอ่านครั้งแรกเลย เพื่อนคนนี้ถือเป็นเพื่อนสนิทคนแรกที่รู้จักกันสมัยก้าวเข้ารั้วโรงเรียนมัธยม เราเรียนด้วยกัน สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ที่เดียวกัน และแทบไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้แต่งงานในเวลาไล่เลี่ยกัน

เราสองคนมีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกัน ทั้งขนาดตัวที่กะทัดรัด ทรงผมดกดำเหยียดตรง รวมถึงความรักชอบในด้านต่างๆ หากแต่มีอย่างเดียวที่เราต่างกันโดยสิ้นเชิง นั่นก็คือฐานะทางบ้าน เธอค่อนข้างลำบากพอสมควร เมื่อตอนที่รู้ว่าแม่ตกงาน เธอจึงออกหางานพิเศษทำเพื่อเป็นค่าเทอมแบ่งเบาภาระของพ่อ ตอนนั้นเราอยู่มัธยมปีที่ ๓ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เธอเรียนตกต่ำลงเลยแม้แต่น้อย 

เธอเป็นคนที่ค่อนข้างอดทนต่อการถาโถมเข้ามาของปัญหาและอุปสรรค หลายครั้งที่เธอทำให้ฉันเห็นว่าเรื่องร้ายๆ ในชีวิตไม่สามารถทำอะไรเธอได้เลย ดูอย่างตอนที่แม่ของเธอขอหย่าร้างกับพ่อ แล้วเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านไปแต่งงานใหม่กับผู้ชายที่ฐานะดีคนหนึ่ง โดยทิ้งเธอให้อยู่กับพ่อ ตอนนั้นเราเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้ายเห็นจะได้ ฉันรู้ว่าเธอเสียใจมาก แต่ไม่นานเธอก็กลับมาได้และตั้งใจเรียนจนจบ คว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาครองได้ ไม่นานจากนั้นพ่อของเธอก็แต่งงานใหม่ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันกับเธอแยกจากกัน เมื่อเธอเอ่ยกับฉันว่าจะไปเป็นครูที่ยะลา 

ฉันกับเธอมีสัญญาใจกันว่า จะสื่อสารกันด้วยการเขียนจดหมาย เพื่อที่จะได้รู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ในโลกใบเดียวกัน  จากวันนั้นถึงวันนี้ ราวเกือบสามสิบปีมาแล้วที่ลิ้นชักของฉันบรรจุเต็มไปด้วยจดหมายของเธอ

จดหมายฉบับแรกๆ ของเธอเล่าถึงสิ่งที่พบเจอ ทุกอย่างเป็นสิ่งแปลกใหม่ โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่น จากนั้นราวเกือบสองปี เธอส่งจดหมายมาเล่าว่ากำลังจะแต่งงานกับเพื่อนชายคนหนึ่ง เขาเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนเดียวกันกับเธอ ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ฉันตัดสินใจจะแต่งงานกับพ่อม่ายเมียตายไร้เรือพ่วงคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นนักวิชาการอิสระ เคยมาสอนพิเศษในมหาวิทยาลัยเดียวกับที่ฉันสอนอยู่ เราต่างส่งจดหมายแสดงความยินดีให้กัน แปลกที่เราทั้งสองก็มีเทคโนโลยีมากมายที่จะช่วยให้ติดต่อกันง่ายขึ้น แต่เรากลับเลือกที่จะไม่แลกเปลี่ยนเบอร์โทรและอีเมล เราสมัครใจที่จะใช้จดหมายต่อไป จนกว่าจะไม่มีแรงจับปากกา 

ในหลายปีถัดจากนั้น นอกจากข่าวคราวที่อ่านจากจดหมายของเธอแล้ว ฉันยังได้รับรู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์มาอย่างยาวนานว่า การเป็นอยู่ทางภาคใต้นั้นต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตัว และเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงนี้ค่อนข้างตึงเครียด ซึ่งมันก็ไม่ต่างกับสถานการณ์ของฉันในกรุงเทพฯ นัก

เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นกลางกรุงเบียดแทรกเข้ามาในครอบครัวเรา จนทำให้ความคิดเห็นของคนในครอบครัว ที่สุดก็แตกออกเป็นสองฝ่าย ผู้เป็นพ่อกับลูกชายคนโตปักธงไว้อย่างชัดเจนว่าต่างไม่ชอบรัฐบาล จนลูกชายเข้าร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งรวมตัวกันเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งแน่นอนว่า ฉันกับลูกชายคนเล็กแทบจะไม่เห็นด้วยและโต้เถียงกันแบบเผ็ดร้อนจนหลายครั้งต้องเดินหนีกันไป เราแทบจะไม่มองหน้ากันตลอดช่วงเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น และสุดท้ายฉันก็ต้องสูญเสียลูกชายคนโตไปในเหตุการณ์ปะทะระหว่างประชาชนด้วยกัน สามีของฉันเสียใจมากและหลังจากนั้นเขาก็เงียบลงไปถนัดตา ไม่พูด ไม่คุยกับฉัน ฉันรู้สึกเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่คิดว่าครอบครัวที่เคยมีความรักและเข้าใจ จะกลายเป็นความแตกหักที่ยากเกินเยียวยา ฉันตัดสินใจไม่ยุ่ง ไม่รับรู้เรื่องการเมือง แล้วบอกลูกชายคนเล็กว่าจะส่งเขาไปเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองนอก แม้ลูกจะดูแข็งขืนในตอนแรก แต่ในภายหลังก็อ่อนลงเมื่อเห็นฉันหลั่งน้ำตาอ้อนวอนเขา 

(อ่านต่อตอนหน้า)

ภาพ https://thegiantrabbit.wordpress.com/2015/06/26

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store