NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
รวมหนังสือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่น่าสนใจ
หมวด: Entertainment

รวมหนังสือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่น่าสนใจ

  • 32
  • 1
Pepperrr
เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 คือ พระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก แต่ด้วยพระปรีชาสามารถและพระราชวิริยอุตสาหะ ดังนั้น แม้ว่าพระองค์จะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายเพียงใด ก็ยังทรงแบ่งเวลาสำหรับพระราชนิพนธ์หนังสือ ซึ่งมีทั้งประเภทพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เอง และพระราชนิพนธ์แปล แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางภาษา และการให้ความสำคัญกับหนังสือ การอ่าน การศึกษา ขออัญเชิญพระราชดำรัสเกี่ยวกับหนังสือดังนี้ค่ะ : “หนังสือ” เป็นเสมือนคลังที่รวบรวมเรื่องราว ความรู้ ความคิด วิทยาการทุกด้านทุกอย่าง ซึ่งมนุษย์ได้เรียนรู้ ได้คิดอ่าน และเพียรพยายามบันทึกภาษาไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร หนังสือแพร่ไปถึงที่ใด ความรู้ความคิดก็แพร่ไปถึงที่นั่น หนังสือจึงเป็นสิ่งมีค่า และมีประโยชน์ที่จะประมาณมิได้ในแง่ที่เป็นบ่อเกิดการเรียนรู้ของมนุษย์ พระองค์ทรงมีพระราชนิพนธ์แปลและเรียบเรียงบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงประวัติบุคคลสำคัญระดับโลกด้วยค่ะ แต่ส่วนใหญ่มิได้พระราชทานให้พิมพ์เผยแพร่ ส่วนในด้านวรรณกรรมนั้นมีดังต่อไปนี้ค่ะ #1. เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์, 2489 พระราชนิพนธ์เรื่องแรกของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรายเดือน วงวรรณคดี ฉบับประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 เป็นบันทึกเรื่องราวส่วนพระองค์เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่ทรงประสบและความรู้สึกของพระองค์ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ค่ะ อัญเชิญความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิสแลนด์” : วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๙ วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว…พอถึงเวลาก็ลงจากพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่างนั้น แล้วก็ไปยังวัดพระแก้วเพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกต และพระภิกษุสงฆ์ ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง แล้วก็ไปขึ้นรถยนต์ พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง ๒๐๐ เมตร มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด! เมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฎว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมาก ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ ที่ถนนราชดำเนินกลาง ราษฎรเข้ามาใกล้จนชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งทับขาใครเข้าบ้าง รถแล่นฝ่าฝูงคนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า “อย่าละทิ้งประชาชน” อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ “ทิ้ง” ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ “ละทิ้ง” อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว #2. นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ (แปล), 2537 "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" พระองค์ทรงแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง A Man Called Intrepid บทประพันธ์ที่มาจากเรื่องจริงของ William Stevenson บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับนายอินทร์ หรือ INTREPID ซึ่งก็คือชื่อรหัสของ เซอร์วิลเลียม สตีเฟนสันนั่นเอง โดยนายอินทร์เป็นหัวหน้าหน่วยราชการลับอาสาสมัครของอังกฤษ มีหน้าที่สืบสวนราชการลับทางทหารของเยอรมัน เพื่อต่อต้านแผนการของฮิตเลอร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยหนังสือเล่มนี้มีจำนวนถึง 501 หน้า พระองค์ใช้เวลาแปลประมาณ 3 ปี แสดงให้เห็นถึงพระราชวิริยอุตสาหะในการแปลเป็นอย่างมาก ส่วนรายได้จากการจำหน่ายนั้นก็พระราชทานให้กับมูลนิธิชัยพัฒนาค่ะ อัญเชิญความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่อง "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" : พินิศด้วย อุเบกขา ไม่ว้าหวั่น หทัยมั่น ดุจเทพ เสพย์สวรรค์ วีรบุรุษ ต้องตาย วายชีวัน เช่นเดียวกัน กระจอกน้อย ผล็อยลงดิน ปรมา-ณูย่อย พลอยสลาย จักรวาล ทําลาย ลงทั้งสิ้น บัดเดี๋ยวฟอง – ลมเกิด ระเบิดบิน บัดเดี๋ยวภินท์ ภัสม์พัง ทั้งโลกา นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ, พระราชนิพนธ์แปล หน้า 287 #3. ติโต (แปล), 2537 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงแปลจากต้นฉบับเรื่อง TITO ของ Phyllis Auty มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวประวัติของจอมพลติโต เดิมชื่อ โจซิบ โบรซ (Josip Broz) รัฐบุรุษของประเทศยูโกสลาเวีย ผู้นำที่แยกประเทศออกจากสหภาพโซเวียต ผู้สู้เพื่อแผ่นดิน และรวมคนในชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงฝ่าฟันวิกฤตต่างๆ ไปได้ ในเล่มนี้พระองค์ทรงเลือกใช้ภาษาและโวหารเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายอีกด้วย อัญเชิญความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่อง "ติโต" "คำว่า การต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติบ้านเมือง ต้องหมายตลอดถึงเสรีภาพของชาวโครแอต สโลวีน เซิร์บ มาร์เซโดเนียน ชิปต้าร์ มุสลิม พร้อมกันหมด ต้องหมายว่าการต่อสู้จะนำมาซึ่งอิสระภาพ เสมอภาค และภารดรภาพ สำหรับทุกชนชาติในยูโกสวาเวียอย่างแท้จริง นี่คือสารัตถ์สำคัญของการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ" ติโตกล่าวในปี 1942 ( ติโต พระราชนิพนธ์แปล หน้า 62 - 63 ) #4. พระมหาชนก, 2539 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นหนึ่งในชาดก 10 ชาติสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะค่ะ โดยพระมหาชนกเล่มนี้ นอกจากแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาในด้านอักษรศาสตร์ นั่นคือทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยในเล่มเดียวกัน รวมถึงแปลภาษาสันสกฤตประกอบด้วยแล้ว ยังได้เห็นพระปรีชาในด้านภูมิศาสตร์และโหราศาสตร์ไทยอีกด้วยค่ะ เพราะพระองค์ทรงแสดงแผนที่ฝีพระหัตถ์ สำหรับสถานที่ตั้งของเมืองโบราณบางแห่ง และข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางลม กับกำหนดวันเดินทะเล ตลอดจนจุดอัปปางของเรืออับโชค ทรงคาดคะเนโดยอาศัยข้อมูลทางโหราศาสตร์ค่ะ ใจความหลักของพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” คือ “ความเพียร” ค่ะ อีกทั้งแฝงไปด้วยปรัชญา และข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่ดียิ่งค่ะ อัญเชิญความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" “เราไตร่ตรองเห็นปฏิปทาแห่งโลก และอานิสงส์ แห่งความเพียร เพราะฉะนั้นถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร” และ “เราทำความพยามยามแม้ตายก็จักพ้นครหา บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ เทวดา และบิดา มารดา อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง” #5. พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน, 2542 นอกเหนือจากพระมหาชนกฉบับปกติ ในปีพ.ศ. 2542 ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดพิมพ์ในรูปแบบของการ์ตูน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจง่ายขึ้น โดยมี ชัย ราชวัตร ผู้มีลายเส้นที่แสดงถึงความเป็นไทย เป็นผู้วาดภาพการ์ตูนประกอบ อีกทั้งยังมีฉบับอักษรเบรลล์เพื่อผู้พิการทางสายตาอีกด้วย #6. เรื่องทองแดง, 2545 เรื่อง ทองแดง (The Story of Tongdaeng) เป็นหนังสือพระราชนิพนธ์ที่มี 2 ภาษาในเล่มเดียว คือภาษาไทยและภาษาอังกฤษค่ะ โดยหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีที่สุดในปี พ.ศ. 2545 อีกด้วย เรื่องราวของ "คุณทองแดง" สุนัขทรงเลี้ยงตัวโปรดที่น่ารัก แสนรู้ ฉลาด อีกทั้งมีความกตัญญู กิริยามารยาทเรียบร้อย มีสัมมาคารวะ และจงรักภักดี โดยพระองค์ทรงถ่ายทอดเรื่องราวอย่างยอดเยี่ยมและน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ อัญเชิญความบางตอนในพระราชนิพนธ์ "เรื่อง ทองแดง" “เมื่อครั้งมาใหม่ๆ สมัยที่ทองแดงยังเป็นลูกสุนัข มีอายุเพียง 5 สัปดาห์ ทำให้ต้องอาศัยนมแม่มะลิ ยังชีพให้เติบโต ซึ่งต่อมาแม้ทองแดงจะเลิกกินนมแม่มะลิแล้วก็ตาม ทองแดงก็ยังแตกต่างจากสุนัขตัวอื่น ตรงที่จะชอบอยู่คลอเคลียกับแม่มะลิเลียหน้าตาประจบประแจงอยู่เสมอ แม้ทองแดงแยกกับแม่มะลิ เมื่อมีโอกาสพบกันครั้งใด ทองแดงก็ยังแสดงความเคารพแม่มะลิทุกครั้ง ทั้งที่แม่มะลิไม่ได้เป็นสุนัขโปรด ซึ่งต่างไปจากทองแดงที่ได้เข้าเฝ้าใกล้ชิด ช่วงตอนนี้เองที่พระราชนิพนธ์ กล่าวไว้ว่า ผิดกับคนอื่น เมื่อกลายเป็นคนสำคัญแล้ว มักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณต่ำต้อย” #7. เรื่องทองแดง ฉบับการ์ตูน, 2547 เรื่อง ทองแดง ได้จัดพิมพ์อีกครั้งในรูปแบบการ์ตูน ทำให้เข้าใจง่าย น่ารัก และน่าสะสมมากยิ่งขึ้น โดยมีชัย ราชวัตร ที่มีลายเส้นแบบไทยเป็นผู้วาดภาพค่ะ #8. พระราชดำรัส "พระราชดำรัส" คือ หนังสือที่รวบรวบพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของทุกปี พระองค์ทรงเริ่มแปลพระราชดำรัสของพระองค์ เรื่องน้ำและสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 เป็นเรื่องแรก โดยแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับความสนใจอย่างมากจากสหประชาชาติ ส่งผลให้วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันสิ่งแวดล้อมไทย" อีกด้วย อัญเชิญพระราชดำรัสบางตอนไว้ ณ ที่นี้ “พูดกันว่า ถ้าหากไปทําโครงการไฟฟ้าพลังน้ำก็จะไปทําลายป่า ทําให้เสียหายกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ผู้ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็พูดอย่างนั้น อันนี้เป็นความจริง ถ้าไปทําลายป่าแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือสนามกอล์ฟ หรือการท่องเที่ยว หรือการลักลอบตัดป่า เป็นต้น ดังนี้ข้อเสียมันเพิ่มขึ้นได้จริง แต่ว่าถ้าหากไปทําในที่ที่ เหมาะสมคำนวณได้ว่าผลเสียในการตัดไม้ส่วนหนึ่งจะคุมกับผลได้ คือเช่นที่บอกว่าตัดต้นไม้นั้น ทําให้คาร์บอนขึ้นไปในอากาศเป็นจํานวนเท่านั้นๆ ทําให้เกิดความระเหยของน้ำเท่านั้น ๆ เราก็จะต้องมาเลือกดูว่า จะรักษาป่าไว้ หรือจะต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น “เมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เราจะต้องใช้อย่างหนึ่งอย่างใด อย่างมีผู้เสนอให้ไปซื้อถ่านหินจากออสเตรเลีย มาสร้างโรงไฟฟ้าใช้ไอน้ำ คือใช้ถ่านหินมาเผาเพื่อที่จะทําความร้อนและขับเทอร์ไบน์ให์เป็นไฟฟ้า คํานวณดู ที่เราจะต้องซื้อถ่านหินจากประเทศออสเตรเลียมา ก็เสียเงินทองเท่าไหร่ มาเผาแล้วจะออกมา เป็นคาร์บอนเวลามาเผาสําหรับหมุนกังหันจะต้องเกิดคาร์บอนขึ้นไปเท่าไหร่เปรียบเทียบกับที่จะเสียพลังการ กําจัดคาร์บอนจากต้นไม้สัก3-4ต้นนั้นน่ะ มันคุ้มหรือเปล่าถ้าทําไฟฟ้าด้วยพลังน้ำที่ไม่ต้องตัดต้นไม้เพียงแต่ตัดต้นหญ้าก็คงไม่เสียหาย” #9. พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8 “พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8” พระราชนิพนธ์เรื่องนี้อยู่ในหนังสือ “พระราชานุกิจ” ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในการพระราชกุศล 100 วัน พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาอานันทมหิดล ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2489 เป็นเรื่องเกี่ยวกับกำหนดเวลาทีี่รัชกาลที่ 8 ทรงประพฤติพระราชกิจต่าง ๆ เป็นการส่วนพระองค์ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดินค่ะ อัญเชิญความบางตอนในพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8" ตามปกติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรรทมตื่นเวลาเช้าระหว่าง ๘.๓๐ นาฬิกา นอกจากทรงมีพระราชกิจบางอย่าง เช่น เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมกรมกองทหารหรือสถานที่อื่น ๆ ก็ตื่นบรรทมเวลาย่ำรุ่ง หรือก่อนย่ำรุ่ง เมื่อสรงและแต่งพระองค์แล้ว เสด็จมายังห้องพระบรรทมสมเด็จพระอนุชาและสมเด็จพระราชชนนีก่อน แล้วจึงเสด็จเสวยเครื่องเช้าพร้อมกันที่มุขพระที่นั่งด้านหน้าเวลาราว ๙.๐๐ นาฬิกา ถึง ๙.๓๐ นาฬิกา บางวันทรงพระอักษรหรือตรัสเรื่องต่าง ๆ กับสมเด็จพระราชชนนี เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๐.๓๐ นาฬิกา ราชเลขานุการในพระองค์เฝ้าถวายหนังสือราชการทุกวันอังคารและวันศุกร์ ถ้ามีงานพระราชพิธีก็เสด็จพระราชดำเนินตามกำหนด เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ทรงปฏิบัติพระราชกิจบ้าง ทรงสำราญพระราชอิริยาบถบ้าง สับเปลี่ยนกันเป็น วัน ๆ ดังนี้ คือ ๑. ทรงศึกษาภาษาไทยและพระพุทธศาสนา ๒. ข้าราชการในกระทรวงและกรมต่าง ๆ ผลัดกันเข้าเฝ้าถวายรายงานกิจการตามหน้าที่ บางวันมีพระบรมวงศานุวงศ์และผู้ทรงคุ้นเคยเข้าเฝ้า ๓. เสด็จพระราชพิธี ๔. ถ้าไม่มีการเฝ้าหรือพระราชกิจอื่นใดก็มักจะทรงพระอักษร บางวันทรงรถยนต์ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง เวลา ๑๒.๓๐ นาฬิกา เสด็จลงเสวยพระกระยาหารกลางวัน พร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนีและสมเด็จพระอนุชา เสวยเครื่องฝรั่งและไทย ส่วนเครื่องเสวยนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้ลดจำนวนโดยเฉพาะเครื่องฝรั่งซึ่งเคยตั้งโต๊ะเสวยมาก่อนนั้นลงบ้าง ด้วยทรงพระราชดำริว่ามากเกินไป โปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ หรือผู้ที่ทรงคุ้นเคยร่วมโต๊ะเสวยด้วยในบางโอกาส บางวันเสด็จเสวยกลางวันอย่างปิคนิคที่ริมสระในสวนศิวาลัย ตามธรรมดาเสวยเสร็จภายในเวลาประมาณ ๔๕ นาที แล้วเสด็จจากโต๊ะเสวย ทรงปราศรัยเรื่อง ต่าง ๆ กับผู้ที่มาร่วมโต๊ะเสวยต่อไป ถ้าไม่มีผู้ใดเฝ้าก็ทรงพักผ่อน จะเห็นได้ว่า พระราชนิพนธ์ของพระองค์เปี่ยมไปด้วยสาระ ความรู้ แรงบันดาลใจ และความประทับใจ แต่ละเล่มนั้นมีคุณค่าน่าอ่านเป็นที่สุด นับเป็นความปลาบปลื้มอย่างหาที่สุดมิได้สำหรับพสกนิกรชาวไทยที่มีพระมหากษัตริย์ที่มีพระอัจฉริยภาพรอบด้านดังเช่นพระองค์
ข้อมูล : Summer Sept

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store