NOOZUP

Download NOOZUP
App Store Play Store
KOFFEE KULTURE เปลี่ยนเมืองด้วยกาแฟ
หมวด: Food & Travel

KOFFEE KULTURE เปลี่ยนเมืองด้วยกาแฟ

  • 6
  • 2
Eddy Chang

เรื่อง Eddy Chang

รู้กันอยู่แล้วว่าซีแอทเทิลเป็นบ้านเกิดของสตาร์บัคส์เจ้าพ่อแห่งวงการกาแฟ ตอนนี้ซีแอทเทิลกำลังจะขยับตัวเองให้เป็นมากกว่า “สำนักงานใหญ่” ของสตาร์บัคส์ แต่กำลังขยับขยายตัวเองให้เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมกาแฟของทวีปอเมริกาเหนือ

เครื่องดื่มสีดำ รสขมนี้กำลังจะกลายเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง

ปีที่ผ่านมา (2017) ซีแอทเทิลเป็นเจ้าภาพในการจัดการใหญ่เกี่ยวกับกาแฟ ซึ่งจัดโดย Specialty Coffee Association of America (SCAA) ถือเป็นการรวมตัวของคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมกาแฟ โดยเฉพาะเฉพาะกาแฟในกลุ่มคลื่นลูกที่สามที่สนใจกาแฟที่เป็น specilaty coffee มากขึ้นเรื่อยๆ

ผมไม่แปลกในครับที่ซีแอทเทิลจะพยายามบอกทุกคนว่า เมืองนี้นี่แหละที่เป็นบ้านเกิดของกาแฟที่ดีที่สุดในอเมริกาเหนือ เพราะเขาก็ฟูมฟักกันมานานกว่าจะมาถึงวันนี้ได้

ผมเคยไปซีแอทเทิลเมื่อประมาณปี 2543 ตอนนั้นบ้านเราเริ่มสตาร์บัคส์แล้ว แต่ซีแอทเทิลก็ยังไม่ได้พูดถึงในฐานะเมืองแห่งกาแฟเท่าไหร่ รู้แต่ว่าเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของสตาร์บัคส์ เป็นเมืองขวัญใจของคนปลดเกษียณ เมืองแห่งการล่องเรือใบ เป็นเมืองท่าและตลาดปลา ตอนนั้นสตาร์บัคส์เพิ่งปรับปรุงร้านสาขาแรกให้เป็นเหมือน heritage site ของตัวเองอยู่ข้างตลาดปลายังไม่คึกคักเท่าไหร่ แต่ทุกวันนี้ธุรกิจกาแฟได้เปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองไปมาก คนที่มาเที่ยวซีแอทเทิล เหตุผลหนึ่งเลยก็จะนึกถึงวัฒนธรรมคาเฟ่ของคนเมืองนี้ด้วย ต้องไปหาชิมกาแฟร้านเล็กๆ ปัจจุบันประมาณการกันว่าซีแอทเทิลมีบริษัทนำเข้ากาแฟ ร้านกาแฟ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกาแฟอยู่กว่า 12,000 บริษัท และยังเป็นเป็นเมืองที่มีคนบริโภคกาแฟมากกว่าเมืองใดในทวีปอเมริกาเหนือ SCAA เคยสำรวจไว้ในปี 2014 บอกว่าที่ซีแอทเทิลมีร้านกาแฟ 35 แห่งต่อที่อยู่อาศัย 100,000 ยูนิตและชาวซีแอทเทิลจ่ายค่ากาแฟเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 1,100 บาท สูงกว่าคนนิวยอร์กนะจ๊ะ

ไม่ได้มีแต่ซีแอทเทิลเท่านั้นที่กลายเป็นเมืองที่ถูกขับเคลื่อนด้วยธุรกิจกาแฟและคาเฟ่นะครับ กลายเป็นว่าห่วงโซ่ธุรกิจของกาแฟนั้น สามารถเปลี่ยนเมืองให้น่าสนใจขึ้นมาได้มากมายทีเดียว อย่างเมืองอย่างพอร์ทแลนด์หรือโตรอนโตในอเมริกาเหนือ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองแห่งกาแฟ

จริงๆ ภาพลักษณ์แบบ “เมืองแห่งกาแฟ” ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะว่าเมืองนั้นมีคาเฟ่เยอะแยะให้นั่งหรือมีบริษัทนำเข้าส่งออกกาแฟ แต่มันต้องประกอบด้วยหลายๆ ส่วนที่ทำให้เมืองมีบรรยากาศน่าออกไปนั่งร้านกาแฟในตอนเช้ามากกว่าจะชงเองอยู่ที่บ้าน เช่นว่า การเดินทางสะดวก ค่าครองชีพที่ไม่แพงเกินไป สิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรคนรู้สึกปลอดภัยและเรื่องพวกนี้พอรวมๆ กันเข้า มันถึงจะเกิดบรรยากาศของเมืองที่น่าอยู่และวัฒนธรรมคาเฟ่ก็เป็นส่วนที่ทำให้คนในเมืองอยากออก มาจับจ่ายใช้สอย เมืองเก่าแก่อย่างปารีส โรมหรือเวียนนา กาแฟมีบทบาทสำคัญไม่น้อยในการผลักดันเศรษฐกิจของเมือง เรียกว่าแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินไปแล้ว เทศบาลของเมืองเหล่านี้ก็พยายามผลักดันภาพลักษณ์ใหม่ๆ ที่ไฉไลขึ้น ดูเชิญชวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าแนวคิดแบบนี้คล้ายๆ กับที่เชียงรายพยายามจะทำกับเมืองของตัวเอง เพื่อต่อยอดจากการพัฒนาเรื่องการปลูกกาแฟซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ริเริ่มไว้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน เรียกว่าต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นเป็นภาพรวมมากขึ้น แต่มันไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ นะครับ ที่จะสร้างเมืองๆ หนึ่งให้เป็นเมืองแห่งกาแฟแบบครบวงจร

มีกรณีศึกษาที่นิตยสาร Fast Company เขาไปสำรวจเรื่องพลวัตของวัฒนธรรมกาแฟในเวียนนา อย่างที่หลายคนทราบกันว่าเวียนนาเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์ในยุโรป และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่มาก ซึ่งก็รวมถึงวัฒนธรรมกาแฟ ปัจจุบันเทศบาลเมืองและคนในพื้นที่พยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมกาแฟของเวียนนาให้ทันสมัยขึ้น เพราะหลังๆ คนเริ่มลืมไปว่านอกเหนือจากดนตรีคลาสสิก และบ้านเมืองที่สวยงามแล้ว เวียนนานี่แหละเป็นต้นกำเนิดของกาแฟในยุโรป แต่การสำรวจความคิดเห็นกับนักท่องเที่ยว พบว่า พวกเขาไม่ได้ชื่นชมกับรสชาติของกาแฟที่เวียนนาทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากาแฟที่นี่ไม่อร่อย แต่ที่น่าหลงใหลก็คือวัฒนธรรมของ Coffee House หรือร้านกาแฟเก่าๆ ต่างหาก กลายเป็นว่า ‘จุดขาย’ ของเวียนนา ไม่ใช่เรื่องรสชาติของกาแฟ แบบที่เราจะได้ที่โรมหรือมิลาน แต่กลายเป็นว่าที่พวกเขาถวิลหาก็คือบรรยากาศของเมืองที่มี Coffee House เก่าๆ อยู่ตามซอกมุมต่างๆ ของเมือง ซึ่งก็คือประวัติศาสตร์และแน่นอนการ ‘สร้าง’ ต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจ

การสร้างเมืองให้คึกคักด้วยกาแฟ ไม่ใช่แค่เรื่องของกาแฟที่อยู่ในแก้ว หรือแค่ผุดซุ้มกาแฟเยอะๆ แล้วบอกว่าเราคือเมืองแห่งกาแฟ แต่การจะเปลี่ยนเมืองด้วยกาแฟ อาจต้องมองให้ลึกเข้าไปอีกนิด เพื่อให้เห็นแก่นแท้ของการพัฒนาที่ครบวงจรและยั่งยืนจริงๆ

หากเชียงรายอยากทำให้กาแฟเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงๆ อาจต้องลองมองวิธีการจัดการแบบที่นิวซีแลนด์ทำกับฟาร์มแกะหรือการจัดการไร่ไวน์ของคนฝรั่งเศส วัฒนธรรมคาเฟ่อาจเป็นปลายทางสุดท้ายของการเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองจริงๆ

ช่วงเปิดถุงชิม

TOM’ S Roasting Coffee

แนวความคิดของกาแฟก็ยังเหมือนตอนที่เค้าขายรองเท้า คือทุกถุงที่เราซื้อจะปันเงินส่วนหนึ่งเพื่อหาน้ำสะอาดให้กับเด็กๆ ที่ขาดแคลน

เราซื้อที่ whole food ที่นิวยอร์ก กรุงเทพฯ ยังไม่น่าจะมีขาย รสชาติดีนะครับ เป็น medium roast เปิดถุงเลยวันที่ควรเปิดแต่ก็ยังอร่อยอยู่ หอมคาราเมล น้ำผึ้ง หวานติดลิ้นตอนจบ เข้าไปดูรายละเอียดได้ตามเว็บบนถุงเลย

Related Content

Recommended by NoozUP

Apple Store Play Store